บทที่ 34 ภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เมื่อคนเรามีความสุข จิตใจก็เบิกบาน…
ตอนนี้โม่เฟิงได้รถมาแล้ว แถมยังได้หยุดงานครึ่งวันอีกต่างหาก เป็นธรรมดาที่ต้องหาคนอวดสักหน่อย แต่คิดเท่าไหร่ โม่เฟิงก็นึกไม่ออกว่าตัวเองมีเพื่อนคนไหนบ้าง สุดท้ายก็ได้แต่เลือกหานเซี่ยว เพราะตอนนี้เขามีผู้หญิงอยู่แค่สี่คน ติงหรูจวินตัดออกไปได้เลย เพราะรถก็เป็นของเธอ ถ้าเอาไปอวด เผลอ ๆ อาจจะโดนเธอตบเอาได้ แบบนั้นก็โง่เต็มทน
ส่วนจูลี่ตอนนี้อยู่ที่ทำงาน เขาเพิ่งไปส่งเธอ ถ้าไปรับออกมาอีก จูลี่ต้องหาว่าเขาบ้าแน่ ๆ แบบนี้ก็ตัดออกไปอีกคน ส่วนหลัวเสี่ยวเฟิ่ง ติงหรูจวินเคยบอกไว้แล้วว่าเธอแต่งงานแล้ว จะพาไปอวดก็ไม่ได้ แถมถ้าติงหรูจวินรู้ว่าเขาพาผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถเธอ มีหวังโดนเฉดหัวทิ้งแน่ ๆ แบบนี้ก็เหลือแค่หานเซี่ยวคนเดียวเท่านั้น
เมื่อได้รับโทรศัพท์จากโม่เฟิง หานเซี่ยวดีใจมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาโทรหาเธอก่อน ทำให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอทำเมื่อคืนนี้ถูกต้องแล้ว ไม่งั้นพ่อหนุ่มซื่อบื้อคนนี้ก็คงจะทำตัวทึ่มแบบนั้นต่อไป
บ่ายนี้หานเซี่ยวไม่มีเรียน จึงมีเวลาไปเที่ยวกับโม่เฟิง ไม่นานโม่เฟิงก็ขับรถมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยหนานผิง ทันใดนั้นก็มีคนมามุงดูมากมาย เพราะรถ BMW X6 ของโม่เฟิง ราคาอย่างต่ำก็หกแสนหยวน ถ้าแพงหน่อยก็สองล้านกว่าหยวน ที่หน้ามหาวิทยาลัยหนานผิงมักจะมีรถหรูผ่านไปมา แต่ BMW คันนี้ เป็นคันเดียวที่ขับโดยชายหนุ่มอายุน้อยเท่านี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นรถของเขาเอง จึงทำให้ผู้ชายหลายคนอิจฉาตาร้อนผ่าว
รถ BMW X6 สีขาวคันนี้กลายเป็นจุดสนใจ ทันทีที่โม่เฟิงจอดรถ ก็มีคนมามุงดูไม่ขาดสาย คนที่รู้เรื่องรถก็เริ่มคาดเดาราคา บางคนถึงกับวาดฝัน ว่าในอนาคตตัวเองจะได้ขับรถแบบนี้มาอวดสาว ๆ ที่มหาวิทยาลัยบ้าง
แน่นอนว่าโม่เฟิงไม่ได้คิดอะไรกับคนเหล่านั้น เพราะเขาก็ผ่านช่วงวัยแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นเขาก็เคยมีความฝันแบบนี้ แต่พอเรียนจบมา สองปี เขาก็พบว่า ความฝันที่ดูเหมือนจะเป็นจริงได้ กลับกลายเป็นแค่ความฝัน เป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเอง เมื่อเผชิญหน้ากับสังคม จึงได้รู้ว่าช่องว่างระหว่างคนเรามันช่างใหญ่หลวงนัก ถ้าไม่ได้พบกับติงหรูจวิน โม่เฟิงในตอนนี้อาจจะเหมือนกับพวกเขาที่ได้แต่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ
แต่โม่เฟิงรู้ดีว่า เขาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เขาต้องพยายามมากขึ้น เพราะเบื้องหน้าเขายังมีผู้หญิงที่อยู่สูงเกินเอื้อม ถ้าเขาไม่สามารถไต่เต้าไปให้ถึงระดับของเธอได้ เขาคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
แน่นอนว่าหานเซี่ยวไม่ปล่อยให้โม่เฟิงรอนาน ไม่นานนักเธอก็เดินออกมาพร้อมกับเพื่อนอีกสามคน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่รถ BMW และมองเห็นโม่เฟิง หานเซี่ยวรีบตรงเข้าไปทักทาย แต่ในขณะนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…
จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุราว ๆ สิบแปดสิบเก้าปี ย้อมผมสีทองทั้งหัว เดินตรงปรี่เข้ามาหารถ BMW พร้อมกับชี้หน้าโม่เฟิงแล้วพูดว่า “นี่ นายคิดว่าขับ BMW แล้วจะมามั่วจีบกับสาว ๆ ในมหาวิทยาลัยหนานผิงได้ตามใจชอบรึไง? จ่ายค่าจอดรถรึยัง?”
ทันใดนั้นก็มีคนมามุงดูมากขึ้น ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดเบา ๆ ว่า “ไอ้หมอนี่ อวดเก่งเกินไปแล้ว เจอเข้ากับหนึ่งในสามเก๋าประจำหนานผิง คราวนี้ได้ดับแน่!”
นักศึกษาใหม่อีกคนถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ผู้ชายคนนั้นขับ BMW ต้องรวยมีอำนาจแน่ ๆ พวกสามเก๋าประจำหนานผิง ต่อให้แน่แค่ไหน ก็แค่พวกนักเลงในมหาวิทยาลัยจะไปสู้เขาได้รึไง?”
ทันใดนั้นเองก็มีคนใจดีรีบห้ามนักศึกษาใหม่คนนั้นไว้ว่า “นายเพิ่งมาใหม่สินะ ไม่รู้จักพวกสามเก๋า คนแรกชื่อ เว่ยตงไห่ เป็นลูกชายของผู้กำกับการสถานีตำรวจเมืองหนานผิง คนที่สอง ซุนเหว่ยหู่ เป็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของซุนเทียนตี้ มาเฟียขาใหญ่แห่งหนานผิง ส่วนคนที่สาม จางเฟิ่งเหล่ย แม้ภูมิหลังทางบ้านจะธรรมดา แต่เป็นขาใหญ่ย่านมหาวิทยาลัยหนานผิง ต่อไปเจอเรื่องอะไรข้างนอก นายระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ดูท่าวันนี้ไอ้หมอนี่ได้ซวยแน่ ๆ!”
ตอนนี้โม่เฟิงที่ลงจากรถได้ยินทุกอย่างชัดเจน เขาจ้องมองชายหนุ่มที่ชื่อจางเฟิ่งเหล่ยอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ลานจอดรถของนาย มันดูธรรมดาไปหน่อยนะ”
อย่างไรก็ตาม โม่เฟิงเป็นคนที่ชอบทำตัวไม่โดดเด่น ปกติแล้วเขาจะยึดหลักไม่รุกรานใครก่อน หากอีกฝ่ายไม่ได้หาเรื่องเขาก่อน แต่หากอีกฝ่ายตั้งใจหาเรื่อง เขาก็ยังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้ใช้อีกหลายอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง อูหนี่ว์ก็รีบก้าวออกมาข้างหน้า บังโม่เฟิงไว้ข้างหลัง พร้อมกับพูดกับจางเฟิ่งเหล่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “จางเฟิ่งเหล่ย เขาเป็นพี่ชายของเซี่ยวเซี่ยว ถ้านายหาเรื่องเขา ฉันคิดว่านายคงรู้ผลลัพธ์นั้นดี”
จางเฟิ่งเหล่ยดูหวั่นเกรงอูหนี่ว์อย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลัวผู้หญิงคนนี้ เขาปรายตามองโม่เฟิงก่อนจะพูดว่า “ในเมื่อเป็นพี่ชายของเซี่ยวเซี่ยว งั้นเรื่องนี้ก็ช่างมันเถอะ คราวหน้าถ้าอยากได้ที่จอดรถดี ๆ เราก็มีให้ แต่เกรงว่ารถของนายจะไม่คู่ควรพอ!”
“พอได้แล้ว! จางเฟิ่งเหล่ย ฉันให้เกียรตินาย เพราะนายเป็นคนแถวนี้ แต่อย่าได้ล้ำเส้นฉัน ไม่งั้นผลลัพธ์มันไม่คุ้มกันหรอก ไปได้แล้ว!” น้ำเสียงของอูหนี่ว์ยิ่งเย็นชาขึ้น แววตาฉายแววอาฆาต ทำให้ทุกคนที่มองดูรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง สายตาแบบนี้ต้องผ่านการฆ่าคนมาแล้วอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่เย็นชาถึงขนาดนี้ เพราะภายใต้สายตานี้คือการไม่แยแสต่อชีวิตผู้อื่น
จางเฟิ่งเหล่ยรู้สึกเสียหน้า แต่ก็ต้องจำใจหันหลังเดินจากไป เพราะเขารู้ดีว่าอูหนี่ว์น่ากลัวแค่ไหน หากไม่ใช่เธอที่ออกหน้า เขาคงไม่ให้เกียรติแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการล่าถอยอย่างน่าอับอายแบบนี้
นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กน้อย โม่เฟิงเปิดประตูรถและเรียกให้ทั้งสี่คนขึ้นรถ จากนั้นก็เริ่มขับรถเที่ยวเล่นในเมืองหนานผิง เพราะโม่เฟิงเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี สุดท้ายพวกเขาทั้งห้าคนจึงจอดรถที่ร้านเคเอฟซีอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากสั่งอาหารเสร็จแล้ว หานเซี่ยวก็ถามขึ้นอย่างรีบร้อน “พี่ชาย พี่ซื้อรถตั้งแต่เมื่อไหร่?”
โม่เฟิงยิ้มแห้ง ๆ “พี่จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถ นี่เป็นรถที่เจ้านายให้มา เธอบอกว่าเธอไม่ค่อยได้ขับ ปล่อยไว้ก็กลัวรถจะพัง ก็เลยยกให้พี่”
อูหนี่ว์กินไก่ทอดไปคำหนึ่ง พูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้านายของคุณเป็นผู้หญิงสินะ!”
โม่เฟิงรู้สึกสนใจอูหนี่ว์เป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า พวกที่ถูกขนานนามว่าเป็นสามเก๋าประจำหนานผิง ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา แต่กลับกลัวเด็กสาวคนนี้ แสดงว่าภายในร่างเล็ก ๆ นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยเพียงเท่านี้กลับมีกลิ่นอายของนักฆ่าราวกับผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน และในตอนนี้เธอยังเดาเรื่องสำคัญได้อีก ทำให้โม่เฟิงอดชื่นชมไม่ได้ ถึงกับรู้สึกอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ ถ้าเขาเรียนรู้วิชาพวกนี้ได้ ยังต้องกลัวเรื่องหาแฟนไม่ได้อีกเหรอ?
แต่ดูเหมือนอูหนี่ว์จะอ่านความคิดของโม่เฟิงออก เธอส่ายหน้าเบา ๆ “อย่าคิดอยากเป็นศิษย์ฉันเลย วิชาของฉันไม่ใช่เอาไว้ใช้จีบผู้หญิง เพราะนายยังเอาชนะใจเซี่ยวเซี่ยวของพวกเราไม่ได้เลย”
หานเซี่ยวรีบลุกขึ้น ยัดไก่ทอดเข้าปากอูหนี่ว์ที่ยังคงเคี้ยวอาหารอยู่เพื่อปิดปากเธอ พร้อมกับพูดเสียงดังว่า “กินข้าวก็ไม่รู้จักสำรวมเลย ไม่เคยได้ยินเหรอ? ว่าเวลากินข้าวห้ามพูด เวลานอนอย่าเพ้อเจ้อ… ว่าแต่พี่ชาย เจ้านายที่เป็นผู้หญิงคนนั้นสวยไหม?”
เมื่อหานเซี่ยวพูดแทรกขึ้นมา โม่เฟิงจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะถามอูหนี่ว์ต่อ อย่างไรเสียในอนาคตยังมีเวลาอีกมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะล้วงความลับเธอไม่ได้ เขาจึงลูบหัวหานเซี่ยวเบา ๆ “เซี่ยวเซี่ยว พี่ไม่อยากโกหก เธอนะ แต่ผู้หญิงคนนี้ทำให้หัวใจพี่หวั่นไหว เพราะแบบนี้พี่ถึงตัดสินใจที่จะพยายามเพื่อเธอ เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ พี่คงต้องรู้สึกไม่สบายใจไปตลอดชีวิต เพราะงั้นถ้าเซี่ยวเซี่ยวอยากจะถอนตัว บอกพี่ได้ทุกเมื่อเลยนะ พี่ไม่ว่าอะไรเธอหรอก”
สีหน้าของหานเซี่ยวดูผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม เธอชี้ไปที่เพื่อนสามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วพูดว่า “ไม่ต้องมาอธิบายกับฉันหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าพี่เป็นพวกหื่นกาม เห็นสามคนที่อยู่ตรงข้ามไหมต้องการคนไหน บอกน้องสาวคนนี้ได้เลยนะ ฉันจะเปลื้องผ้าแล้วส่งพวกเธอไปให้ถึงที่เลย!”
อูหนี่ว์และเพื่อน ๆ ได้ทีก็รุมแกล้งหานเซี่ยว ความอึดอัดที่เกิดจากคำตอบของโม่เฟิงก่อนหน้านี้ก็หายไปในที่สุด เมื่อทั้งห้าคนกินอิ่มแล้ว ก็ไม่มีอะไรทำ โม่เฟิงจึงไปส่งพวกเธอกลับมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ไปส่งหานเซี่ยวที่ห้องเช่า
ส่วนที่บาร์แห่งหนึ่งไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยหนานผิง เสียงเพลงดังกระหึ่ม มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย บางคนบอกว่าบาร์เป็นสถานที่เสื่อมโทรม ที่นี่คุณสามารถพบกับสาวสวยในฝัน แม้กระทั่งมีสัมพันธ์แบบ One Night Stand*[1] แต่คุณแทบจะไม่พบสิ่งดี ๆ ในนี้เลย เพราะที่นี่สร้างขึ้นมาเพื่อคนเสเพล และชื่อของบาร์แห่งนี้ก็คือ “บาร์มายา”
ภายในห้องส่วนตัวของบาร์มายา จางเฟิ่งเหล่ยนั่งอยู่กับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสองคน คนหนึ่งมีหน้าตาธรรมดา แต่แววตาดุดัน เขาตบบ่าจางเฟิ่งเหล่ยเบา ๆ “น้องสามเป็นอะไรไป มีเรื่องไม่สบายใจรึไง?”
ชายที่เอ่ยถามคือซุนเหว่ยหู่ หนึ่งในสามเก๋าประจำหนานผิงและเป็นคนที่เล่าลือกันว่าโหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาทั้งสามคน มีข่าวลือว่าเขาเคยฆ่าคนตายมาแล้ว แต่ปู่ของเขาซุนเทียนตี้หาคนมารับโทษแทน ดังนั้นในบรรดาสามเก๋าประจำหนานผิง ซุนเหว่ยหู่จึงเป็นคนที่ไม่ควรยุ่งด้วยมากที่สุด
จางเฟิ่งเหล่ยกระดกเบียร์เข้าปากอย่างหัวเสีย “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่ก็รู้ มีผู้หญิงจากมณฑลกุ้ยโจวคนนั้นอยู่ พวกเราจะไปมีปากมีเสียงอะไรได้”
เว่ยตงไห่ที่นั่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วเล็กน้อย “น้องสาม ผู้หญิงคนนั้นพวกเรายุ่งด้วยไม่ได้ ส่วนที่เหลืออีกสี่สาว นายก็ลืม ๆ ไปได้เลย ในนั้นสามคน สืบประวัติไม่ได้เลย อีกคนก็ใช้ข้อมูลปลอม แม้แต่พ่อของฉันก็ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ เห็นได้ชัดว่าเป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโต อีกอย่างปีหน้าพวกเราก็เรียนจบจากหนานผิงแล้ว พอถึงตอนนั้น พวกเราก็ไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ปักกิ่งได้ จะไปสนใจที่นี่ทำไม?”
แต่จางเฟิ่งเหล่ยก็ยังไม่ยอมแพ้ “พี่ใหญ่ ผมชอบหานเซี่ยวจริง ๆ นะ พี่ช่วยผมคิดหาวิธีหน่อยได้ไหม ไม่งั้นผมจะไปแย่งเธอมา!”
ทันใดนั้น ซุนเหว่ยหู่ที่ทำหน้ายิ้มแย้มมาตลอดก็กระแทกขวดเบียร์ลงกับพื้นเสียงดังลั่น จ้องมองจางเฟิ่งเหล่ยด้วยสายตาเย็นชา “น้องสาม นี่มันยุคไหนแล้ว ผู้หญิงแบบไหนที่นายหาไม่ได้ด้วยเงิน จะไปทำเรื่องน่าอายแบบนั้นทำไม ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงทั้งสี่คนนี้ เพียงแค่ใครคนใดคนหนึ่งก็สามารถบดขยี้พวกเราได้แล้ว นายจะโง่เสี่ยงทำไม?!”
จางเฟิ่งเหลยได้แต่ยอมแพ้อย่างไร้หนทาง แต่ก็ยังคงพูดอย่างไม่ยอมลดละ “วันนี้ผมเจอไอ้หนุ่มคนหนึ่ง มันน่าโมโหจริง ๆ ต้องหาโอกาสสั่งสอนมันสักหน่อย!”
ในขณะเดียวกัน โม่เฟิงไม่รู้เลยว่ามีคนคิดจะเล่นงานเขา แถมผู้หญิงที่ดูเหมือนธรรมดาเหล่านั้น กลับมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าถ้าโม่เฟิงรู้ เรื่องนี้แล้ว เขาจะมีแรงกดดันมากขึ้นหรือไม่?
[1] One Night Stand คือ ความสัมพันธ์ที่ใช้กิจกรรมทางเพศร่วมกัน ซึ่งทั้งสองคนนั้นไม่ได้มีข้อผูกมัดหรือพันธะต่อกันแต่อย่างใด เมื่อเสร็จกิจแล้วก็แยกย้ายไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน และต้องไม่หาทางติดต่อ พูดคุย หรือสานสัมพันธ์กันต่อ เป็นความสนุกชั่วคราว