ในโรงเรียน พวกนักเรียนมักจะเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ กัน หนึ่งในนั้นคือเกมที่ใช้กระดาษสองแผ่นพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยที่ด้านหนึ่งของสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นจะมีรูปสามเหลี่ยมสองรูปที่สมมาตรกันปรากฏอยู่ คนท้องถิ่นเรียกสิ่งนี้ว่า “ตบแผละ”
“ตบแผละ” เล่นยังไง?
ฝ่าย ก และฝ่าย ข จะมี “ตัวตบ” คนละอัน จากนั้นฝ่าย ก จะวางตัวตบของตนเองไว้บนพื้นก่อน ฝ่าย ข จะใช้ตัวตบฟาดลงไปข้างๆ หากสามารถทำให้ตัวตบของฝ่าย ก พลิกหน้าเป็นหลังได้ เขาก็จะชนะ และฝ่าย ก ที่ถูกตบจนพลิกจะต้องมอบตัวตบของตนเองให้ฝ่าย ข แต่ถ้าฝ่าย ข ไม่สามารถทำให้พลิกได้ ก็จะเปลี่ยนให้ฝ่าย ก เป็นฝ่ายฟาดบ้าง กติกาเหมือนกัน
โดยทั่วไปแล้ว คนที่แพ้จะต้องมอบตัวตบของตนเองให้กับฝ่ายที่ชนะอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่จางเจี้ยนทุกครั้งที่เล่นเกมนี้กับคนอื่น มักเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี
เมื่อเขาแพ้และถูกยึดตัวตบไปตามกติกา ตอนแรกเขายังพอทนได้ แต่พอแพ้หลายครั้งเข้าก็ทนไม่ไหว วิ่งแจ้นกลับบ้านไปฟ้องพ่อแม่ว่าถูกรังแก แม่ของจางเจี้ยนจึงบุกมาโรงเรียนเพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกชาย
หลังจากเกิดเรื่องแบบนี้หลายครั้ง ก็ไม่มีใครอยากเล่นเกมที่ต้องเดิมพันแพ้ชนะกับจางเจี้ยนอีก
ครั้งนี้จางเจี้ยนถูกฉินหยวนเฟิงกับหวังกังซ้อมจนยับขนาดนี้ แม่ที่หวงลูกปานไข่ในหินจะยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ หรือ?
เมื่อเห็นลูกสาวถือตะเกียบนิ่งค้างทำท่าครุ่นคิด หลินกั๋วผิงก็อดหัวเราะไม่ได้ “เสียวเสวี่ย ไม่กินข้าว มัวแต่คิดอะไรอยู่ลูก?”
เสียวเสวี่ยหัวเราะแห้งๆ “หนูไม่ได้คิดอะไรนี่คะ... พ่อคะ วันนี้พ่อขายซาลาเปาหมดไหมคะ?”
พอพูดถึงเรื่องขายซาลาเปา หลินกั๋วผิงก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ขายหมดเกลี้ยงเลย! ขายดีมาก... เสียวเสวี่ย พ่อว่าสิ้นปีนี้บ้านเราคงซื้อโทรทัศน์ได้แล้วล่ะ”
หาเงินซื้อโทรทัศน์สักเครื่องเป็นความฝันของสองพ่อลูก มีโทรทัศน์แล้วก็ไม่ต้องบากหน้าไปขอดูบ้านคนอื่นเขาอีก
เมื่อได้ยินพ่อบอกข่าวดี ดวงตาของเสียวเสวี่ยก็เป็นประกายวิบวับ “ดีจังเลยค่ะพ่อ! หนูอยากซื้อทีวีสี ทีวีขาวดำดูไม่เห็นน่าสนุกเลย มีแค่สีขาวกับสีดำสองสีเอง ถ้าเป็นทีวีสีก็จะมีสีสันหลากหลาย ดูแล้วสบายตากว่าเยอะเลยค่ะ”
หลินกั๋วผิงพยักหน้า “ได้สิลูก เราจะซื้อทีวีสีกัน”
เป็นไปตามที่เสียวเสวี่ยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด จางเจี้ยนถูกฉินหยวนเฟิงกับหวังกังยำจนน่วมขนาดนั้น พ่อแม่ของเขาย่อมไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่นอน ถึงแม้ว่าลูกชายตัวดีจะเป็นฝ่ายผิดก่อนก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเสียวเสวี่ยมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ก็ได้ยินเสียงแว้ดๆ ของแม่จางเจี้ยนดังลั่นออกมาจากห้องเรียนของฉินหยวนเฟิง
เสียวเสวี่ยรีบเร่งฝีเท้า ตอนนี้หน้าห้อง ป.3/2 ที่ฉินหยวนเฟิงเรียนอยู่มีคนมุงล้อมกันแน่นขนัด
แม่ของจางเจี้ยนยืนเท้าสะเอวอยู่บนแท่นหน้าชั้นเรียน ชี้หน้าด่าฉินหยวนเฟิงกับหวังกังอย่างสาดเสียเทเสีย
“ไอ้พวกเด็กเวร! มีแม่แต่ไม่มีใครสั่งสอน! พวกแกกล้าดียังไงมาทำลูกฉันเจ็บขนาดนี้? คุกเข่าขอโทษลูกฉันเดี๋ยวนี้!”
ฉินหยวนเฟิงและหวังกัง “...”
“แม่จางเจี้ยนครับ ลูกชายคุณต่างหากที่ขโมยเงินของฉินหยวนเฟิงก่อน พวกผมก็เลยต้องสั่งสอน... หัวขโมยก็ต้องโดนซ้อมสิครับ ผิดตรงไหน?”
หวังกัง หัวหน้าห้องผู้ใจกล้าเอ่ยสวนอย่างมั่นใจ ดวงตาเล็กหยีของเขาสบเข้ากับดวงตาสามเหลี่ยมที่ลุกเป็นไฟของแม่จางเจี้ยนอย่างไม่เกรงกลัว
ฉินหยวนเฟิงรีบเสริมทัพ “จางเจี้ยนขโมยเงินผมก่อนจริงๆ ครับ เขาขโมยเงินผม โดนซ้อมแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
“ฉันไม่ได้ขโมย! พวกมันใส่ร้ายฉัน!” จางเจี้ยนตะโกนเสียงหลง ยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง แน่นอนว่าแม่บังเกิดเกล้าย่อมเลือกเชื่อลูกชายตัวเองมากกว่าหลักฐานใดๆ
ทันใดนั้นหลินหงเหมยที่กลัวว่าเรื่องจะไม่ใหญ่พอ ก็ก้าวออกมาผสมโรง “คุณน้าคะ น้องชายถูกใส่ร้ายค่ะ! น้องชายเป็นเด็กดี จะไปขโมยเงินคนอื่นได้ยังไงกันคะ?”
จังหวะเดียวกัน หวังเหว่ยไฉก็โผล่หน้ามาช่วยรุม “ใช่ครับ! ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังรังแกจางเจี้ยนชัดๆ ผมเห็นกับตา!”
หลินหงเหมยชอบดูเรื่องสนุกไม่กลัวเรื่องบานปลาย ส่วนหวังเหว่ยไฉก็แค่อยากแก้แค้นฉินหยวนเฟิงเป็นการส่วนตัว
นักเรียนคนอื่นๆ ในห้อง บางคนเลือกที่จะดูละครเงียบๆ ส่วนพวกที่หมั่นไส้จางเจี้ยนมานานแล้วก็แอบเอาใจช่วยฉินหยวนเฟิงกับหวังกังอยู่ในใจ
ยิ่งได้ยินเด็กๆ เถียงคำไม่ตกฟาก แม่ของจางเจี้ยนก็ยิ่งโมโห เธอถลันเข้าไปหมายจะกระชากคอเสื้อหวังกังกับฉินหยวนเฟิง ตั้งใจจะลงไม้ลงมือสั่งสอนเด็กปากดีพวกนี้ให้หลาบจำ ด้วยความได้เปรียบทางสรีระที่เป็นผู้ใหญ่ร่างยักษ์ ต่อให้เด็กสองคนจะเก่งแค่ไหน ก็เป็นแค่ลูกไก่ในกำมือ
ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังรู้ตัวว่าสู้แรงไม่ได้ จึงพยายามจะวิ่งหนี แต่หน้าประตูห้องเรียนถูกฝูงชนออจนแน่นขนัดจนปิดทางหนีทีไล่หมด
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น
“ครูหลิวมาแล้ว! ครูหลิวมาแล้ว!”
ครูหลิวคือครูประจำชั้นจอมโหดของห้องนี้
พอได้ยินชื่อครูหลิว เหล่าชาวมุงทั้งหลายที่อออยู่หน้าห้องก็แตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง เปิดทางโล่งทันที
เจ้าของเสียงเตือนภัยนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... เสียวเสวี่ย นั่นเอง
เธอต้องการเปิดทางหนีทีไล่ให้เพื่อน จึงตะโกนหลอกล่อออกไป ฉินหยวนเฟิงหูไวจำเสียงเสียวเสวี่ยได้แม่นยำ พอเห็นทางสะดวกเขาก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัววิ่งฝ่าวงล้อมออกไปทันที โดยมีหวังกังวิ่งตามติดมาติดๆ
แม่ของจางเจี้ยนคว้าไม้เรียววิ่งไล่กวดเด็กสองคนออกไป ท่าทางดุดันเกรี้ยวกราดราวกับนางยักษ์ขมูขี ใครเห็นเป็นต้องหวาดกลัว
เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองหนีรอดไปได้ เสียวเสวี่ยก็ถอนหายใจโล่งอก
ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังหัวไวพอตัว พวกเขาวิ่งตรงดิ่งไปยังห้องพักครูใหญ่ บังเอิญว่าครูใหญ่เพิ่งจะมาถึงห้องทำงานพอดี
ถึงแม้แม่ของจางเจี้ยนจะบ้าบิ่นแค่ไหน แต่เธอก็ยังพอรู้จักกาละเทศะอยู่บ้าง เมื่อเห็นฉินหยวนเฟิงกับหวังกังวิ่งเข้าไปหลบภัยในห้องครูใหญ่ เธอก็ไม่กล้าบุกเข้าไปอาละวาดต่อ จึงเปลี่ยนเป้าหมายเดินปึงปังตรงไปยังห้องพักของครูหลิวแทน
การที่แม่ของจางเจี้ยนมาอาละวาดที่โรงเรียนบ่อยๆ ทำให้ครูหลิวหมิงปวดเศียรเวียนเกล้าจนอยากจะลาออกวันละหลายรอบ
เมื่อฉินหยวนเฟิงกับหวังกังถึงมือครูใหญ่ เรื่องราววิวาทของเด็กประถมจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย
ครูใหญ่ของโรงเรียนหมู่บ้านต้าเหอแซ่จ้าว
ครูใหญ่จ้าวลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เขาพาคู่กรณีทั้งสอง พร้อมด้วยครูหลิวและแม่ของจางเจี้ยน กลับไปยังห้องเรียน ป.3/2 ที่เกิดเหตุ
“ครูใหญ่คะ! ดูสิคะ ลูกชายฉันถูกไอ้เด็กนรกสองตัวนี้รุมซ้อมจนน่วมไปหมดแล้ว! บ้านเราไม่เรียกร้องค่ารักษาพยาบาลสักแดงเดียว ขอแค่ให้พวกมันคุกเข่าขอโทษลูกฉันต่อหน้าทุกคน ฉันก็จะยอมจบเรื่องค่ะ!”
แม่ของจางเจี้ยนชี้ไปที่ใบหน้าบวมเป่งราวหัวหมูของลูกชาย พลางคร่ำครวญกับครูใหญ่จ้าว เธอเก็บกรงเล็บนางมารร้ายซ่อนไว้มิดชิด เปลี่ยนบทบาทเป็นคุณแม่ผู้ถูกกระทำที่น่าสงสารทันควัน
ครูใหญ่จ้าวมองสภาพดูไม่ได้ของจางเจี้ยนแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปซักฟอกจำเลย
“นักเรียนฉินหยวนเฟิง... นักเรียนหวังกัง... พวกเธอสองคนทำร้ายจางเจี้ยนจริงหรือเปล่า?”
ฉินหยวนเฟิงยืดอกรับอย่างลูกผู้ชาย “ผมทำจริงครับครูใหญ่จ้าว ถ้าจะลงโทษก็ลงโทษผมเถอะครับ ผมรู้ตัวว่าผมผิดที่ใช้ความรุนแรง แต่จางเจี้ยนขโมยเงินผม ผมโมโหจนขาดสติ ทั้งที่ความจริงผมควรจะแจ้งครูหลิว”