ตอนที่ 2 ข้า…มีนามว่าอาซาน
หญิงสาวยังคงยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าอาซาน ชุดผ้าบางสีฟ้าที่ขาดวิ่นไม่อาจปกปิดเรือนร่างได้มิดชิด แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้ตกกระทบลงบนผิวเนียนขาว ส่งให้เรือนร่างของนางยิ่งเปล่งประกายผุดผ่อง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับอาซานด้วยแววตาจริงจังขึ้น
“ท่านจอมยุทธ์…ท่านมีนามว่าอย่างไรหรือ?”
อาซานชะงักไปชั่วขณะ
คำว่า “จอมยุทธ์” สะท้อนในอกจนเขารู้สึกประหลาดใจ
ในกองถ่าย...เขาเคยถูกเรียกว่าพระเอก เป็ไอ้หล่อ เป็คนขายเรือนร่าง หรือคำสรรเสริญหยาบโลนสารพัด
ทว่าไม่เคยมีใครเรียกขานเขาด้วยคำว่า “จอมยุทธ์” อย่างยกย่องและจริงจังเช่นนี้มาก่อน
เขานึกในใจ
“จอมยุทธ์งั้นเหรอ…ฟังดูเท่ดีนะ”
“แต่ที่นี่…มันคงไม่ใช่กองถ่ายแน่ ๆ”
“ต้นไม้จริง กลิ่นดินจริง เสื้อผ้าขาด ๆ ของนาง ภาษาพูดโบราณพวกนี้…ทุกอย่างมันคือของจริง”
อาซานกวาดสายตามองไปรอบกายอีกครั้ง ผืนป่ารกไร้ซึ่งเสียงเครื่องจักร ไร้แสงไฟสตูดิโอ และไม่มีผู้กำกับะโสั่ง เขารู้แจ้งแก่ใจแล้วว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิมอีกต่อไป
ชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับน้ำเสียงให้นุ่มและช้าลง พยายามเลือกสรรคำพูดให้ดูเป็จอมยุทธ์มากที่สุดเท่าที่สมองจะนึกออก
“ข้า…มีนามว่าอาซาน”
หญิงสาวพยักหน้ารับเบา ๆ ราวกับกำลังสลักชื่อนั้นไว้ในความทรงจำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ข้ามีนามว่าหลานฉิง...ขอบพระคุณท่านอาซานที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
อาซานพยักหน้ารับ
ชื่อ “หลานฉิง” ดังก้องในหัวของเขาเบา ๆ ฟังดูนุ่มนวลและมีกลิ่นอายของยุทธภพอย่างแท้จริง
นางจ้องมองเขาด้วยความสงสัยอย่างสุภาพ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“แล้วท่านมาพบข้าได้อย่างไรหรือเ้าคะ? ท่านเดินทางมาจากแห่งหนตำบลใด?”
อาซานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาจะบอกนางตรง ๆ ได้อย่างไรว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเพิ่งถ่ายทำหนังโป๊ แล้วโดนโครงสร้างกองถ่ายที่พังทลายทับจนตาย แล้วตื่นขึ้นมากลางป่าแห่งนี้ ?
เขาจึงต้องเลือกเฟ้นคำพูดอย่างระมัดระวัง พยายามเลียนแบบท่วงท่าและสำนวนที่นางใช้
“ข้า…กำลังท่องยุทธภพไปเรื่อย ๆ นึกอยากไปที่ใดก็ไป บังเอิญได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงเข้ามาดู”
หลานฉิงมีท่าทียอมรับคำตอบนั้นอย่างง่ายดาย นางโค้งกายให้เขาอีกครั้งอย่างนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านอาซานอีกครั้งเ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกโจรชั่วนั้นแล้ว”
อาซานผงกศีรษะรับเบา ๆ ก่อนจะเลิกคิ้วถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบนิ่ง
“แล้วเ้าเล่า…เหตุใดจึงมาเดินอยู่กลางป่าลึกเช่นนี้เพียงลำพัง?”
นางตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าออกมาเก็บสมุนไพรเ้าค่ะ หมู่บ้านของข้าตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก แต่ข้าไม่นึกเลยว่าจะมาพบเจอโจรชั่วซุ่มดักอยู่กลางทางเช่นนี้”
เอ่ยจบ นางก็เงียบเสียงลง สายตานางกวาดมองอาภรณ์ที่ขาดร่องแร่งของตนเอง พลันรีบยกท่อนแขนและผ้าบางขึ้นปกปิดทรวงอกอวบอิ่มด้วยความเขินอาย
ทว่าการกิริยานั้นกลับยิ่งดึงสายตาและขับเน้นเรือนร่างยั่วยวนให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนประปรายความเกรงใจ
“ท่านอาซานมีที่พักพิงแล้วหรือยังเ้าคะ? หากยังไม่มี…ขอเชิญท่านไปพักผ่อนที่บ้านของข้าก่อนเถิด หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปไม่ไกล หากออกเดินทางตอนนี้ คงถึงก่อนอาทิตย์ตกดิน”
อาซานพิจารณานางนิ่ง ๆ
ความจริงคือเขาไม่มีที่ไปจริง ๆ ไม่มีเงิน ไม่มีจุดหมาย และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่เพียงใด
เขาจึงพยักหน้าช้า ๆ ตอบกลับด้วยสำนวนที่เริ่มเข้าปากมากขึ้น
“เช่นนั้น…ข้าคงต้องขอรบกวนเ้าแล้ว”
หลานฉิงแย้มยิ้มด้วยความโล่งอก รอยยิ้มนั้นส่งให้ใบหน้าที่หมดจดอยู่แล้วดูนุ่มนวลชวนมองยิ่งขึ้น
“เชิญทางนี้เลยเ้าค่ะท่านอาซาน ข้าจะนำทางเอง”
นางออกเดินนำหน้าไปอย่างระมัดระวัง ชายกระโปรงผ้าบางยับเยินพลิ้วไหวไปตามสายลมของป่า
อาซานก้าวเท้าตามหลังไปติด ๆ สายตาเผลอจับจ้องแผ่นหลังและบั้นท้ายของนางเป็ระยะ ๆ ตามสัญชาตญาณ
ในหัวของเขายังคงคิดคำนึงถึงเื่ราวตรงหน้า
“โลกนี้…คือยุทธภพจริง ๆ สินะ”
“แล้วหลังจากนี้…จะเอาชีวิตรอดยังไงต่อดี?”
สายลมเย็นพัดผ่านทิวไม้ หอบเอาทั้งกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นกายสาวหอมอ่อน ๆ จากหลานฉิงลอยมาแตะจมูก
อาซานถอนหายใจแ่เบา ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นไปเคียงข้างนาง เขายังไม่อาจรู้ได้เลยว่า การตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับนางในวันนี้
จะพาเขาเข้าสู่เส้นทางจอมยุทธ์อันเหนือจริงเกินกว่าจะจินตนาการ…
หรือจะนำพาเขาดิ่งลงสู่เหวลึกยิ่งกว่าอุบัติเหตุซากกองถ่ายถล่มกันแน่