กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักสะบั้นดังขึ้น ข้อมือของหลิวเช่อถูกฉู่ซิวบิดหัก ทำเอาผู้คนที่มองดูต่างพากันเหงื่อกาฬแตกพล่าน
หลิวเช่อแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ขาวซีด จนถึงป่านนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือความจริง
“ไอ้คนถ่อย ข้าจะสู้กับเ้าจนกว่าจะตายกันไปข้าง!” หลิวเช่อฝืนข่มความเ็ปที่ข้อมือ ะเิปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง มืออีกข้างซัดหมัดอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมออกไป
แม้หมัดของหลิวเช่อจะทรงพลังยิ่งนัก ทว่าในสายตาของฉู่ซิวกลับมิใช่สิ่งใดเลย มือที่กุมข้อมือของหลิวเช่อออกแรงยกขึ้น ออกแรงหิ้วร่างของหลิวเช่อลอยขึ้นเหนือพื้น
ฉู่ซิวเหวี่ยงแขน สะบัดร่างหลิวเช่อหมุนควั่นกลางอากาศรอบหนึ่ง หลังตั้งฉากหลบหมัดของหลิวเช่อได้ ก็ทุ่มร่างหลิวเช่อออกไปตรง ๆ อัดลงกับเวทีประลองอย่างแรง จนพื้นหินยุบตัวกลายเป็หลุมใหญ่
หากหลิวเช่อไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับฉู่เฉิงเยี่ย ฉู่ซิวก็คงจะยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ทว่าในเมื่อหลิวเช่อเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับฉู่เฉิงเยี่ย ฉู่ซิวจึงไม่อยากเกรงใจอีกต่อไป ยามลงมือจึงไร้ซึ่งความปรานีแม้แต่น้อย
เมื่อมองดูหลิวเช่อที่นอนหายใจรวยระรินอยู่บนเวทีประลอง ฉู่ซิวก็หันไปมองกรรมการตัดสินข้างเวที เอ่ยปากว่า “ประกาศผลลัพธ์ได้หรือยังขอรับ?”
กรรมการตัดสินเองก็ตกตะลึงกับพละกำลังที่ฉู่ซิวแสดงออกมา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติ เร่งประกาศผลลัพธ์สุดท้าย
“เวทีประลองหมายเลขเก้าสิบแปด ฉู่ซิวชนะ!”
เผชิญหน้ากับผลลัพธ์เช่นนี้ ผู้คนทั้งหมดในลานประลองต่างก็เหนือความคาดหมาย พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านการสอบระดับอำเภอมาได้ไม่นาน จะมีพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ฉู่เฉิงเยี่ยในยามนี้กลายเป็คนบ้าใบ้ไปแล้ว เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนจ้องมองฉู่ซิวตาไม่กระพริบ ั์ตาเต็มไปด้วยความริษยาและอึดอัดขัดข้องใจ ทั้งที่ฉู่ซิวถูกตระกูลฉู่ขับไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว เหตุใดเขาจึงยังก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้กัน? กระทั่งศิษย์เก่าก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขา!
ทว่าต่อให้คนเหล่านี้จะรู้สึกเหลือเชื่อเพียงใด แต่เมื่อมีภาพของหลิวเช่อเป็บทเรียนเตือนใจ ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าประลองกับฉู่ซิวอีกเลย อย่างไรเสีย เวทีประลองของฉู่ซิวก็อยู่อันดับที่เก้าสิบแปดเท่านั้น สู้เอาเวลาไปทุ่มเทชิงชัยกับเวทีประลองอันดับต้น ๆ ยังจะดีกว่าต้องมาเสี่ยงแลกกับฉู่ซิว
ในพริบตาฉู่ซิวก็กลายเป็บุคคลที่ทุกคนในลานประลองไม่อยากท้าประลองด้วยที่สุด ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างหลีกห่างจากเขา ไม่กล้าเข้าไปหาเื่อีก
ฉู่ซิวรออยู่นานครู่ใหญ่ก็ยังไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ เขาจึงทอดสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของฉู่เฉิงเยี่ย นับั้แ่ก้าวเข้าสู่สนามสอบถงซื่อ ตัวตลกผู้นี้คอยท้าทายตนมาโดยตลอด ยามนี้ตนไม่จำเป็ต้องปกปิดพละกำลังอีกต่อไป จึงไม่อยากเกรงใจเขาอีก แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฉู่เฉิงเยี่ย มิใช่ว่าเ้าคิดจะสั่งสอนข้าหรอกหรือ? ยามนี้เหตุใดจึงไม่กล้าก้าวขึ้นสู่บนเวทีประลองเล่า?”
เมื่อถูกฉู่ซิวท้าทาย สีหน้าของฉู่เฉิงเยี่ยพลันหมองมืดน่าเกลียดอย่างยิ่ง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกตบฉาดใหญ่ แทบอยากจะหาแผ่นดินกลบหน้าซ่อนตัว ผ่านศึกเมื่อครู่นี้มาสองนัด ฉู่เฉิงเยี่ยรู้ดีว่าตนไม่มีทางเป็คู่มือของฉู่ซิว ต่อให้ต้องกลายเป็ตัวตลกในสายตาของทุกคน เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้เวทีไม่ขยับไปไหน
เห็นฉู่เฉิงเยี่ยเงียบงันทำตัวเป็เต่าหดหัว ฉู่ซิวก็ไม่อยากเสียเวลาไปกับตัวตลกผู้นี้อีก อย่างไรเสีย เป้าหมายของเขาในการประลองใหญ่หนนี้คือสามอันดับแรก เขาไม่อยากถูกคนอย่างฉู่เฉิงเยี่ยดึงเวลาไป
กวาดสายตามองรอบทิศ แผดเสียงตวาดก้อง “ยังจะมีผู้ใดมาท้าประลองอีกหรือไม่?”
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ยามเห็นไร้ผู้คนก้าวเข้ามาท้าประลอง ฉู่ซิวก็ะโลงจากเวทีประลอง เดินตรงไปยังกลุ่มเวทีประลองอันดับต้น ๆ ทันที ทุกคนไม่ได้แปลกใจกับการตัดสินใจของฉู่ซิวเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยพละกำลังของฉู่ซิว ย่อมมีความสามารถเพียงพอที่จะท้าประลองผู้เฝ้าเวทีประลองอันดับต้น ๆ อยู่แล้ว
ทว่าพวกเขายากจะรู้นักว่า ยามนี้ฉู่ซิวคิดจะท้าประลองกับผู้ใดกันแน่?
เนื่องจากเื่ของหลิวเช่อ ผู้คนที่ให้ความสนใจฉู่ซิวในลานประลองจึงมีมหาศาล ยามเห็นฉู่ซิวโดดลงจากเวทีประลอง ไม่เพียงแต่ผู้คนที่อยู่ใต้เวทีเท่านั้น แม้แต่เหล่าผู้เฝ้าเวทีประลองเองก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา พวกเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตึงมืออย่างฉู่ซิว ยามฉู่ซิวเดินผ่านเวทีประลองของพวกเขา สีหน้าของแต่ละคนต่างก็ตระหนกตึงเครียดเป็ที่สุด
เดินมาถึงหน้าเวทีประลองหมายเลขสามสิบ ฉู่ซิวไม่มีทีท่าจะหยุดก้าว ยินดีก้าวเท้าต่อไปยังกลุ่มเวทีประลองยี่สิบอันดับแรก ฝูงชนเห็นฉู่ซิวคิดจะท้าประลองยี่สิบอันดับแรกของการประลองใหญ่ สีหน้าบนใบหน้าก็พลันตึงเครียดขึ้นมา การเอาชนะหลิวเช่อได้อย่างง่ายดายเมื่อครู่ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีพละกำลังท้าประลองยี่สิบอันดับแรกได้จริง ๆ !
ดังนั้น ทุกคนจึงอยากรู้อย่างยิ่งว่า ฉู่ซิวจะไปหยุดลงที่หน้าเวทีประลองแห่งใด
ภายใต้สายตาตื่นเต้นตึงเครียดของทุกคน ฉู่ซิวเดินผ่านเวทีประลองหมายเลขยี่สิบ หมายเลขสิบเก้า หมายเลขสิบแปดไปตรง ๆ ...
“หรือว่าเขาคิดจะท้าประลองสิบอันดับแรก?” เห็นฉู่ซิวไร้ซึ่งทีท่าจะหยุดก้าว เสียงตื่นตระหนกใก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
ทุกคนจ้องมองฉู่ซิวตาไม่กระพริบ ยามฉู่ซิวเดินผ่านเวทีประลองหมายเลขสิบ สีหน้าของผู้คนก็กลับกลายเป็เย้ยหยันสบประมาทอีกครั้ง
“ไอ้เด็กใหม่คนนี้มันสามหาวเกินไปแล้ว! ถึงกับกล้าไปท้าประลองสิบอันดับแรก!”
“หลิวเช่อติดอันดับสูงสุดในการประลองใหญ่ก็แค่ที่สิบแปดเท่านั้น มันเอาความมั่นใจมาจากไหนคิดว่าตนท้าประลองสิบอันดับแรกได้?”
“บางทีมันอาจคิดว่าเอาชนะหลิวเช่อได้ง่าย ๆ แล้วจะก้าวเข้าสู่สิบอันดับแรกได้กระมัง? แต่มันไม่สืบดูล่วงหน้าหรือไร ว่าสิบอันดับแรกกับยี่สิบอันดับแรกน่ะ ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!”
“ไอ้เด็กใหม่นี่วางท่าสามหาวนัก หวังว่าศิษย์พี่สิบอันดับแรกจะช่วยสั่งสอนมันให้รู้สำนึก!”
เสียงสบประมาทยังไม่ทันสิ้นสุด ฉู่ซิวก็เดินมาถึงหน้าเวทีประลองหมายเลขห้าแล้ว
หลินเหยียนจ้องมองฉู่ซิวตาไม่กลอก ในสมองฉายภาพยามพบเจอฉู่ซิวครั้งแรกขึ้นมา เขากระแทกด้ามดาบใหญ่ลงกับพื้น แค่นเสียงฮึ่ม “ที่แท้ก็เป็เ้า!”
ทว่าในยามที่เขากำลังฮึกเหิมเปี่ยมด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้นั้นเอง อีกฝ่ายกลับเมินเฉยเขาไปเสียอย่างนั้น จากนั้น ก็เห็นฉู่ซิวเมินเฉยทั้งเซียนกระบี่หญิงหลิ่วฉินและเทพทวนโจวหรูชาง ก้าวเท้าต่อไปยังเวทีประลองอันดับที่สอง
หลิ่วฉินผู้มีเรือนร่างงดงามเลิศลอย ถือกระบี่ล้ำค่าจ้องมองฉู่ซิวด้วยสายตาเยียบเย็น เอ่ยด้วยความไม่พอใจ “เป็เพียงนักเรียนใหม่ กล้าสามหาวถึงเพียงนี้!”
“ข้ากลับรู้สึกว่าไอ้หนูนี่ไม่เบา หากไร้ซึ่งความกล้าที่จะท้าประลองผู้แข็งแกร่ง จะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งได้อย่างไร?” โจวหรูชางในมือถือจอกเหล้า เอนกายพิงทวนเล่มโต ชมชอบในตัวฉู่ซิวอย่างยิ่ง
บัณฑิตหน้าขาวเยี่ยเจ๋อมองดูฉู่ซิวที่เมินเฉยทุกคนจนเดินมาหยุดอยู่หน้าเวทีประลองของตน เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเย็น “ไอ้หนู เ้าคิดจะท้าประลองข้าอย่างนั้นหรือ?”
ฉู่ซิวไม่ได้เอ่ยวาจาใด ก้าวผ่านเวทีประลองของเยี่ยเจ๋อไปตรง ๆ แล้วไปหยุดลงที่หน้าเวทีประลองอันดับที่หนึ่ง
เวทีประลองอันดับที่หนึ่งกว้างใหญ่ยิ่งนัก ใหญ่เป็สองเท่าของเวทีประลองแห่งอื่น ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดคือ บนเวทีประลองอันดับที่หนึ่งกลับไร้ซึ่งผู้คน
“อาจารย์ ศิษย์พี่หลิวฉิงชางเล่าขอรับ?” ฉู่ซิวเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ผู้คนที่ได้ยินคำของฉู่ซิว สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึงยิ่งยวด จ้องมองฉู่ซิวด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ในใจแผดร้องอย่างใ หรือว่าไอ้เด็กใหม่คนนี้คิดจะท้าประลองหลิวฉิงชางด้วย?
กรรมการตัดสินเองก็ใกับคำพูดของฉู่ซิวไม่น้อย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตั้งสติได้ “หลิวฉิงชางทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตหลอมกระดูกแล้ว เนื่องจากพละกำลังของขอบเขตหลอมกระดูกและขอบเขตขัดเกลากายาห่างชั้นกันมหาศาล ทางสถาบันจึงมีกฎกติกาว่า ผู้ที่จะท้าประลองเขา ต้องมีขอบเขตพลังขอบเขตหลอมกระดูกเช่นเดียวกันเท่านั้น!”
ยินคำอธิบายของกรรมการตัดสิน ฉู่ซิวก็เกิดความนับถือต่อหลิวฉิงชางที่ไม่เคยพบหน้าผู้นี้ขึ้นมาแวบหนึ่ง อย่างไรเสีย การจะทะลวงผ่านสู่ขอบเขตหลอมกระดูกได้ั้แ่ยังอยู่ในสนามสอบถงซื่อ พร์ของหลิวฉิงชางผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
ในเมื่อไม่อาจท้าประลองอันดับที่หนึ่งของการประลองใหญ่ได้ ฉู่ซิวจึงทำได้เพียงเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของเยี่ยเจ๋ออันดับที่สอง
ต่อหน้าสายตาของทุกคน ฉู่ซิวเดินก้าวขึ้นสู่เวทีประลองอันดับที่สองโดยตรง
ยามก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง ฉู่ซิวประสานมือคารวะเยี่ยเจ๋อ เอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อมสุภาพว่า
“ศิษย์พี่เยี่ยเจ๋อ ฉู่ซิวมาขอท้าประลองขอรับ!”