เสียงระฆังดังสนั่นทั่วเกาะ!
"โหดเกินไปแล้ว!"
"เวลาวิ่งเจ้าอย่าชวนข้าพูดได้หรือไม่!"
สองเด็กหญิงวิ่งฝ่าพื้นที่ป่าหนาทึบอย่างไม่คิดชีวิตเสียงฝีเท้าย่ำเหยียบใบไม้ดังฉับๆสอดรับกับจังหวะการเต้นหัวใจที่รัวเร็วอย่างประหวั่นพรั่นพรึงเจอไม้ล้มกระโดดได้กระโดด วิ่งได้วิ่งสองมือปัดป่ายแหวกหญ้าดึงเถาวัลย์โหนไปเร็วประหนึ่งสายลม
ทว่าภายใต้ท่วงท่าอันคล่องแคล่วนี้อัดเต็มด้วยความสั่นผวาต่อผู้ที่กำลังไล่ตามมาปานสายฟ้าอย่างที่สุด
"บัดซบ!"
"ข้างหน้าเป็นธารน้ำนางคงไม่บ้าตามเราลงไปกระมัง"
เสียงกระโดดน้ำดังตูมขึ้นสองครั้งจากนั้นพื้นน้ำก็สงบนิ่งไปนานสมควร ไม่มีสิ่งใดโผล่พ้นเหนือผิวน้ำอีก
"ฮึ!อากาศเย็นเช่นนี้ใครจะบ้าตามลงไป" ผู้ไล่ตามมาปานสายฟ้าถือดาบวงพระจันทร์บนเนื้อดาบสักลายมังกรคาบแก้ว ยืนกอดอกมองธารน้ำเป็นครู่ใหญ่ท่าทีดุดันประหนึ่งนักล่า แววตาเยือกเย็นสาดอายชั่วร้ายจางๆนางรอจนมั่นใจแล้วจึงได้หันหลังเดินกลับไป...
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณอันตรายที่เด็กทุกคนบนเกาะต่างรู้ ...ยกเว้นใครบางคนมันคือช่วงที่โหดที่สุดเพราะถ้าเผลอเพียงน้อยนิดอาจถูกคนด้านข้างฆ่าตายได้ทุกเมื่อมีสองทางเพื่อเอาชีวิตรอด ถ้าไม่เป็นฝ่ายไล่ล่าก็ต้องซ่อนตัวให้มิดชิด
ไม่รู้ผู้ใดกำหนดกฎโหดเหี้ยมเช่นนี้ขึ้นและไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทำไปเพื่อจุดประสงค์ใด รู้แค่เพียงภายใต้เสียงระฆังไม่มีคำว่าพี่น้องไม่มีคำว่ามิตรสหาย ...ทุกคนล้วนคือศัตรู!
...เสียงระฆังดังขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้วเพราะอย่างนั้นถึงได้บอกว่า 'โหดเกินไปแล้ว'
อู่เทียนไฉ่เจ้าคนบัดซบ!
หลินหลานหรูตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนแช่ขาข้างหนึ่งอยู่ริมน้ำยังไม่ทันรู้เรื่องรู้ราวอะไรเสียงระฆังก็ดังขึ้นเสียก่อนไหนเลยจะคิดว่าตัวเองต้องมาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้
เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีดำไร้แขนเช่นเดียวกับกางเกงขายาวทะมัดทะแมง ช่วงข้อเท้าถึงครึ่งหน้าขาถูกพันรัดด้วยม้วนผ้าไม่ให้ขากางเกงรุ่มร่ามจนน่ารำคาญ ทว่ารองเท้ากลับแปลกตาเป็นรองเท้าแบบสวมเปิดให้เห็นหลังเท้าและนิ้วเท้าทั้งห้ามีสายรัดส้นเท้าให้แน่นขึ้น น้ำหนักเบาและวิ่งได้เร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ในเวลานี้หลินหลานหรูหารู้ไม่ว่าการเปิดให้เห็นนิ้วเท้า มีไว้สำหรับสะดวกต่อการตัดนิ้วเท้าเป็นบทลงโทษ
การตื่นขึ้นมาด้วยสภาพเช่นนี้ไม่ว่าใครล้วนต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านางยังนับว่าดีที่ไม่ได้ถูกลบเลือนความทรงจำเหมือนเด็กคนอื่นจึงไม่ได้สับสนมึนงงสิ่งใดมาก หลังประเมินสถานการณ์ได้คร่าวๆก็หาทางหนีเอาตัวรอดทันที
มารดาเถอะ!
ความเร็วของนางไม่มีทางสู้สองคนด้านหลังได้แน่ฝีเท้าเด็กสองคนที่ไล่ตามมาเร็วประหนึ่งฝีเท้าม้า นางที่ไม่เคยฝึกฝนร่างกายมาก่อนตอนนี้จะต่างอะไรกับคุณหนูขี้โรค วิ่งได้นิดเดียวก็สะดุดเถาวัลย์ล้มแล้วน่าขายหน้าที่สุด!
"เจ้าดูหมายเลขของนางสิอ่อนว่ะ"
"หนึ่งร้อยห้า เด็กใหม่หรือ?"
หลินหลานหรูกระถดไปด้านหลังชนต้นไม้แล้วถึงหยุด สีหน้าตื่นตระหนกตกใจสุดขีด ทั้งร่างสั่นสะท้านดวงตาดำขลับมีน้ำตาคลอเต็มเบ้าราวลูกแกะน้อยน่าสงสารทว่าการแสดงออกของนางไม่สอดคล้องกับความรู้สึกข้างใน
เด็กหญิงทั้งสองเห็นลูกแกะจนมุมก็ได้ใจมองหน้าสบตา ยิ้มให้กันอย่างถือดี
พวกนางสวมชุดสีดำรัดกุมไม่ต่างจากหลินหลานหรูเด็กหญิงที่เอ่ยขึ้นก่อนเป็นคนแรก ต้นแขนขวาสักหมายเลขสีดำไว้คือ 'สี่สิบเอ็ด' ต่ำลงมาตามลำดับเป็นตัวเลขสีแดงสองคู่คือห้าสิบและเก้าสิบแปด
ส่วนเด็กหญิงคนที่สองก็มีหมายเลขไม่ต่างกันบนต้นคอด้านขวาสักหมายเลขสีดำคือ 'สี่สิบห้า' ทว่ามีตัวเลขสีแดงบนต้นแขนแค่คู่เดียวคือ เจ็ดสิบ
หมายเลขเหล่านี้คืออะไรแล้วของนางคือ 'หนึ่งร้อยห้า' อย่างนั้นหรือ
หลินหลานหรูมองหาหมายเลขบนตัวเพื่อตรวจสอบทั้งแขนและมือ ลูบดูที่ต้นคอก็หาไม่พบ แม้นไม่รู้ว่าหมายเลขบ่งบอกถึงอะไรแต่เด็กสองคนนี้กำลังจะฆ่านางเป็นเรื่องที่มองเพียงสายตาก็รับรู้ได้
"เจ้ารีบฆ่านางเถอะเพิ่มอีกหมายเลขก็เท่ากันแล้ว" สี่สิบเอ็ดเสนอ
ทว่าสี่สิบห้ากลับรู้สึกลังเล"หนึ่งร้อยห้า ได้มาคงไม่น่าอวดเท่าไร"
"ถ้าเจ้าไม่เอา งั้นข้าเอา"
"เรื่องอะไรจะยกให้เจ้า ถอยไปห่างๆเลย" กล่าวจบสี่สิบห้าไม่รอช้า ชักมีดออกจากปลอกข้างเอววาดมือเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าอันเป็นธรรมชาติจนน่าตกตะลึงราวกับว่าการสังหารหนึ่งชีวิตบนเกาะนี้เป็นเพียงเรื่องปกติที่เกิดขึ้นหลังเวลาอาหารสามมื้อ
เฮ่ย!ข้าเพิ่งขึ้นเกาะมายังไม่ทันรู้อีโหน่อีเหน่อะไรก็จะตายแล้วหรือ! หลินหลานหรูหน้าหงิก
นางนึกโทษอู่เทียนไฉ่ในใจเป็นพันเป็นหมื่นครั้งสองมือคลำหาอาวุธก็ไม่พบกระบอกไม้ที่อู่เทียนไฉ่มอบให้ติดตัวก่อนขึ้นเกาะไม่ได้อยู่ที่ตัวนาง? ตื่นขึ้นมาก็มีสภาพเช่นนี้แล้วไม่รู้ว่าห่อผ้าสีน้ำตาลไปตกอยู่ที่ใด
ช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ มีดเล่มหนึ่งพลันร่วงลงมาจากฟ้าเสียอย่างนั้นเด็กหญิงสองคนชะงัก หลินหลานหรูเผยยิ้มขึ้นมาชั่วขณะ
"มันมีพวก รีบฆ่าเร็ว!"สี่สิบเอ็ดเร่ง เกิดหวาดหวั่นขึ้นมา
ทว่าหลินหลานหรูไวกว่านางชำนาญการใช้มีดมากที่สุด ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสมีดก็ตวัดข้อมือสะบัดขึ้นกรีดผ้าพันข้อมือของสี่สิบห้า อีกฝ่ายชักมือกลับได้ว่องไวไม่แพ้กันไม่อย่างนั้นที่ขาดอาจไม่ใช่แค่ผ้าพันข้อมือ
เมื่อเด็กทั้งสองเห็นแล้วว่าหลินหลานหรูมีทักษะการใช้มีดพอตัวจากเดิมที่ปล่อยให้สี่สิบห้าจัดการคนเดียว หนนี้สี่สิบเอ็ดขอร่วมด้วยพวกเขาชักมีดเตรียมพร้อมรับมือ เริ่มแรกคือการหยั่งเชิง แล้วก็พบว่า...
หลินหลานหรูออกมีดไม่เป็นกระบวนท่าดูไปแล้วสะเปะสะปะจนน่าตลกมาก
ให้ตายเถอะ!นางกัดฟันอย่างหงุดหงิด ชำนาญมีดก็จริง หากเทียบกับคุณหนูขี้โรคแล้วนางเหนือกว่าเพียงแต่เมื่อมาเทียบกับสองคนนี้ ไม่ใช่ว่านางอ่อนหัดอะไร เป็นพวกเขาชำนาญกว่านางต่างหาก
พริบตาเดียวมีดสั้นก็ลอยหลุดไปจากมือของหลินหลานหรูอย่างน่าเสียดาย ไร้ประโยชน์จริงๆ
พรึบ!
เงาดำสายหนึ่งกระโดดลงจากต้นไม้แล้วนิ่งค้างในท่าคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นใบไม้บนพื้นรอบข้างปลิวว่อนไปสองสามใบประดุจจอมยุทธ์ปรากฏตัวต่อหน้าหญิงงาม...เสียดายที่ไม่ใช่
เด็กหญิงผู้มาใหม่มือซ้ายจับด้ามมีดยาวเนื้อมีดสลักลายกระดูกมังกร คมมีดแวววาวราวกับอาวุธเทพส่วนมือขวาพันด้วยผ้าสีดำจนถึงข้อมือ ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาไร้ความรู้สึกใดปรากฏค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเนิบช้าแต่ไม่ลดความน่าเกรงขาม แผ่กลิ่นอายข่มขู่ ตรึงสี่สิบเอ็ดและสี่สิบห้าให้อยู่กับที่ได้อย่างชะงัด
"สิบเก้า!"สี่สิบเอ็ดร้องขึ้นอย่างตกใจ
ไม่มัวอารัมภบทสิ่งใดให้มากความทั้งสี่สิบเอ็ดและสี่สิบห้าวิ่งหายลับเข้าไปในเขตแมกไม้ ทิ้งเสียงวิ่งฉับๆเร็วประดุจม้าศึกตื่นศัตรูดังห่างออกไปเรื่อยๆ
หลินหลานหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยมองเด็กหญิงผู้มาใหม่อย่างพินิจในใจกำลังรู้สึกลังเลว่าตนเองควรวิ่งตามเด็กสองคนนั้นไปดีหรือไม่ตอนนี้นางเหนื่อยแล้ว หากให้วิ่งอีกคงสะดุดรากไม้ล้มหน้าคะมำ ตายอยู่ดี!
อย่างไรเสียลองหยั่งเชิงดูสักหน่อยค่อยหาทางหนีภายหลัง
หกสิบสอง หกสิบสาม และสิบแปด นั่นคือหมายเลขสีแดงสามคู่ที่สักบนต้นแขนขวาของเด็กหญิงตรงหน้านางอีกฝ่ายยืนนิ่ง ไม่ขยับ ไม่พูด เอาแต่จ้องเขม็ง หลินหลานหรูนางเองจะโง่ชวนคุยหรือก็นิ่งตามไม่ต่างกัน
ต่างฝ่ายต่างมีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชานัยน์ตาคมกริบดุดันสาดกลิ่นอายสังหารกันทั้งคู่
เนิ่นนานทีเดียว ในที่สุดเด็กหญิงที่สี่สิบเอ็ดหลุดปากเรียก'สิบเก้า' ก็ขยับนางเดินตรงไปเก็บมีดที่หลินหลานหรูทำหลุดมือกลับเข้าฝักข้างเอวตามเดิม
ชัดเจนกระจ่างแจ้งแล้วว่ามีดเล่มนั้นเป็นของสิบเก้าที่โยนลงมาจากต้นไม้จากนั้นก็เฝ้าดูเด็กหญิงทั้งสามคนด้านล่างต่อสู้กันเมื่อเห็นเด็กใหม่ทำมีดหลุดมือราวกับขี้เกียจสู้ก็ขมวดคิ้วมุ่นตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยตามหน้าที่ในที่สุด
หลินหลานหรูอมยิ้มในดวงตาแต่ใบหน้าเรียบนิ่งไม่เผยอารมณ์กระทั่งคำขอบคุณยังหยาบกระด้าง "ขอบคุณที่ช่วย"
สิบเก้าชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแต่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาสำหรับที่นี่คำขอบคุณเป็นของสิ้นเปลืองนางไม่สนว่าใครจะแสดงน้ำใจตอบแทนในภายหลังหรือไม่เมื่อได้ยินน้ำเสียงของหลินหลานหรูเอ่ยราวกับไม่เต็มใจเช่นนั้น ความลำบากใจที่ว่า 'วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้าพรุ่งนี้เจ้าก็จะฆ่าข้า' พลันหายไปดังนั้นขอบคุณไปก็เปล่าประโยชน์ หากอ่อนแอไร้พลังเมื่อไรสักวันก็ต้องตายอยู่ดี
หลินหลานหรูเข้าใจความหมายในเรื่องนี้ดีนางเอ่ยขอบคุณเพียงแสดงมารยาทเท่านั้น ไม่ให้รู้สึกกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้ตอนที่เห็นสิบเก้าขยับ นางได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นแล้ว ดังนั้นถึงได้โยนหินถามทางคิดหยั่งเชิงสิบเก้าทุกครั้งที่มีโอกาส ระมัดระวังทุกลมหายใจเข้าออกแอบเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นอย่างเป็นธรรมชาติไม่แน่ว่าเสียงระฆังนี้อาจบอกอะไรกระมัง
สิบเก้าเหมือนเดาความคิดของหลินหลานหรูออกถึงเอ่ยขึ้นได้ตรงใจคนฟัง "มันคือศึกชิงหมายเลขเสียงระฆังดังขึ้นครั้งแรกคือเริ่ม ครั้งที่สองคือหยุด หากมีครั้งที่สามวันนั้นถือว่าโหดที่สุดแล้ว"
อย่างเช่นวันนี้?
หลินหลานหรูกระตุกยิ้มเยาะในใจพลางแช่งชักหักกระดูกอู่เทียนไฉ่เงียบๆ วันนี้ทั้งวันเขาคงไม่อยู่สุขสบายนักกระมังส่งนางขึ้นมาวันไหนไม่ส่ง ดันส่งมาวันที่เลวร้ายที่สุดเช่นนี้ ตื่นมาก็ถูกไล่ฆ่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่นางไม่นั่งทำหน้างงอยู่ริมน้ำ ถูกเชือดคอตายแล้วยังไม่รู้ตัวเป็นใครจะปรับตัวได้ทันกันเล่า ช่างต้อนรับได้น่าประทับใจเสียจริง
"ตอนนี้เจ้ายอมพูดกับข้าเป็นเพราะเสียงระฆังดังขึ้นครั้งที่สี่ นั่นคือหยุดใช่หรือไม่ ถ้าหากไม่หยุดเล่าหากข้าสังหารเจ้าที่ตรงนี้"หลินหลานหรูอยากมั่นใจก่อนว่าสิบเก้าจะไม่ลอบฆ่านางทีเผลอขณะเดียวกันก็แอบไล่เลียงถามเอาข้อมูลจากอีกฝ่ายโดยไม่ให้ถูกจับตาสงสัยในอนาคต
สิบเก้าหยุดฝีเท้าก่อนหมุนตัวมาเผชิญหน้าตรงๆเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบแต่ซ่อนความหงุดหงิดลึกๆ "หนึ่งร้อยห้านั่นคือหมายเลขของเจ้า เด็กที่นี่วัดระดับกันด้วยหมายเลขสีดำคือความสามารถเริ่มต้น ส่วนสีแดงเป็นความสามารถที่ได้มาภายหลังหรือก็คือหมายเลขของคนที่เจ้าฆ่าอย่างไรล่ะ"
กล่าวจบสิบเก้าเอียงศีรษะมองต้นแขนขวาของหลินหลานหรู พลันมุมปากกระตุกยิ้มอย่างดูแคลนราวกับต้องการบอกว่า อ่อนหัดเช่นเจ้าคิดสังหารข้าหรือ?
หลินหลานหรูตาลุกวาวรู้สึกร้อนเร่าๆ ในอก ทว่าใบหน้ายังนิ่งตายไม่เปลี่ยนต้นแขนนางขาวสะอาดเช่นนี้คงบอกระดับความกากได้เลยกระมังไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้กล้ามาท้าดวลคนระดับความสามารถเริ่มต้นสิบเก้าทั้งยังความสามารถที่ได้มาภายหลังถึงสามคู่ ฆ่าคนมาแล้วสามคนมิเท่ากับเอาศีรษะขึ้นเขียงหรือ หาเรื่องตายโดยแท้
สถานการณ์เช่นนี้เหมือนขุดหลุมฝังตัวเองอย่างไรอย่างนั้นจะยิ้มยังต้องดูสีหน้า จะร้องไห้ยังต้องถามความเห็นตอนนี้นางรู้สึกใจฝ่อไปทีละน้อย
เมื่อช่างน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสียเรียบร้อยหลินหลานหรูคลี่ยิ้มสดใสราวบุปผาแย้มกลีบกลางเหมันต์ งดงามแต่หนาวสะท้านคิดเอาความงามเข้าผูกมิตรศัตรู แต่พอนึกถึงทรงผมสั้นกุดกับรอยแผลเป็นเหี่ยวย่นน่าเกลียดบนใบหน้าความงามที่จินตนาการไว้พลันพังทลายจนเกือบทรุด
สิบเก้าไม่สนหมุนตัวเดินนำออกจากป่าทันที
เด็กหญิงร่างเล็กทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามแนวเขตแมกไม้แลกเปลี่ยนบทสนทนาภายใต้บรรยากาศอึมครึมที่มองไม่เห็น ซ่อนด้วยจิตสังหารที่แผ่กดดันหยั่งเชิงกันไปตลอดทางหลินหลานหรูถึงได้รู้มาว่าหมายเลขเริ่มต้นของสิบเก้าอยู่บนหลังมือขวาใช้ผ้าสีดำพันปิดไว้อย่างมิดชิด
ตัวเลขเริ่มต้นสีดำเป็นได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งยิ่งตัวเลขเข้าใกล้หนึ่งยิ่งแข็งแกร่ง ดังนั้นปิดมันไว้จึงจะดีที่สุดทางหนึ่งเพื่อใช้ลวงศัตรู ส่วนอีกทางคือปกปิดความสามารถอ่อนแอไว้
"พวกเจ้าก็ยังเรียกกันด้วยตัวเลขแทนชื่ออยู่ดีปิดไปก็เปล่าประโยชน์"เสียงหัวเราะสดใสอย่างขบขันเป็นหนักเป็นหนาดังลอดริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มของเด็กใหม่สิบเก้าปรายตามองด้วยรู้สึกว่าคล้ายคนผู้หนึ่งในอดีต
"ไม่ใช่เด็กทุกคนจะได้รับเกียรติให้ถูกเรียกชื่อด้วยหมายเลขช้าหรือเร็วหมายเลขเหล่านั้นต้องไปปรากฏบนแขนของพวกเขา มีอะไรให้น่าจดจำ"
หลินหลานหรูสะอึก
หมายเลขบนต้นแขนที่สิบเก้าหมายถึงคืนหมายเลขที่ได้มาภายหลัง สีแดงเป็นเสมือนอาณาเขตสังหารยิ่งมีตัวเลขของคนที่ตนสังหารปรากฏบนต้นแขนมากเท่าไรก็ยิ่งแผ่กลิ่นอายความอำมหิตมากเท่านั้น
"หากเจ้าอ่อนหัดปวกเปียกเพียงนี้เหตุใดไม่หาที่ซ่อนตัว รอให้เสียงระฆังดังก่อนค่อยออกมา"
"ข้าจะรู้หรือ!" พูดไปพูดมาหลินหลานหรูชักโมโห "ตื่นขึ้นมาก็นอนแช่ขาอยู่ริมน้ำแล้วก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้นล้วนจำไม่ได้ มิหนำซ้ำต้องวิ่งหนีตายเพราะถูกไล่ฆ่าเจ้าจะให้ข้าเอาเวลาไหนหาที่ซ่อน"
สิบเก้าหลุดยิ้มแวบหนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของอีกคนซ้อนทับเด็กใหม่คนนี้หลังรู้ตัวว่ากำลังเผลอจึงเก็บสีหน้าลงทันควันเผยความเย็นชาเข้าแทนที่แทรกซึมลงไปถึงน้ำเสียง "ไม่มีใครจำได้ ทุกคนล้วนตื่นขึ้นมากลางป่าไม่รู้ที่มา เป็นใคร ชื่ออะไร ทุกอย่างในสมองล้วนว่างเปล่า"
ยกเว้นข้า... หลินหลานหรูรู้สึกกระหยิ่มในใจเหมือนได้นิ้วทองคำมาอยู่ในมือกระนั้นก็ไม่ได้ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงของคู่สนทนาอยู่นอกเหนือสายตา
สิบเก้าเคลื่อนมือขึ้นแกะสายคาดเอวสีดำยื่นมาด้านข้าง"ปิดหมายเลขของเจ้าซะ หากคนอื่นเห็น พวกเขาอาจหมายศีรษะเจ้าเสียงระฆังดังขึ้นเมื่อไรไม่รอดแน่"
"หมายเลขของข้า อยู่ที่ใดหรือ"หลินหลานหรูทำหน้าฉงน มองตามสายตาสิบเก้าขึ้นไป หา? ไม่กระมัง ...ไม่ผิดจากที่คาด หน้าผากข้า!
ไวเท่าความคิด นางรับสายคาดเอวมาจนเกือบกระชากผูกคาดหน้าผากปิดไว้อย่างแน่นหนา "หมายเลขนี้ลบไม่ได้หรือ"
สิบเก้าตวัดสายตามองคนโง่งมมาที่นางหลินหลานหรูถึงกับสำลักอากาศ ชัดเจนว่าไม่ได้สินะ
ตะวันคล้อยต่ำนานแล้วเสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงมป่า สอดรับบรรยากาศตามแบบป่าเขาลำเนาไพรกัดกร่อนจิตใจคนห่างบ้านและครอบครัวมานานให้หวนคิดถึงในที่สุดหลินหลานหรูก็เริ่มเห็นอาคารสิ่งปลูกสร้าง
"ได้เวลาอาหารเย็นแล้วข้าจะพาเจ้าไปที่โรงอาหารก่อน"
หลินหลานหรูเชื่อฟังอย่างว่าง่ายเวลานี้นางต้องการข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่ให้มากที่สุด ยิ่งข้อมูลมากทางหนีเอาตัวรอดก็มากตามเช่นกัน
เริ่มจากสภาพสิ่งปลูกสร้างหากไม่รู้มาก่อนว่าสังกัดพรรคมารคงเห็นเป็นค่ายโจรแน่แท้กำแพงหินทนความชื้นสูงสร้างมาไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี หอสังเกตการณ์แปดทิศสูงเกือบสิบจั้งอาคารใหญ่สูงสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียวเรียงลดหลั่นกันไปด้านหน้าประตูอาคารมีผู้คุมหน้ากากยักษ์ยืนเฝ้าอย่างเข้มงวดแววตาขึงขังกดดันคนเดินผ่านให้ทำตัวลีบเล็กมองอย่างไรที่นี่ก็ไม่คล้ายให้เด็กน้อยอย่างพวกนางมาเดินเล่น
"ที่นี่เป็นอาคารส่วนกลางส่วนใหญ่เป็นที่พักของบรรดาอาจารย์ชั้นครู ผู้คุมใหญ่และผู้คุมหน่วยระดับสาขาต่างๆ หากเด็กที่มีหมายเลขมากกว่ายี่สิบขึ้นไปจะเข้ามาในนี้ส่งเดชไม่ได้"
"แล้วเหตุใดเจ้าพาข้าเข้ามา"หลินหลานหรูเริ่มเย็นสันหลังขึ้นทุกขณะ
"พวกเขาไม่รู้" สิบเก้าตอบได้สีหน้าเรียบเฉย
หลินหลานหรูกัดฟันอย่างไร้คำพูดผูกมิตรคนเช่นนี้ไว้นางจะลอดได้ถึงห้าปีหรือไม่ อา...ให้รอดถึงพรุ่งนี้ก่อนค่อยว่ากัน
การเดินผ่านอาคารส่วนกลางช่วยย่นระยะทางได้มากกว่าเดินอ้อมนั่นคือเหตุผลที่สิบเก้าลอบพาเด็กใหม่อย่างหลินหลานหรูตัดผ่านทางนี้
"ข้าขี้เกียจเดินอ้อม"ทิ้งประโยคนี้ไว้ด้วยสีหน้าเฉยชาแล้ว อีกฝ่ายก็เดินนำเข้าโรงอาหารทันที
"เป็นความขี้เกียจที่หาเรื่องตายให้ข้าเร็วจริงๆ"หลินหลานหรูพึมพำกับตัวเอง ก่อนเร่งฝีเท้าตามหลังสิบเก้าเข้าไป
โรงอาหารที่สิบเก้าพูดถึงเป็นแค่อาคารไม้ปิดรอบชั้นเดียวสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ประตูใหญ่เปิดกว้าง ด้านในเป็นโถงยาวลึกจัดวางด้วยโต๊ะเก้าอี้ครบครัน มีแสงสว่างเพียงพอ มิหนำซ้ำยังสะอาดสะอ้านสบายตาบริการสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
นับตั้งแต่พวกนางย่างเท้าก้าวเข้ามาก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนเพียงแต่ระดับเป้าสายตานั้นต่างความหมายกัน
เด็กหญิงหลายคนเอ่ยทักสิบเก้าทั้งยังก้มศีรษะให้อย่างเคารพ แต่พอสบตากับหลินหลานหรูกลับหน้าตึงใส่มองมาที่นางตาขวางเสียอย่างนั้นซ้ำร้ายยังแทรกเสียงซุบซิบดังระคายหูตามมาให้ได้ยิน
"เด็กใหม่หรือไม่เห็นคุ้นหน้า..."
"...หมายเลขเท่าไรกันถึงตามหลังสิบเก้าได้"
"หน้านางอัปลักษณ์ยิ่งบนต้นแขนยังไม่มีหมายเลขสังหารด้วย"
"ข้าจะรอดูว่าสิบเก้าจะปล่อยให้นางเดินตามหลังได้กี่วัน"
จากนั้นก็ตามด้วยเสียงหัวเราะร่วนจนสำลักข้าว
ยังมีอีกหลายประโยคที่ฟังแล้วไม่เข้าหูหลินหลานหรูทำเพียงเดินผ่านอย่างไม่ใส่ใจ ตราบใดที่ไม่กระทบถึงอนาคตของนางก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกอย่างนางไม่ควรหาเรื่องให้ปัญหามาเยือนจะดีกว่าที่ควรสงบเสงี่ยมได้ก็ควรทำไปก่อน เว้นแต่ว่า...
ขาข้างหนึ่งยกขวางทางเดินใบหน้าหยิ่งผยองอวดดีลอยผ่านหางตาหลินหลานหรู นางปรายตาคมกร้าวมองเจ้าของขาสั้นๆอย่างเชื่องช้า อากัปกิริยาสาดไปด้วยรังสีสังหารเผยรอยยิ้มอำมหิตข่มขู่ฉายบนใบหน้าเพิ่มความน่ากลัวให้กับแผลเป็นเหี่ยวย่นที่แก้มซ้ายประหนึ่งปีศาจจุติมาจากขุมนรก
สิบเก้าแม้ไม่หันหลังกลับแต่รับรู้รังสีสังหารนั้นได้แววตาลุ่มลึกจึงมีรอยยิ้มพึงพอใจพาดผ่าน ไม่หยุดเดินนำหลินหลานหรูไปรับอาหารซึ่งแม่ครัวหยิบส่งให้เป็นถาด
การข่มขู่ด้วยจิตสังหารนี้ของหลินหลานหรูประสบความสำเร็จได้อย่างชะงัดนางไม่เผยเค้าความหวาดกลัวบนดวงตาแม้แต่น้อยท่วงทีสงบเยือกเย็นแต่สง่างามทรงอำนาจเหนือสามัญ กอปรกับเดินเข้ามาพร้อมสิบเก้าจึงยิ่งเพิ่มความน่ายำเกรงให้นางขึ้นไปอีก...คนระดับเดียวกันถึงคบหากันได้ไม่ใช่หรือ
รับถาดอาหารมาแล้วร่างเล็กมองสำรวจอาหารอย่างขบคิด ก่อนกวาดสายตามองอาหารบนถาดของเด็กคนอื่นๆจนกระทั่งสายตามาหยุดลงที่ถาดอาหารของสิบเก้า
ของหลินหลานหรู 'น้อย'
ของสิบเก้า เฮือก! เยอะมาก!
คนถูกจ้องรับรู้ได้ถึงสายตานั้นจึงเอ่ยอธิบายพลางเดินนำไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะไม้ดำขัดเงา แล้วพูดว่า"ตัวเลขสร้างสถานะ ชนชั้น และสิทธิพิเศษ แม้แต่อาหารก็ไม่เว้นไม่อย่างนั้นคงไม่มีศึกชิงหมายเลขเพื่อลดความขัดแย้งเกิดขึ้นหรอก"
"...อภิสิทธิ์เหนือบุคคลทุกอย่างที่นี่วัดกันด้วยหมายเลขความแข็งแกร่งก็เช่นกัน หากอ่อนแอเมื่อไรเจ้าก็เป็นได้แค่ฝ่ายถูกไล่ล่าทางเดียวที่จะหลุดพ้นคือสังหารแล้วแย่งสิทธิของหมายเลขนั้นมาเจ้าจะเป็นอิสระจากการถูกกดขี่ข่มเหงแต่อย่าลืมว่าไม่ใช่เจ้าคนเดียวที่ปรารถนาจะได้สิทธินั้นหากมัวแต่คิดแล้วย่ำอยู่กับที่ สักวันหมายเลขของเจ้าก็ต้องตกเป็นของคนอื่นมันคือการดิ้นรนจนตัวตาย..."
เสียงสิบเก้าดังสะท้อนในหัวของหลินหลานหรูความโหดเหี้ยมเหนือความโหดเหี้ยมแล้วยังถูกแบ่งระดับชั้นความรุนแรงไปอีกกว่าหนึ่งร้อยชั้นบอกได้เพียงอย่างเดียวว่าหากนี่เป็นทะเลเพลิงคงถูกเผาไม่มีวันจบสิ้นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดคือมองหาที่ตายเหมาะๆ บนกองเพลิงเท่านั้น
ยามนี้เด็กทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะเป็นเหมือนพี่น้องและมิตรสหายกันได้แต่เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเข้าสู่ศึกชิงหมายเลขเมื่อไรทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปราวพลิกหลังมือ ดูไปแล้วก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรกับความโหดเหี้ยมระดับนี้
...ยังพอรับได้
รับได้บ้าอะไรกันล่ะ!
"...ข้าอยู่ที่นี่มาสี่เดือนแล้ว"สิบเก้าพูด "ทุกวันคือการฝึกซ้อม และทุกเดือนจะมีการทดสอบใหญ่หนึ่งครั้งทุกครั้งในการทดสอบจะมีรางวัลให้สำหรับที่หนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นอาวุธชั้นเลิศและสำหรับคนที่อ่อนหัดสุดหรือได้ลำดับสุดท้ายของการสอบ จะถูกจับห้อยศีรษะแขวนกลางบึงอสรพิษทั้งคืนและอดข้าวในเช้าวันถัดมา"
หลินหลานหรูอ้าปากตาค้างกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน อนาคตของนางช่างริบหรี่ยิ่งชักอยากเก็บสะโพกไก่ย่างน้ำมันน้อยชิ้นบนถาดไว้กินต่อหลายๆ มื้อเสียแล้ว
"อย่าห่วงเลย วันนี้ในป่าข้าเห็นทักษะการใช้มีดของเจ้าแล้ว อย่างมากยังมีคนที่แย่กว่าเจ้าตั้งหนึ่งคนละ"
ช่างน่าภาคภูมิใจยิ่ง
หลินหลานหรูยิ่งฟังสีหน้ายิ่งดูไม่ได้นอกจากจะไม่ได้รับอิสระแล้ว ยังจะตายตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มความทุกข์ระทมนี้ต้องโทษอู่เทียนไฉ่ผู้เดียว"เสียงระฆังดังครั้งต่อไปคือเมื่อไร"
สิบเก้าเงยหน้าขึ้นเหนือชามข้าวแววตาสงบนิ่งจนดูไร้เดียงสา "ไม่แน่นอน สองวันครั้ง หนึ่งเดือนครั้งหรือวันหนึ่งสองครั้งก็มี ระยะเวลาในการเริ่มและหยุด บ้างก็ครึ่งชั่วยามบ้างก็สองชั่วยาม โหดสุดคือดังช่วงที่ทุกคนกำลังหลับ ไม่สามารถระบุได้"
เฮือก!ตะเกียบในมือหลินหลานหรูร่วง
ยามนี้จิตใจคนฟังหล่นหายไปที่ใดไม่ทราบแล้วคิ้วงามขมวดเป็นปมแต่น่ารักน่าเอ็นดู ชวนให้คนมองลอบอมยิ้มในใจหากไม่ติดที่ว่าแผลเป็นเหี่ยวย่นสีน้ำตาลน่ากลัวบนแก้มซ้ายหลินหลานหรูคงเป็นโฉมงามที่หาได้ยาก
เทียบกับเด็กทุกคนที่อยู่ที่นี่แล้วหน้าตาไม่ได้โดดเด่นจนต้องเบิกตาเดินน้ำลายยืดตามหลังราวกับรวมเด็กหน้าตาอัปลักษณ์ไว้อย่างไรอย่างนั้นใบหน้าครึ่งขวาของหลินหลานหรูจึงดูงดงามน่าจับตานัก
เสียดายที่เด็กหญิงผู้หน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดเวลานี้ไม่เหลืออารมณ์สุนทรีย์ให้ดื่มด่ำสิ่งใดร่วมด้วยแล้ว...
สิบเก้าพาเดินต่อมายังโรงนอนซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวขนาดใหญ่ ภายในเป็นโถงโล่งๆ มีเพียงฟูกที่นอน หมอนและผ้าห่มให้เท่านั้น ยังดีที่พื้นยกสูง ทำด้วยแผ่นไม้ขัดให้เรียบไม่ใช่หินไม่อย่างนั้นตกดึกขึ้นมาคงหนาวชนิดไม่ปรานี
โรงนอนแห่งนี้รองรับเด็กได้ยี่สิบห้าคนอย่างไม่อึดอัดทั้งยังมีพื้นที่ใช้สอยส่วนตัวได้กว้างขวางจึงตัดปัญหาเรื่องการล่าอาณาเขตพื้นที่นอนไปได้เลยเว้นแต่ว่าสิ่งที่ได้มาเป็นสิทธิส่วนตัวตามหมายเลขของตน
และเหมือนว่าลูกพี่ใหญ่ประจำโรงนอนแห่งนี้กำลังยืนยิ้มสยองทักทายนางแล้ว
สิบเก้าบอกว่ามีทั้งหมดสี่โรงนอนบังเอิญเกินไปหรือไม่ เหอะๆ บังเอิญเกินไปแล้ว
ลูกพี่ใหญ่ประจำโรงนอนนั้นคือ
...สี่สิบเอ็ด!