บทที่ 5 มรกตที่หายไป
่เวลาภายใต้สถานที่ที่เต็มไปด้วยประกายเขียวมรกตนี้ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เพราะในที่แห่งนี้ไม่มีแสงจันทร์ของดาราจันทรารวมถึงแสงอาทิตย์ของดาราสุริยะสาดส่อง แต่เวลามินับเป็ความสำคัญแต่อย่างใด เนื่องจากตอนนี้สตรีสะคราญโฉมนามจินเยว่ นางสามารถขยับแลเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้ว
จินเยว่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยืดเส้นยืดสาย เดินทางมาไกลจนสุดขอบจักรวาลล้านดาราเช่นนี้ ผลกระทบที่เกิดแก่ร่างกายแลพลังจิติญญาเท่านี้นับว่าไม่ร้ายแรง เรียกได้ว่านางโชคดีมากที่การฝืนใช้พลังมายังที่ไกลโพ้นไม่ส่งผลต่อพลังชีวิตของตนเอง
เมื่อไม่เป็อะไรแล้ว นางก็ยืนมองเฉินซือหยางที่หลับอยู่ พลางกล่าวว่า
“จะนอนไปถึงเมื่อไหร่ หรือเ้าไม่คิดกลับบ้านแล้ว"
ประกายตาของเฉินซือหยางที่ลืมขึ้นบังเกิดความเศร้าปนความคับข้องใจขึ้นมาให้เห็นแวบหนึ่ง ก่อนจะสลายหายไป
“บ้านเช่นนั้น หากเป็ไปได้ข้าคงไม่กลับ”
กล่าวคำนี้ออกมาก็ชวนให้นึกถึงมารดาที่คงเป็ทุกข์หนักเมื่อตนได้สูญหายไป
“แต่จะไม่กลับก็คงไม่ได้"
เห็นแววตาชั่ววูบหนึ่งของเฉินซือหยาง จินเยว่จึงมองหน้ามัน
“ดูท่า บ้านหลังนั้นคงมิใช่ที่ที่ดีสินะ"
เฉินซือหยางมองสองมือของตัวเอง
“เป็ข้าต่างหากที่ไม่ดี …เป็ปีศาจที่จะครอบงำนำพาตระกูลให้ตกต่ำ ผู้ใดก็กล่าวเช่นนั้น”
จินเยว่หันไปยังทิศตะวันออก
“ไม่ว่าแดนดาราใดก็ล้วนให้ค่าคนเพียงเพราะพลังอำนาจจริงๆ”
“ท่านพูดเช่นนี้ราวกับว่ามาจากแดนดาราอื่น?”
แล้วชายหนุ่มก็ส่ายศีรษะอย่างไม่ยอมรับ ก่อนกล่าวต่อ
“มิน่าจะเป็ไปได้ ข้าเคยได้ยินมาว่าลำพังจักขี่อาวุธที่มีพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายท่องบนนภากาศก็ลำบากแลเปลืองพลังจิติญญาจำนวนมากแล้ว ทั้งไม่ใช่ว่าจะขี่ได้ง่ายๆ ขนาดยอดยุทธ์อันดับหนึ่งบนโลกแห่งนี้ไม่รู้จะขี่ได้หรือไม่ อีกทั้งโลกแห่งนี้สุดไพศาลนัก ฟ้าก็ไม่รู้สูงกี่ชั้น เช่นนั้นคนจะทะลวงฟ้าไปยังดวงดารามากมายที่สูงลิ่วและไกลโพ้นได้อย่างไร"
จินเยว่พอมีความรู้เกี่ยวกับแต่ละแดนดารามาบ้าง เนื่องจากเคยศึกษาและหลบหนีไปยังแดนดาราอื่นมาแล้ว แดนดาราพิภพนี้นับว่าอ่อนด้อยทั้งทรัพยากรและการพัฒนาในสิ่งต่างๆ มากที่สุด จึงไม่แปลกที่เฉินซือหยางจะไม่รู้และไม่เข้าใจในสิ่งที่นางเอ่ยถึง
“ช่างเถอะ ถึงเวลาที่เ้าจะต้องออกไปแล้ว"
เฉินซือหยางจึงเก็บงำความสงสัยไว้ แล้วหันไปมองนาง มันเองก็อยากรู้เช่นเดียวกันว่าคำกล่าวเกี่ยวกับการสร้างมิติเฉพาะเป็ความจริงหรือไม่ นางจะพามันไปจากสถานที่นี้ได้อย่างไร
ชายหนุ่มมองฝ่ามือขาวผ่องนวลเนียนทั้งสองข้างที่ยื่นออก ในมือคู่นั้นของจินเยว่ปรากฏประกายแสงสีเขียวทอทอดเรืองรอง จากนั้นก็หมุนวนเชื่อมโยงกับประกายเขียวมรกตที่สุดลูกหูลูกตาในที่แห่งนี้ ให้ความรู้สึกที่สวยงามกอปรกับมีความน่าเกรงขามที่ผสานส่งเสริม นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าพลังแห่งจิติญญา
นับเป็ครั้งแรกที่เฉินซือหยางได้เห็นพลังจิติญญากับตา เสมอมามันเพียงได้ฟังผ่านคำบอกเล่าจากปากมารดาเท่านั้น สมัยเป็เด็กมันเคยมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากผู้ที่บิดาส่งมาให้สอนมันกับน้องชาย แต่เพราะมันไร้ซึ่งพลังจิติญญา อาจารย์ผู้นั้นจึงเห็นว่ามันเรียนไปก็เปล่าประโยชน์ ซ้ำยังสอนมันอย่างดูถูกเหยียดหยามและไม่เคยใช้พลังจิติญญาให้มันได้เห็น การสอนจึงกลายเป็การกลั่นแกล้งเสียมากกว่า ใช้ให้มันไปซื้อของบ้าง ค้นหาพืชผักสมุนไพรในป่าบ้าง ไม่เหมือนน้องชายมันที่นับว่ามีพร์ จึงได้รับการถ่ายทอดสั่งสอนอย่างเต็มที่
เมื่อเห็นพลังแห่งจิติญญาที่ราวกับปาฏิหาริย์ เห็นความลึกล้ำแลน่าเกรงขามของพลังที่เพียงพอจะสะกดข่มผู้คน มันค่อยรับรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าเหตุใดตัวตนของมันจึงถูกมองว่าเป็ขยะ พอได้เห็นพลังจิติญญาแล้วนึกถึงตัวเอง มันก็นับเป็คนไร้ค่าที่โชคร้ายเกิดในตระกูลใหญ่จนกลับกลายเป็ตัวซวยไร้ประโยชน์นั่นเอง ไม่มีพลังอำนาจยังเกิดมาในตำแหน่งที่ต้องปกครองผู้คน เช่นนั้นผู้คนจะยอมรับมันได้อย่างไร
“มัวเหม่ออะไร”
จินเยว่กล่าวขึ้นทำให้ความนึกคิดของเฉินซือหยางจางหาย เป็จินเยว่ที่กล่าวต่อ
“แตะที่มือของข้า"
เฉินซือหยางมองพลังสีเขียวที่บัดนี้ผสานกับประกายมรกตโดยรอบบริเวณจนราวกับเป็หนึ่งเดียวกัน ก่อนมันจะยื่นฝ่ามือกุมลงที่ฝ่ามือของจินเยว่ จากนั้นประกายเขียวมรกตก็ทอวาบจนอาณาบริเวณสว่างโล่มองไม่เห็นสิ่งใดอีก แต่เพียงชั่วอึดใจร่างของคนทั้งสองก็กระเด็นล้มกลิ้งออกมาจากธาตุอากาศ พวกมันคืนกลับมายังที่เดิม!
เป็เช่นนี้จินเยว่ก็ต้องหรี่ตา นางพยายามรวบรวมพลังแลใช้ออกอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่รอบ นางก็ไม่สามารถออกจากมิติแห่งนี้ได้!
“เป็ไปได้อย่างไร?”
จินเยว่สงสัยเป็อย่างมาก ส่วนเฉินซือหยางที่กระเด็นออกมาพร้อมกับนางครั้งแล้วครั้งเล่าก็เริ่มที่จะบังเกิดอาการาเ็สะสมขึ้นเรื่อยๆ มันมิได้มีพลังความแข็งแกร่งเช่นเดียวกับนาง เช่นนั้นเมื่อรับพลังกระแทกดีดสะท้อนอยู่บ่อยๆ ร่างกายของชายหนุ่มก็เริ่มที่จะรองรับไม่ไหว อาการาเ็เริ่มเพิ่มพูนจนมันกล่าวเสียงแหบพร่าออกมา
“ท่านเล่นตลกหลอกลวงข้าอยู่หรือไม่"
นี่คือวาจาประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มก่อนที่มันจะสิ้นสติไป พอสิ้นสติ คล้ายดั่งว่าตัวตนของชายหนุ่มก็ไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป เมื่อตัวมันราวกับไร้ตัวตน มันก็หายออกไปจากมิติของคันฉ่องมรกตทันที
จินเยว่ยังมิทันจะได้กล่าวก็พบว่าเฉินซือหยางได้ออกไปจากมิติแห่งนี้แล้ว นางจึงได้รับรู้ทันทีว่าบุรุษหนุ่มที่ไร้พลังจิติญญาสามารถสอดแทรกกฎเกณฑ์ของนางเข้ามาได้อย่างไร ก่อนหน้ามันบอกว่ามันเฉียดผ่านความเป็ตาย เมื่อไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะมันก็คงกลับกลายเป็ไร้ตัวตน และคงบังเอิญอยู่ใกล้กับคันฉ่องมรกตตนที่ตกอยู่พอดี มันจึงเข้ามาได้ สุดท้ายเมื่อมันไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะอีกหน การดำรงอยู่ของมันในที่แห่งนี้ก็คล้ายกับไร้ตัวตน เมื่อไร้ตัวตนมันจึงออกไปได้ นี่นับเป็กฎเกณฑ์ที่แปลกประหลาดและชวนให้น่าสงสัยเป็อย่างยิ่งว่า คนธรรมดาที่อ่อนแอไร้พลังจิติญญาอย่างมันมีกฎเกณฑ์เช่นนี้ได้อย่างไร
แต่เื่ของเฉินซือหยางเอาไว้ก่อน เพราะเื่ของนางสำคัญกว่า นางในตอนนี้พบความจริงที่น่าใ นางไม่สามารถออกจากมิติแห่งพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายได้!
ตอนนี้นางฟื้นฟูพลังได้เต็มสิบส่วนแล้ว นางใช้พลังจิติญญาเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์ก็ยังเป็เช่นเดิม นางถูกขังในอาวุธคู่กายของตนเอง
“จะเป็ไปได้อย่างไร?”
นางจึงใช้พลังััตรวจสอบคันฉ่องมรกตที่ตกอยู่บนพื้นข้างตรอกที่คับแคบ คันฉ่องนี้ยังตกอยู่บนถนนที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน คันฉ่องยังไม่มีผู้ใดหยิบเอาไป ทว่าแร่มรกตแปดเหลี่ยมที่แวววาวเม็ดหนึ่งซึ่งฝังอยู่ด้ามคันฉ่องกลับหายไป และเพราะมรกตเม็ดนั้นสูญหาย เป็ผลให้พลังจิติญญาสรรพสิ่งแห่งอาวุธคู่กายไม่สมบูรณ์ หากไม่นำมรกตเม็ดนั้นฝังคืนในคันฉ่อง นางจะไม่สามารถออกจากมิติแห่งคันฉ่องได้ตลอดกาล!
“ในเมื่อเราถูกขังเช่นนี้ ออกก็ออกไม่ได้ แล้วจะไปตามหามรกตเม็ดนั้นได้อย่างไร”
เมื่อพลังจิติญญาของตนกับพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายเชื่อมโยงกันแล้ว นางย่อมพอที่จะััได้ว่ามรกตเม็ดนั้นยังอยู่ที่แดนดาราพิภพแห่งนี้ ทว่ารู้แล้วจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อนางออกไปค้นหามิได้ หากมันผู้นั้นเอาไปทั้งคันฉ่อง นางยังพอจะปลดปล่อยพลังและปลดปล่อยร่างออกจากมิติได้ มือขโมยที่เอาสิ่งของของผู้อื่นไปเช่นนี้ มันกลับโชคดีที่เลือกแกะเอาเฉพาะมรกตเม็ดนั้น แต่พอคิดอีกที มนุษย์ในแดนดาราที่ต่ำต้อยไม่น่าจะแยกทำลายอาวุธคู่กายนางได้ อาจเป็เพราะนางฝืนใช้มันทั้งที่มิได้ทำความเข้าใจดี ทั้งยังตัดมิติมาไกลโพ้นเช่นนี้ มันจึงอาจได้รับความเสียหายจนหลุดออกจากกัน และบังเอิญมีผู้มาพบเห็นเฉพาะเม็ดมรกตเข้า
การจะทวงเอาสิ่งของคืนจากคนมิใช่เื่ยากสำหรับนาง หากกล่าวถึงพลังฝีมือและระดับขั้นพลังจิติญญา แดนดาราที่ห่างไกลและไร้ทรัพยากรที่หนุนเสริมเช่นนี้ยังจะมีผู้ใดทัดเทียมนางได้ ยังจะมีผู้ใดสามารถเป็คู่มือของนาง ปัญหาในตอนนี้ที่สำคัญก็คือ นางถูกขังมิอาจไปทวงคืน
การถูกขังในมิติจิติญญาแห่งสรรพสิ่งของอาวุธคู่กายเช่นนี้ ทางหนึ่งเป็การดีต่อตัวตนของนางที่จะไม่เปิดเผย กลิ่นอันชวนดึงดูดของนางจะไม่ชักนำให้ราชันย์ทั้งสี่แห่งแดนดารา์ตามมาเจอ แต่ในทางกลับกัน นางเองก็จะไม่สามารถคืนกลับไปแก้แค้นพวกมันได้เช่นกัน นี่จึงนับเป็โทษมากกว่าประโยชน์
ขณะที่จินเยว่จนหนทางให้ไปต่อ เสียงของเฉินซือหยางก็ดังขึ้น ชายหนุ่มฟื้นคืนสติแล้ว เมื่อมันเห็นเป็ตรอกซอยที่ตนได้ประสบกับการะเิออกของเครื่องจุดดอกไม้ไฟ มันจึงได้กล่าวออกมา
“นี่ข้าคงฝันไปจริงๆ"
มีเพียงสิ่งนี้ที่จะอธิบายในสิ่งที่มันประสบกับสองเหตุการณ์ที่ผ่านมา มหานทีแห่งความมืด ดินแดนที่เต็มไปด้วยประกายเขียวมรกตและสตรีสะคราญโฉมที่ราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย นั่นคงเป็ความฝันสองตื่นระหว่างที่มันกำลังเผชิญกับความเป็และความตาย
“ใช่ความฝันที่ไหนกัน"
แต่แล้วเสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังกระทบในโสตประสาท ชายหนุ่มจึงหันซ้ายแลขวา แต่ตรอกซอยนี้แคบเล็กนัก หากมีผู้คนย่อมมองเห็นจนสุดทาง แต่นี่กลับเป็ตรอกซอยเปลี่ยว ไม่มีใครดำรงอยู่ เช่นนั้นเมื่อครู่เป็เสียงจากที่ใด
“ใคร?”
“จินเยว่"
เฉินซือหยางถึงกับสะดุ้งโหยง นามนี้คือนางในความฝัน และเสียงนี้ไม่ได้ดังจากสถานที่แห่งใด แต่มันดังขึ้นในห้วงแห่งมโนจิตของตนเอง หรือมันยังคงฝันอยู่ ชายหนุ่มจึงฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าของตน เสียงเพลี๊ยะดังสนั่น ความรวดร้าวแผ่ลามบนใบหน้า มันไม่ได้ฝันจริงๆ
“เป็ไปได้อย่างไร ท่านอยู่ที่ไหน"
เสียงจินเยว่ดังขึ้นในห้วงมโนจิตของมันอย่างต่อเนื่อง
“คันฉ่องที่เ้านั่งทับอยู่”
เฉินซือหยางก็ลุกขึ้นพรวด ปรากฏเป็คันฉ่องโลหะขนาดเล็กเท่าสามนิ้วมือเรียงกัน มีด้ามจับยื่นออกมาเล็กน้อย คันฉ่องนี้ดูมัวหมองไม่น่าสะดุดตาและดูไม่ค่อยมีค่ามีราคาเท่าใด จะมีก็แต่ด้ามจับที่มีรูพรุนคล้ายกับมีของที่ฝังอยู่ได้หลุดออกไป
เสียงของจินเยว่ดังขึ้นในหัวของเฉินซือหยางอย่างต่อเนื่อง นางอธิบายต่อชายหนุ่ม
“คันฉ่องนี้คืออาวุธที่เป็พลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของข้า มีใครบางคนนำมรกตที่ฝังอยู่ไป เป็เหตุให้ข้าต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้”
“ข้ามิได้เอาไปนะ”
“ข้ารู้ แต่ที่ข้าบอกเ้าเป็เพราะในแดนดาราพิภพแห่งนี้ข้าไม่รู้จักใครอีกแล้ว ทั้งมิอาจสื่อสารกับใครได้นอกจากเ้า”
เป็เพราะความบังเอิญที่เฉินซือหยางสามารถหลุดเข้าไปในมิติของคันฉ่องได้ การสื่อสารที่สมควรจะถูกตัดขาดจากโลกความเป็จริงจึงมีข้อยกเว้นเฉพาะกับเฉินซือหยาง นางจึงสื่อสารกับชายหนุ่มได้เพียงผู้เดียว อีกทั้งในแดนดาราพิภพแห่งนี้ ก็เป็บุรุษหนุ่มคนเดียวที่นางพอจะไว้ใจได้บ้าง เพียงแต่โชคร้ายไม่น้อยที่บุรุษหนุ่มผู้นี้กลับเป็ตัวตนที่อ่อนแอจนอาจทำให้ความหวังของนางถึงขั้นริบหรี่ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ต้องเสี่ยงเดิมพันกับมันดู
“ท่านจะหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้ามีข้อเสนอ ช่วยข้าตามหามรกต ข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้แก่เ้า"
ได้ฟังวาจาของจินเยว่ในหัว เฉินซือหยางก็เงียบไปไม่กล่าวสิ่งใด คล้ายมันกำลังครุ่นคิดอยู่ จินเยว่ก็ไม่เร่งรีบเอาคำตอบ เพราะนางเองก็พอจะััได้ว่าตัวตนที่ขโมยมรกตของนางไป มิใช่ผู้ที่คนอ่อนแออย่างเฉินซือหยางจะไปตอแยได้ง่ายๆ ขณะที่เฉินซือหยางกำลังจะเอ่ยปากตัดสินใจ เสียงสตรีที่ร้องไห้ด้วยความยินดีก็ดังขึ้นที่เื้ั เฉินซือหยางจึงเก็บคันฉ่องไว้ในอกเสื้อ ก่อนหันไปมองยังทิศทางของเสียง
“ท่านแม่"
“ลูกแม่ ดีจริงๆ ที่เ้ายังปลอดภัย"