โซ่ตรวนถูกกระชากจนเกิดเสียงดังเกรียวกราว...
“แปลกจริง... ทำไมถึงไขไม่ออกนะ”
ดูท่าไอ้โรคจิตนั่นคงลืมพกกุญแจติดตัวมาด้วย มันออกแรงกระชากอย่างป่าเถื่อนอยู่ครู่ใหญ่ แต่โซ่ตรวนที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดีกลับไม่มีวี่แววว่าจะขาดสะบั้น
ความรังเกียจพุ่งพล่านขึ้นจนถึงขีดสุด ฉู่ชิวไป๋พยายามตะเกียกตะกายถดตัวหนีไปด้านหลังอย่างสุดชีวิต แต่เพราะเขาถูกล่ามไว้ทั้งมือและเท้า พื้นที่ในการขยับหนีจึงมีอยู่อย่างจำกัด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง
ไอ้คนโรคจิตลุกขึ้นยืนและขยับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ตามมาด้วยเสียงตะคอกหยาบกระด้างของชายแปลกหน้าอีกหนึ่งคน “แกเป็ใคร? เข้ามาทำบ้าอะไรที่นี่!”
“ก็คนที่จะมาส่งแกไปลงนรกไง”
ไอ้โรคจิตตอบกลับอย่างใจเย็น น้ำเสียงที่ดังผ่านเครื่องดัดแปลงมีความเนิบนาบ “กล้ามาแตะต้องของที่ฉันหมายตาไว้ ดูท่าแกคงจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ”
ช่างเป็บทสนทนาที่พิลึกพิลั่น ในสถานการณ์ที่ชวนสับสน
ดูเหมือนโจรลักพาตัวสองกลุ่มนี้กำลังเปิดศึกกัดกันเอง จู่ๆ พวกมันก็ปะทะคารมและลงไม้ลงมือกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ไอ้เด็กเวร! ถ้ายังไม่อยากตายก็หัดเจียมกะลาหัวซะบ้าง!”
“การมีชีวิตอยู่มันไม่ดีตรงไหนเหรอ?... หรือต่อให้ต้องตายจริงๆ ก็น่าจะมีใครสักคนที่อยากเห็นหน้าเป็ครั้งสุดท้ายอยู่บ้างสิ... คุณชายใหญ่ว่าจริงไหม?”
ฉับพลันนั้น ภาพความฝันก็บิดเบี้ยวและสับสน ประสาทััทุกส่วนในร่างกายถูกขยายให้ชัดเจนขึ้นเป็ร้อยเท่าพันเท่า ห้วงเวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงจนน่าอึดอัด เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูคล้ายกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านดัง วิ้ง... ก้องอยู่ในหู
......
‘อยากได้โอกาสรอดออกไปจากที่นี่ไหม?’
นั่นคือเสียงกระซิบจากปีศาจ
...
หลังจากรอดชีวิตกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ฉู่ชิวไป๋ที่ไม่สามารถระบายเื่ราวที่เลวร้ายให้ใครฟังได้ ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอยู่เป็เวลานาน
ใน่ที่อาการกำเริบหนัก เขาแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริงอะไรคือความฝัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงกระซิบอันน่าสะพรึงกลัวนั้นเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่
แต่ถ้อยคำเ่าั้กลับแจ่มชัดราวกับถูกสลักลึกอยู่ในรอยหยักสมอง สร้างความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกให้ฉู่ชิวไป๋อย่างมหาศาล จนทำให้แม้แต่ฝันร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก็ยังดูสมจริงจนแยกไม่ออก
ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิด มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ‘อ้อนวอนฉันสิ... ขอร้องฉัน แล้วฉันจะปล่อยนายไป’
เสียงข่มขู่ที่นุ่มนวลอย่างน่าขนลุกนั้น ทำให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มอันแสนอบอุ่นของฉู่เจียงไหลฉายวาบเข้ามาในห้วงความคิดของเขา
ทันทีที่มีความคิดอยากมีชีวิตรอด มันก็เปรียบเสมือนแสงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาในความมืดมิด ปณิธานที่จะตายอย่างเด็ดเดี่ยว จึงสั่นคลอนลงในชั่วพริบตา
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งถูกปีศาจร้ายกุมจุดอ่อนเอาไว้ เ็ปจนแทบขาดใจ เขาขบกรามแน่น ฝืนกล้ำกลืนลมหายใจที่ถี่กระชั้นและความอัปยศลงคอ ได้แต่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยใจที่แตกสลายอย่างเงียบงัน
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนเหม่อมองไปยังความว่างเปล่า จับจ้องศัตรูที่แม้แต่น้ำเสียงก็ยังถูกปรุงแต่งขึ้น ฝันร้ายกัดกินจนจิตใจของเขาจนเลื่อนลอย ราวกับกระต่ายขาวตัวน้อยที่กำลังทำสัญญาแลกิญญากับซาตาน
ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำกำลังสั่นคลอนจนแทบพังทลาย ท่ามกลางความปรารถนาอันแรงกล้าที่ว่า... “อยากจะพบฉู่เจียงไหลอีกสักครั้ง”
ความปรารถนานั้นคืออสรพิษที่มีลวดลายงดงามที่สุดในสวนอีเดน และยังมีพิษที่ร้ายกาจที่สุด มันล่อลวงให้อดัมละเมิดกฎ์ และชักนำให้อีฟร่วงหล่นสู่ความเสื่อมทราม
แต่ความเสื่อมทรามนั้นก็ไม่อาจต้านทาน ต่อให้ย้อนเวลากลับไปเริ่มต้นใหม่ได้อีกสักกี่หมื่นครั้ง อีฟก็ยังคงจะหลงกลลวงแห่งโชคชะตานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดี...
เพราะอดัม เพราะแอปเปิล และเพราะอสรพิษตัวนั้น...
ท่ามกลางความรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรง ฉู่ชิวไป๋เบิกตากว้าง แม้ความเป็จริงเขาจะมองไม่เห็นสิ่งใด แต่ในห้วงความรู้สึก เขากลับเห็นภาพิญญาของตัวเองที่ถูกจับพลิกคว่ำพลิกหงาย แล้วถูกบดขยี้จนแหลกเป็ผุยผงไปต่อหน้าต่อตา
เขาแตกสลาย...
มีสภาพไม่ต่างอะไรกับกระจกเงาที่ถูกอุกกาบาตหนักสิบล้านตันพุ่งชนจนแตกละเอียดกลายเป็เศษเสี้ยวที่น่าละอาย และเลวร้ายยิ่งกว่าคือ...
เขากลับหลงระเริงไปกับมัน
...
เขาถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์
และนี่ก็เป็อีกคืนที่ซ้ำซากจำเจ... คืนที่เขาถูกกักขังเอาไว้ในกรงขังแห่งฝันร้าย
......
...
ฉู่ชิวไป๋ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมเหงื่อกาฬที่ผุดซึมเต็มหน้าผาก เขาใช้แขนยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยความอ่อนล้า
โคมไฟแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์ สะท้อนเข้าสู่ดวงตาจนเกิดเป็ประกายวูบไหวท่ามกลางความมืด ฉู่ชิวไป๋จ้องมองโคมไฟดวงนั้นด้วยความนิ่งงัน
นี่เป็สิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่เขานำติดตัวมาจากอพาร์ตเมนต์ของฉู่เจียงไหล... ผลงานชิ้นนี้เป็ของศิลปินตกอับชาวเช็ก ตัวโคมทำจากแก้ว ถูกรังสรรค์ให้มีรูปร่างเหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่ละลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในค่ำคืนอันมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องสว่าง มันแผ่กลิ่นอายความงดงามที่ดูเ็าและเปราะบางอย่างน่าประหลาด ทั้งบริสุทธิ์และเปล่งประกาย
แต่ฉู่ชิวไป๋รู้ดี... ทันทีที่เปิดไฟ รอยร้าวเล็กๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ในความมืด จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน
งานศิลปะชิ้นนี้มีชื่อว่า 'รอยร้าวที่ซ่อนเร้น' (Hidden Cracks)
เพียงแค่กดสวิตช์ ใครก็ตามที่เห็นจะต้องตกตะลึงกับสภาพของมัน ซึ่งดูราวกับแตกละเอียดเป็หมื่นๆ ชิ้น แต่กลับยังคงรูปทรงที่สมบูรณ์อยู่ได้
ครั้งแรกที่ฉู่ชิวไป๋ได้เห็นมัน เขาก็ตกตะลึงเช่นกัน มันคือของขวัญวันเกิดที่ฉู่เจียงไหลมอบให้เขาในปีที่เกิดเื่ราวเลวร้ายนั้นขึ้น
“พี่ชิวไป๋ครับ คนเราทุกคนต่างก็มีาแกันทั้งนั้น แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะใช้ชีวิตให้เปล่งประกายต่อไปไม่ได้ ผมรู้ว่าพี่เองก็มีรอยร้าวที่ซ่อนอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่า... พี่จะให้โอกาสผมช่วยเยียวยามันได้บ้างรึเปล่า”
เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็ทำให้รอยร้าวนับล้านที่กรีดแทงจิตใจของฉู่ชิวไป๋คลายออก ดูเหมือนจะเ็ปน้อยลง
พอย้อนกลับมาคิดดูแล้ว ผลงานศิลปะชิ้นนี้ช่างเข้ากับชีวิตของเขาเหลือเกิน
มันหยั่งรากลึกอยู่ในห้องนอนของเขา คอยย้ำเตือนทุกค่ำคืนว่า ตัวเขาเองก็มีรอยร้าวที่ไม่มีใครล่วงรู้ซ่อนอยู่เช่นกัน
รอยร้าวแห่งความเ็ปเ่าั้ ต้องใช้เวลานานกว่าจะปะติดปะต่อให้กลับมาเป็รูปร่างได้อีกครั้ง พวกมันแฝงตัวอยู่ในแสงสว่างทุกเฉดสี และทุกรอยเชื่อมต่อก็ล้วนเป็าแที่ส่องประกายระยิบระยับ
ศิลปินคนนั้นอ้างว่าตนสามารถ 'เยียวยา' เ้ารอยร้าวที่ซ่อนเร้นนี้ได้ ฉู่ชิวไป๋เองก็เคยปักใจเชื่อแบบนั้น โดยที่เขาไม่เคยฉุกคิดเลยว่า... คนที่ทำลายมันจนแตกและคนที่พยายามจะเติมเต็มมัน แท้จริงแล้วก็คือคนคนเดียวกัน
***
หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ
ฉู่ชิวไป๋ขึ้นเครื่องบินไฟลต์สุดท้ายของคืนวันจันทร์เพื่อเดินทางกลับไปยังบ้านตระกูลที่เจียงฮู่
งานของศัลยแพทย์เป็งานที่ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล แต่สำหรับเขาแล้ว ความยุ่งวุ่นวายกลับเป็สิ่งล้ำค่าที่สุด แม้กระทั่งตอนที่กำลังตรวจตั๋วเพื่อขึ้นเครื่องที่หน้าประตูทางออก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงง่วนอยู่กับการจัดการงานตรงหน้าไม่ยอมวางมือ
ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เขาดูแลอยู่มีอาการน่าสงสัยว่าโรคเก่าจะกำเริบ ค่ามะเร็งในเืพุ่งสูงกว่าคนปกติหลายสิบเท่า แม้ผู้ป่วยรายนี้จะร่ำรวยมหาศาลแต่ก็มีเพียงชีวิตเดียว จึงเกาะติดเขาแจไม่ยอมวางสาย พร่ำถามจุกจิกไม่หยุดราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้ายเพื่อยื้อชีวิต
ปกติฉู่ชิวไป๋ไม่ใช่หมอที่มีความอดทนสูงนัก แต่ครั้งนี้เขากลับยอมตอบทุกข้อสงสัยอย่างละเอียด... เขาจำเป็ต้องทำให้สมองของตัวเองเต็มไปด้วยเื่งาน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงเื่อื่น
หลังจากไม่ได้นอนหลับดีๆ มาหลายคืนติดต่อกัน ในที่สุดความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำฉู่ชิวไป๋ เขาปฏิเสธอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง ก่อนจะผล็อยหลับไปท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่ม
***
สภาพของเขาคงจะดูย่ำแย่มากจริงๆ เพราะทันทีที่ลุงคนขับรถที่มารอรับเห็นหน้าเขา ก็ทำหน้าตื่นตระหนกราวกับเห็นผี ผู้าุโท่านนี้รับใช้ตระกูลฉู่มาค่อนชีวิต เป็คนซื่อสัตย์และพูดน้อย แต่หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากว่า “คุณดูเหนื่อยมากเลยครับ ผอมลงไปตั้งเยอะ ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะครับ”
ขนาดคนขับรถยังทักแบบนี้ แล้วจะนับประสาอะไรกับหานรุ่ยฉินผู้เป็แม่
เธอเดินมาเปิดประตูรับทั้งที่ยังพอกหน้าอยู่ เดิมทียังบ่นกระปอดกระแปดเื่ที่เขาไม่ยอมให้นำเครื่องบินส่วนตัวของตระกูลไปรับ แต่พอได้เห็นสภาพลูกชาย คำบ่นเ่าั้ก็หยุดชะงักทันที เปลี่ยนเป็ความตกอกใแบบเล่นใหญ่ จะตามหมอประจำตระกูลมาดูอาการเขาให้ได้ท่าเดียว
ฉู่ชิวไป๋หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เพิ่งกลับมาถึงก็เรียกหมอเลยเหรอครับ คนอื่นรู้เข้าจะมองยังไง? ผมแค่ย้ายไปทำงานที่จิงซื่อเองนะ ไม่ได้ถูกเนรเทศไปตกระกำลำบากที่ชายแดนสักหน่อย แม่ไม่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้นก็ได้ครับ”
“เล่นใหญ่อะไรกัน? ลูกส่องกระจกดูตัวเองบ้างหรือเปล่า? ดูสิว่าสภาพเป็ยังไง! นี่มันโรคขาดสารอาหารชัดๆ! ไม่ค่อยได้พักผ่อนด้วยใช่ไหม? สองปีก่อนแม่ก็นอนไม่ค่อยหลับ หมอเฉินจัดเมลาโทนิน [1] ให้ กินแล้วได้ผลดีมากเลยนะ...”
ขนาดยานอนหลับขนานแรงยังเอาไม่อยู่ เมลาโทนินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉู่ชิวไป๋รีบพูดตัดบท “แม่ครับ ผมสบายดี แค่่นี้งานยุ่งไปหน่อยเลยกินข้าวไม่เป็เวลา อีกอย่าง ผมเองก็เป็หมอนะครับ”
“ลูกจะไปรู้อะไร?!” หานรุ่ยฉินแผดเสียงดังใส่เขา “โบราณเขาว่าหมอมักรักษาตัวเองไม่ได้! เหมือนช่างไม้ที่ในบ้านไม่มีแม้แต่เก้าอี้ ไม่ก็พ่อค้าผลไม้ที่กินแต่ผลไม้เน่านั่นแหละ...”
เดี๋ยวนี้แม่ขี้บ่นกว่าสมัยสาวๆ เยอะเลย เมื่อก่อนฉู่ชิวไป๋ก็เถียงไม่ชนะอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายเขาเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ยอมให้แม่เรียกหมอประจำตระกูลมาเจาะเืไปตรวจตั้งหลายหลอด
หมอเฉินเห็นเขามาั้แ่เล็กแต่น้อย พอเห็นรอยคล้ำใต้ตาก็อดแซวไม่ได้
“เขาว่ากันว่าคนที่กำลังจะมีเื่มงคลหน้าตามักผ่องใสไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณชายถึงตรงกันข้ามเลยล่ะ? ว่าที่เ้าบ่าวคนนี้คงไม่ได้ถูกบังคับให้แต่งงานหรอกใช่ไหมครับ?”
ฉู่ชิวไป๋พับข้อศอกกดก้อนสำลีห้ามเื พลางพูดเออออห่อหมกไปตามน้ำอย่างอารมณ์ดี “น่าขายหน้าจริงๆ ครับ ก็คนมันเพิ่งเคยแต่งงานครั้งแรกนี่นา ผมตื่นเต้นมากไปหน่อย สองสามวันมานี้เลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ”
หานรุ่ยฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็ส่ายหน้าอย่างระอา “โตจนป่านนี้แล้วแท้ๆ ยังทำตัวเหมือนเด็กๆ ดูแลตัวเองก็ไม่เป็ เอาแต่บ้างานอยู่นั่นแหละ ที่บ้านก็ไม่ได้หวังให้ลูกไปเป็หมอเทวดากอบกู้โลกหรือได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์ทางการแพทย์สักหน่อย... ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็แบบนี้ แม่คงไม่ยอมให้ลูกไปทำงานที่จิงซื่อหรอก”
ถ้ารู้แต่แรก...
ฉู่ชิวไป๋ปรารถนาที่จะมีญาณหยั่งรู้อนาคตยิ่งกว่าใครทั้งหมด
หานรุ่ยฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบ่นพึมพำต่อว่า “เทียบกันแล้ว เจียงไหลยังทำตัวน่าห่วงน้อยกว่าอีก...”
ทันใดนั้น มือของชายหนุ่มก็สั่นวูบ ก้อนสำลีที่กดทับเส้นเืดำตรงข้อพับแขนเลื่อนจากตำแหน่ง เืสีสดไหลซึมออกมาเป็ดวงเล็กๆ ทันที
ฉู่ชิวไป๋กดสำลีกลับลงที่เดิมอย่างไม่ใส่ใจ แล้วถามว่า “แล้วเขาอยู่ไหนล่ะครับ?”
“กลับมาปุ๊บก็ถามหาผมเลยเหรอ? พี่ชิวไป๋คงคิดถึงผมมากเลยสินะครับ?”
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา [2]
ฉู่ชิวไป๋ที่นั่งหันหลังให้ประตูไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง
วินาทีต่อมา ไหล่ของเขาก็พลันหนักอึ้ง เพราะถูกท่อนแขนเรียวยาวของใครบางคนโอบกอดไว้อย่างแนบชิด
ฉู่เจียงไหลในชุดสูทเต็มยศส่งยิ้มทักทายหานรุ่ยฉิน ก่อนจะหันกลับมาพูดกับเขาว่า “ก็นานๆ ทีพี่จะกลับบ้านสักครั้งนี่ครับ ผมก็ต้องรีบกลับมาต้อนรับสิ!”
เมื่ออยู่ในชุดสูทที่เป็ทางการ อีกฝ่ายดูเป็ผู้ใหญ่และสุขุมกว่าตอนใส่ชุดลำลองมาก แต่ยังคงดูไร้พิษสง เขาแสดงฉากพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวได้อย่างแเี
“พี่ชิวไป๋คิดถึงผมที่สุด ส่วนผมก็คิดถึงพี่ชิวไป๋ที่สุดเหมือนกัน... แบบนี้ถือว่าเราหายกันแล้วนะครับ”
หานรุ่ยฉินคุ้นชินกับภาพความรักของสองพี่น้องคู่นี้แล้ว เธอมองพวกเขากอดคอกันด้วยสายตาเอ็นดู พลางแกล้งบ่นกระปอดกระแปดว่า “โตเป็หนุ่มแล้ว ยังจะทำตัวติดพี่ชายเป็เด็กๆ ไปได้ เดี๋ยวต่อไปพอมีพี่สะใภ้มาช่วยโอ๋อีกคน ไม่รู้จะถูกตามใจจนเสียคนขนาดไหน! ระวังจะเสียนิสัยเอานะเราน่ะ”
หานรุ่ยฉินคุ้นชินกับภาพความรักของสองพี่น้องคู่นี้แล้ว เธอมองพวกเขากอดคอกันด้วยสายตาเอ็นดู พลางแกล้งบ่นกระปอดกระแปดว่า “นี่! อย่าไปเกาะหลังอ้อนพี่เขาแบบนั้นสิ! โตเป็หนุ่มแล้ว ยังจะทำตัวติดพี่ชายเป็เด็กๆ ไปได้ เดี๋ยวต่อไปพอมีพี่สะใภ้มาช่วยโอ๋อีกคน ไม่รู้จะถูกตามใจจนเสียคนขนาดไหน! ระวังจะเสียนิสัยเอานะเราน่ะ”
“งั้นเหรอครับ?”
ฉู่เจียงไหลยังคงยิ้มกว้าง เขาเอียงหน้าเข้ามาใกล้ฉู่ชิวไป๋ ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “งั้นก็อย่ามีพี่สะใภ้เลยดีกว่า เดี๋ยวผมจะ 'เสีย' นิสัย”
ท่อนแขนที่พาดทับอยู่บนไหล่หนักอึ้งราวกับหินพันชั่ง ฉู่ชิวไป๋ตัวแข็งทื่อ ไม่รู้จะตอบโต้สถานการณ์นี้ยังไงดี เขาจึงได้แต่เงียบกริบ
หานรุ่ยฉินไม่ได้เก็บเอาคำพูดแฝงความนัยของฉู่เจียงไหลมาใส่ใจ เธอเพียงแค่ดุเขาขำๆ แบบไม่จริงจัง “ทำตัวเป็เด็กๆ ไปได้!”
ฉู่เจียงไหลไม่ได้ต่อปากต่อคำอีก หานรุ่ยฉินจึงหันกลับมาบ่นฉู่ชิวไป๋ต่อ
“ชิวไป๋ก็เหมือนกัน วันๆ ไม่รู้จะยุ่งอะไรนักหนา บริษัทก็ไม่ยอมเข้าไปดูแล เอาแต่โหมงานจนโทรมไปหมดแล้วเนี่ย! มันยังไงฮึ? เป็หมอแล้วไม่ต้องกินไม่ต้องนอนเหรอ? โรงพยาบาลของลูกมีนโยบายเอาชีวิตหมอไปแลกชีวิตคนไข้หรือไง?”
ฉู่เจียงไหลรีบผสมโรงขึ้นมาทันที “พี่ชิวไป๋ผอมลงไปเยอะจริงๆ นั่นแหละครับ”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายนุ่มนวลชวนฟัง แต่สายตาที่มองมากลับเหมือนรังสีความร้อนที่แผดเผาจนฉู่ชิวไป๋หน้าร้อนผ่าวและขนลุกซู่ไปทั้งตัว จนแทบไม่อยากจะทนนั่งอยู่ตรงนี้ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
ในฐานะคนเป็แม่ หานรุ่ยฉินย่อมสังเกตเห็นอาการนั่งไม่ติดของฉู่ชิวไป๋ แต่เธอกลับเข้าใจผิดไปว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่พอใจที่เธอบ่น
ั้แ่เล็กจนโต ฉู่ชิวไป๋ไม่ค่อยจะยึดติดกับอะไรมากนัก มีเพียงอาชีพหมอนี่แหละที่เขาดื้อดึงจะทำให้ได้
เมื่อเห็นว่าพูดไปก็ป่วยการ หานรุ่ยฉินจึงยอมเปลี่ยนเื่อย่างรู้งาน หันมาปรึกษาเื่งานแต่งแทน
ฉู่เจียงไหลที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้ออกความเห็นอะไรอีก เขาเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ
ผิดกับฉู่ชิวไป๋ที่เผลอขมวดคิ้วเป็พักๆ... เพราะมือที่วางพาดอยู่บนไหล่ของเขานั้นจิกลงมาจนรู้สึกเจ็บ แต่ทุกครั้งที่เขาทำท่าจะขัดขืน มือข้างนั้นก็จะผ่อนแรงลงทันทีอย่างรู้ทัน
“ตกลงจะพาหนูอินอินไปลองชุดแต่งงานวันไหน?” หานรุ่ยฉินเอ่ยถาม
ฉู่ชิวไป๋ชะงัก
จวบจนวินาทีที่แม่เอ่ยปากถาม เขาไม่เพียงไม่มีแผนพาว่าที่ภรรยาไปลองชุด แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีขั้นตอนนี้อยู่ด้วย
ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะตั้งตารองานมงคลครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่การแต่งงานกับภรรยาคนนี้ มันเป็เพียงข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ทั้งคู่ตกลงกันอย่างเงียบๆ เท่านั้น...
ฝ่ายหญิง้าการแต่งงานที่สมฐานะเพื่อใช้รับมือกับครอบครัว ส่วนตัวฉู่ชิวไป๋เอง... ก็แค่้าสถานะ 'แต่งงานแล้ว' มาเป็เกราะป้องกันตัวเท่านั้น
แต่เพื่อให้ละครฉากนี้สมจริงที่สุด เขาจำต้องโกหกออกไปว่า “นัดไว้พรุ่งนี้ครับ” พลางขบคิดในใจว่าคงต้องรีบโทรศัพท์ไปเตี๊ยมกับเ้าสาวหมาดๆ ของเขาเสียแล้ว
“พรุ่งนี้แม่ว่างพอดี งั้นแม่ไปด้วยนะ”
“ไม่ดีมั้งครับ...”
พอเห็นลูกชายทำท่าปฏิเสธ ผู้เป็แม่ก็เริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ “ในหัวลูกมีแต่เื่งาน จะไปดูออกได้ยังไงว่าชุดเ้าสาวสวยหรือไม่สวย? ถ้าแม่ไม่ไปช่วยดู ระวังเมียลูกจะไม่พอใจเอาได้นะ!”
อันที่จริง หานรุ่ยฉินเองก็ปวดหัวกับงานแต่งครั้งนี้อยู่ไม่น้อย
ในด้านหนึ่ง เธอย่อมดีใจที่ลูกชายคนโตที่ไม่ประสีประสาเื่ความรักยอมเป็ฝั่งเป็ฝาเสียที แต่... การที่จู่ๆ ก็ไปแอบจดทะเบียนสมรส แล้วค่อยพาอีกคนเข้าบ้านมาเงียบๆ แบบนี้ มันไม่ใช่สไตล์ของฉู่ชิวไป๋เลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ใช่เพราะความดึงดันของเธอและผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง คู่รักคู่นี้ก็คงไม่คิดจะจัดงานเลี้ยงฉลองด้วยซ้ำ ดังนั้นเื่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในงานแต่ง เธอจึงไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้อีกเป็อันขาด
“การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ในชีวิต จะทำลวกๆ ไม่ได้! พวกลูกสองคนไม่เห็นความสำคัญเลยด้วยซ้ำ! ถ้าแม่ไม่ตามไปคุมด้วยตัวเองจะไหวเหรอ? เดี๋ยวทางบ้านตระกูลเหวินเขาจะหาว่าผู้ใหญ่ฝั่งเราไม่ให้เกียรติเอาได้!”
เพราะไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดในเื่หยุมหยิม อีกทั้งไม่อยากทนเป็เป้านิ่งให้สายตาอันร้อนแรงของฉู่เจียงไหลแผดเผาขณะคุยกับแม่ ฉู่ชิวไป๋จึงพยักหน้าส่งๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“งั้นก็เอาที่แม่สะดวกเลยครับ”
มื้อค่ำผ่านพ้นไปอย่างเลื่อนลอย ระหว่างทานฉู่เจียงไหลเล่าเื่ตลกหลายเื่จนเรียกเสียงหัวเราะจากหานรุ่ยฉินได้เป็ระยะ ผิดกับฉู่ชิวไป๋ที่ขำไม่ออก เขาไม่ต่อบทสนทนาใดๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
***
หลังมื้อค่ำ ฉู่ชิวไป๋กลับเข้าห้องส่วนตัวเพื่อโทรศัพท์หาภรรยาทางนิตินัย
“สวัสดีครับคุณเหวิน ผมฉู่ชิวไป๋นะครับ”
เขาแนะนำตัวอย่างสุภาพและเป็ทางการ ราวกับคนปลายสายไม่ใช่ภรรยาหมาดๆ ที่เพิ่งจดทะบียนกัน แต่เป็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกัน ซึ่งโทรมาเพียงเพื่อคืนกระเป๋าสตางค์ที่เก็บได้เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อนัดเวลาไปลองชุดแต่งงาน
ฉู่ชิวไป๋ไม่ใช่คนเข้าสังคมเก่งก็จริง ทว่าแม้แต่กับเพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลโหย่วหมินในจิงซื่อซึ่งเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่เดือน เขาก็ไม่เคยทำตัวห่างเหินขนาดนี้มาก่อน
“พรุ่งนี้คุณพอจะมีเวลาว่างไหมครับ? ผมกับแม่ตั้งใจว่าจะไปเป็เพื่อนคุณลองชุดแต่งงาน”
“สวัสดีค่ะชิวไป๋! แหม... ไม่ต้องพิธีรีตองขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เรียกฉันว่าเหวินอินเฉยๆ ก็พอ” ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใสและมีชีวิตชีวา “อืม... พรุ่งนี้่เช้าไม่ได้ค่ะ ฉันมีนัดแล้ว”
เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเช็กตารางเวลาของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยถามกลับมาว่า “ถ้าเป็่บ่ายสองจะสะดวกไหมคะ?”
ในสายตาคนนอก นี่คงเป็บทสนทนาของคู่สามีภรรยาที่แปลกประหลาดมาก ทั้งสุภาพและเกรงอกเกรงใจเกินไป จนดูเหมือนคนที่ไม่ได้สนิทกันเลยแม้แต่น้อย แต่ทั้งสองกลับรู้สึกว่าที่เป็อยู่นี้คือเื่ปกติ
“ไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยว่บ่ายผมขับรถไปรับ... ที่ไหนดีครับ?”
เหวินอินปฏิเสธเสียงอึกอัก เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดความจริงออกมา “ขอโทษจริงๆ ค่ะชิวไป๋ ไม่ค่อยสะดวกให้คุณมารับน่ะค่ะ กู้ิเลี่ยงเขาไม่ค่อยพอใจเื่ที่ฉันจะแต่งงาน พรุ่งนี้ฉันต้องอยู่กับเขา เพราะงั้นฉันขับรถไปเองดีกว่าค่ะ”
'กู้ิเลี่ยง' คือชื่อแฟนเก่าของเหวินอิน
ทว่าในฐานะสามีป้ายแดง ฉู่ชิวไป๋กลับไม่รู้สึกถือสาหรือหึงหวงเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังรีบเอ่ยปากปลอบโยนเธออีกต่างหาก “ไม่เป็ไรครับ ไม่ต้องขอโทษหรอก เป็ผมเองต่างหากที่คิดไม่รอบคอบ”
เื่ราวระหว่างเหวินอินกับกู้ิเลี่ยงนั้น เขาพอจะได้ยินผ่านหูมาบ้างแล้ว
ครอบครัวตระกูลเหวินเป็เ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังระดับนานาชาติ แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าตระกูลฉู่ แต่เหวินอินที่เป็ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวก็ถือเป็คุณหนูผู้เพียบพร้อม
เื่ราวของเธอก็เหมือนในนิยายตามท้องตลาดทั่วไป... คุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมบนกองเงินกองทอง ตกหลุมรักหนุ่มน้อยธรรมดาที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า และสาบานว่าจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากเขา
แต่ต่อให้หนุ่มน้อยคนนั้นจะฉลาด ขยัน และประสบความสำเร็จจนก้าวขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดของคนธรรมดาได้แล้ว... แต่ในสายตาของนายทุนที่ถือว่าตัวเองสูงส่ง เขาก็ยังเป็ได้แค่พนักงานกินเงินเดือนที่ 'หยุดงานก็อดตาย' เป็เพียงคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีความสำเร็จใดๆ ให้จับต้องได้อยู่ดี
ดังนั้นพวกเขาจึงทำตามพล็อตน้ำเน่าด้วยการกีดกันความรักของหนุ่มสาว พร้อมทั้งเร่งเฟ้นหาคู่ครองที่เหมาะสมตามมาตรฐานมาให้เหวินอินที่ถึงวัยแต่งงาน
และฉู่ชิวไป๋... ก็คือเป้าหมายที่ถูกเลือกคนนั้น
ความรักจริงๆ แล้ว นับั้แ่ฉู่ชิวไป๋อายุย่างเข้ายี่สิบ หานรุ่ยฉินก็คอยแนะนำหญิงสาวที่เหมาะสมให้เขาอยู่เรื่อยๆ แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถบอกใครได้ของตัวเอง เขาจึงปฏิเสธมาตลอด โดยมักจะอ้างว่างานยุ่งหรือไม่มีเวลาอยู่เสมอ
เดิมทีหานรุ่ยฉินเองก็ถอดใจไปแล้ว เธอแทบไม่ได้คาดหวังอะไรกับเื่ของเขาและเหวินอินเลยด้วยซ้ำ
ใครจะไปนึกว่า คนที่คอยวิ่งหนีการดูตัวราวกับหนีสัตว์ร้ายอย่างฉู่ชิวไป๋ จู่ๆ กลับคิดได้ และเป็ฝ่ายแอดวีแชทเหวินอินไป ก่อนที่จะย้ายไปทำงานที่จิงซื่อ
เหวินอินเป็คนสุภาพแต่ก็ตรงไปตรงมา เธอรับคำขอเป็เพื่อนของฉู่ชิวไป๋ และส่งข้อความแรกมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
[สวัสดีค่ะคุณฉู่ ฉันชื่อเหวินอิน ได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของคุณมานานแล้ว แต่ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ... ฉันมีแฟนแล้วค่ะ]
ฉู่ชิวไป๋ตอบกลับไปเร็วยิ่งกว่า เขาพิมพ์ว่า:
[ผมรู้ครับ]
[????????]
เมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามที่เรียงกันเต็มบรรทัด ฉู่ชิวไป๋จำได้ลางๆ ว่าตอนนั้นเขาเหมือนจะยิ้ม... หรือบางทีอาจจะไม่ได้ยิ้มก็ได้
ความะเืใจที่ได้รับจากฉู่เจียงไหลใน่วันเวลานั้นมันหนักหนาสาหัสเกินไป
จนในตอนนี้เขาจำได้เพียงความหวาดกลัวจนเหมือนจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ ส่วนอารมณ์อื่นๆ เมื่อเทียบกับความรู้สึกนั้นแล้ว... แทบไม่มีค่าอะไรเลย
แฟนหนุ่มของเหวินอินที่ชื่อกู้ิเลี่ยงก็เป็หมอเหมือนกัน
เมื่อก่อนตอนที่ไปประชุมในเมือง ฉู่ชิวไป๋เคยบังเอิญเห็นทั้งคู่มีปากเสียงกันเื่ที่ถูกผู้ใหญ่กีดกันความรักในมุมลับตาคน แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาคืนดีกัน
สายตาของสังคม... แรงกดดันจากวงศ์ตระกูล... ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปเป็ร้อยปีแล้วแท้ๆ
ฉู่ชิวไป๋มองว่าสิ่งคร่ำครึเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมาเป็กำแพงขวางกั้นความรักของคนยุคปัจจุบันอีกต่อไป
ความรักควรจะเป็สิ่งที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่จำเป็ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม เป็ความรู้สึกที่เ็ปแต่ก็งดงามและอิสระเสรี
คนเราควรจะกล้าหาญให้มากกว่านี้สักหน่อย...
เหมือนอย่างเขา... ที่ใจกล้าบ้าบิ่น ริอ่านมีความรักที่ผิดครรลองครองธรรม
ความรักคือความกล้าหาญที่เกือบจะบ้าบิ่น คือความโง่เขลาในแบบที่ยอมเสียสละได้ทุกอย่าง...
เมื่ออยู่ต่อหน้าความรัก ต่อให้เป็ความสุขที่สั้นที่สุด ก็คุ้มค่าพอที่จะแลกมาด้วยชีวิตทั้งชีวิต