บทที่ 4 เดินทางไปรับตำแหน่ง ณ ดินแดนศักดินาฉู่หยาง
ต้นฤดูร้อนมาเยือน แสงแดดเผยความอบอุ่น
สยงอู่เหลียงนั่งอยู่บนรถม้าคันเล็กที่ไม่ได้หรูหรานัก เขาเดินทางอย่างไม่รีบร้อนมุ่งหน้าตรงไปยังฉู่หยาง โดยมีผู้ติดตามเพียงคนขับรถม้าคนเดียวเท่านั้น
เมื่อฉู่หวยหวางเห็นหลานชายของตนเป็ฝ่ายเสนอขอเดินทางกลับไปยังดินแดนศักดินาด้วยตนเอง จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ แม้จะยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์และอยากให้หลานชายผู้นี้รั้งอยู่ในวังเพื่อบ่มเพาะฝีมือต่อไป แต่เมื่อสยงอู่เหลียงมีท่าทีเด็ดเดี่ยว อีกทั้งหมี่เหิงผู้เป็รัชทายาทก็ช่วยพูดสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ ฉู่หวยหวางจึงไม่อาจฝืนขัดขวางได้
หมี่เหลียงผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์แห่งฉู่หยาง แม้จะมีบรรดาศักดิ์ที่โดดเด่นแต่เนื่องจากอายุยังน้อยจึงไม่ได้รับความสำคัญ อีกทั้งพำนักอยู่ในวังมานานจึงไม่มีสหายสนิทมากนัก การเดินทางครั้งนี้จึงไม่มีผู้ใดมาส่งเลย
ทว่ากลับมีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาจากซานหลูต้าฟูชวีหยวนเพื่อแสดงความยินดีที่คุณชายหมี่เหลียงได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์และไปครองเมือง!
ภายในจดหมายยังได้กำชับไว้ไม่กี่ประโยค เนื้อความโดยประมาณคือ ฉู่หยางตั้งอยู่ติดกับชายแดนแคว้นเยว่ ชาวเยว่นั้นดุร้ายป่าเถื่อนและลอบรุกล้ำพรมแดนอยู่บ่อยครั้ง จึงขอให้สยงอู่เหลียงระมัดระวังตัวให้มาก และเื่อื่น ๆ อีกเล็กน้อย...
สยงอู่เหลียงพอจะทราบว่าเหตุใดชวีหยวนจึงมีไมตรีต่อตน ประการแรกเพราะก่อนหน้านี้ในโถงใหญ่ ตนได้ช่วยชวีหยวนโน้มน้าวฉู่หวยหวาง ซึ่งเป็การช่วยส่งเสริมให้ชวีหยวนสามารถสยบความโอหังของเจาจวีคู่ปรับตลอดกาลได้โดยไม่รู้ตัว
ประการที่สองบิดาของตนอย่างสยงเวยต่อสู้รบกับกองทัพฉินจนตัวตาย ในฐานะผู้นำกลุ่มต่อต้านฉินและขุนนางผู้รักชาติอย่างแรงกล้า ชวีหยวนย่อมมีความรู้สึกสงสารและเห็นใจทายาทของผู้กล้าผู้ภักดีเช่นตนอยู่บ้าง
สำหรับการเตือนของชวีหยวนนั้นสยงอู่เหลียงรับทราบดีและไม่ได้กังวลใจมากนัก แม้ชาวเยว่จะดุร้ายแต่หากก้าวพ้นจากป่าเขาอันทุรกันดารออกมาจัดกระบวนทัพต่อสู้ พละกำลังในการรบย่อมด้อยกว่ากองทัพฉู่มาก
พวกชาวเยว่ที่ลงจากเขาอย่างมากที่สุดก็แค่ปล้นสะดมชาวบ้าน ไม่กล้าบุกโจมตีเมืองฉู่หยางหรอก ดังนั้นเื่ความปลอดภัยของตัวสยงอู่เหลียงจึงไม่ต้องกังวล
เสียงกีบม้าดังกึกก้องเดินทางออกจากเมืองอิ่งโตว ณ ศาลาพักม้าสิบลี้ กลับมีกลุ่มคนรอคอยอยู่ก่อนแล้ว! สยงอู่เหลียงเพ่งมองดูและพบว่าผู้นำกลุ่มคือรัชทายาทหมี่เหิง ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
"อู่เหลียงมิกล้ารบกวนให้ไท่จื่อต้องมาส่งด้วยพระองค์เองถึงเพียงนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ..."
หมี่เหิงโบกมือเป็สัญญาณว่าไม่ต้องมากพิธี แล้วกล่าวกับสยงอู่เหลียงว่า "ยามนี้เ้าหลุดพ้นจากกรงขังที่ชื่อว่าอิ่งโตวแล้ว... วันนี้พี่ชายร่วมตระกูลจะมาส่งเ้าด้วยตัวเอง"
พูดจบเขาก็รับจอกเหล้าสองจอกมาจากทหารองครักษ์ข้างกาย ก่อนจะส่งจอกหนึ่งให้สยงอู่เหลียง ส่วนอีกจอกหนึ่งดื่มรวดเดียวจนหมด! เมื่อวางจอกเหล้าลง หมี่เหิงก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "หลังจากถึงฤดูใบไม้ร่วง ข้าจะไปล่าสัตว์ที่เมืองศักดินาของเ้า ถึงตอนนั้นห้ามทำตัวห่างเหินเด็ดขาดนะ"
สยงอู่เหลียงทราบดีว่าหากรัชทายาทเสด็จไปล่าสัตว์ที่เมืองศักดินาของตน ย่อมเป็การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าหมี่เหลียง เ้าเมืองฉู่หยางวัยเยาว์ จะกลายเป็คนสนิทของว่าที่ฉู่หวางคนต่อไป และว่าที่ฉู่หวางไว้วางใจสยงอู่เหลียงเป็อย่างมาก เช่นนี้แล้วใครที่กล้ารังแกสยงอู่เหลียงย่อมต้องคิดทบทวนให้ดี
สยงอู่เหลียงรู้สึกตื้นตันใจจึงประสานมือให้หมี่เหิง "ตกลงตามนี้ กระหม่อมจะรอรับเสด็จรัชทายาทเมื่อเสด็จมาล่าสัตว์พ่ะย่ะค่ะ"
หมี่เหิงสะบัดมือ "ทหารเกราะห้าสิบนายนี้ล้วนเป็ยอดฝีมือองครักษ์ในวัง ข้าสั่งให้พวกเขามาคอยคุ้มครองเ้ากลับฉู่หยาง"
สยงอู่เหลียงรู้สึกอบอุ่นในใจจึงโพล่งออกมาว่า "ไท่จื่อ... หากวันหน้ามีเื่ลำบากประการใด สามารถมาขอความช่วยเหลือที่ฉู่หยางของกระหม่อมได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
หมี่เหิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ "ดี! ข้าขอรับน้ำใจของเ้าไว้แล้วกัน"
เมื่อเห็นท่าทางไม่ยี่หระของหมี่เหิง สยงอู่เหลียงจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ บางทียามนี้หมี่เหิงอาจยังรู้สึกว่าตนเป็รัชทายาทแห่งแคว้นฉู่ที่เกรียงไกร ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาสัญญาจากเ้าเมืองฉู่หยางตัวเล็ก ๆ อย่างตน
แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแคว้นฉู่จะเสื่อมถอยลงอย่างมากและไม่เหลือสภาพของแคว้นที่แข็งแกร่งอีกต่อไป และเมื่อถึงเวลานั้นหมี่เหิงผู้เป็รัชทายาทแคว้นฉู่อาจจะต้องไปเป็ตัวประกันในแคว้นอื่น การเป็ตัวประกันนั้นมีอันตรายถึงชีวิต
ในทางกลับกัน สยงอู่เหลียงมั่นใจว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฉู่หยางภายใต้การสร้างของตนจะต้องมีกำลังที่แข็งแกร่งเพียงพอแน่นอน! หลังถึงเวลานั้น แรงสนับสนุนของตนย่อมมีความหมายต่อรัชทายาทผู้ตกอับอย่างแน่นอน!
หลายวันต่อมา
"ผู้น้อยจงหัว! ขอต้อนรับท่านเ้าเมืองน้อยขอรับ!" เสียงที่ค่อนข้างห้าวและดังทำให้สยงอู่เหลียงที่กำลังหลับใหลอยู่บนรถม้าตื่นขึ้นมา การเดินทางที่สั่นะเืต่อเนื่องหลายวันทำให้สยงอู่เหลียงรู้สึกมึนหัว
เขาเพ่งมองและเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าซูบเซียว พร้อมสวมชุดเกราะเต็มยศคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่หน้ารถม้าของตน สยงอู่เหลียงขยี้ตาแล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง "จงหัว?" เขาไม่แปลกหน้ากับชื่อนี้เลย
จงหัวผู้นี้คือลูกน้องเก่าของสยงเวยผู้เป็บิดาของเขา และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็แม่ทัพกองทหารคนสนิทข้างกายสยงเวยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาช่วยชีวิตสยงเวยไว้ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง เป็คนสนิทที่จงรักภักดีอย่างที่สุด
"แม่ทัพจง ไม่ได้พบกันนานเลยนะ" ลูกน้องเก่าที่ซื่อสัตย์เช่นนี้คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของขุนนางผู้เป็นายในยุครณรัฐ สยงอู่เหลียงย่อมไม่ปฏิบัติอย่างละเลย เขารีบลุกขึ้นจากรถม้าเพื่อทำความเคารพทันที
จงหัวรีบเบี่ยงตัวหลบการคำนับของสยงอู่เหลียง "มิกล้ารับการคำนับจากท่านเ้าเมืองน้อย... ผู้น้อยไร้ความสามารถคุ้มกันบกพร่อง จึงมิอาจปกป้องท่านเ้าเมืองผู้เฒ่าเอาไว้ได้... ขอคุณชายโปรดลงอาญาด้วย!" จงหัวพูดไปพูดมาก็ถึงกับน้ำตาไหลออกมา
สยงอู่เหลียงประคองจงหัวให้ลุกขึ้น "ท่านพ่อต่อต้านฉินต่อสู้จนตัวตายเพื่อชาติ ถือเป็เกียรติยศของฉู่หยาง อีกทั้งในศึกตานหยางแม่ทัพจงสู้ตายสังหารทหารฉินไปหลายสิบนายจนาเ็สาหัสหมดสตินับว่าทำหน้าที่เต็มที่แล้ว ความตายของท่านพ่อต้องโทษชาวฉินมิใช่ความผิดของแม่ทัพจงเลย"
การยอมรับจากสยงอู่เหลียงดูเหมือนจะมีความหมายต่อจงหัวมาก เขาระบายลมหายใจยาวออกมา ราวกับโซ่ตรวนทางจิตใจที่แบกรับมานานได้รับการปลดปล่อยเสียที จงหัวก้มศีรษะลงอย่างลึกซึ้ง "ผู้น้อยยินดีถวายชีวิตรับใช้คุณชาย... คุณชายเรียกชื่อผู้น้อยตรง ๆ ได้เลยขอรับ"
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกท่านว่าลุงจงก็แล้วกัน" สยงอู่เหลียงยิ้มและโบกมือ "ถึงฉู่หยางแล้วหรือ?"
จงหัวกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที "อีกสามสิบลี้ข้างหน้าก็ถึงเขตฉู่หยางแล้วขอรับ ผู้น้อยคำนวณว่าคุณชายจะถึงเมืองศักดินาวันนี้ จึงนำเหล่าลูกน้องเก่าของท่านเ้าเมืองผู้เฒ่ามารอรับที่นี่ล่วงหน้า"
ด้านหลังของจงหัว ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามสิบกว่าคนประสานมือให้สยงอู่เหลียงพร้อมกัน "คำนับคุณชาย! พวกข้าล้วนเป็ทหารคนสนิทของท่านเ้าเมืองผู้เฒ่าขอรับ"
จงหัวกล่าวว่า "เดิมท่านเ้าเมืองผู้เฒ่ามีลูกน้องแปดร้อยนาย ทว่าในศึกเืนองที่ตานหยางกับทหารฉิน พี่น้องเกือบทั้งหมดสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องท่านเ้าเมืองผู้เฒ่า ยามนี้คนที่ยังขยับเขยื้อนได้มีเพียงสามสิบห้านายที่อยู่ตรงหน้านี้แล้วขอรับ"
ชายฉกรรจ์สามสิบห้านายคุกเข่าลงพร้อมกันพร้อมร้องไห้ออกมา "พวกข้าไร้ความสามารถมิอาจคุ้มครองความปลอดภัยของท่านเ้าเมืองผู้เฒ่าได้..."
สยงอู่เหลียงรู้สึกะเืใจอย่างยิ่ง จึงเดินลงจากรถม้าและเข้าไปประคองทุกคนให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง "ชาวฉินติดค้างหนี้เืกับชาวฉู่ของข้า ย่อมต้องชำระคืนในสักวัน สยงอู่เหลียงผู้นี้ปรารถนาจะพัฒนาเมืองศักดินาและกอบกู้ชื่อเสียงของเ้าเมืองฉู่หยางให้กลับมาเกรียงไกร ยามนี้มีพวกท่านคอยสนับสนุนข้าก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก"
ทุกคนะโพร้อมกัน "ยินดีถวายชีวิตรับใช้ท่านเ้าเมืองน้อยขอรับ!"
สยงอู่เหลียงกล่าวให้กำลังใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทุกคนจึงรวมกลุ่มกันเพื่อมุ่งหน้าสู่ฉู่หยาง
จากการบอกเล่าของจงหัวทำให้สยงอู่เหลียงพอจะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองศักดินา ทั่วฉู่หยางมีประชากรประมาณสามพันครัวเรือน รวมแล้วเกือบหนึ่งหมื่นห้าพันคน จำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลยและเกินกว่าเกณฑ์ของบรรดาศักดิ์ระดับจวินไปมาก
แม้แต่ระดับโหวทั่วไปก็ยังได้รับศักดินาเพียงพันครัวเรือน เห็นได้ชัดว่าฉู่หวยหวางปฏิบัติต่อสายเืเ้าเมืองฉู่หยางอย่างไม่ขี้เหนียวจริง ๆ
ยามนี้สยงอู่เหลียงคำนวณในใจ ตนมีที่ดิน มีแรงงาน อีกทั้งยังมีลูกน้องฝีมือดีที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้เต็มร้อยอีกสามสิบกว่าคนอยู่ตรงหน้า กลุ่มบุกเบิกเช่นนี้หากพูดถึงการจัดสรรกำลังแล้วถือว่าไม่ต่ำเลยทีเดียว
ด้วยความรู้จากอีกสองพันปีข้างหน้า ทรัพยากรที่มีและทีมงานชุดนี้ การจะทำให้ฉู่หยางเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็หลังมือภายในหนึ่งหรือสองปี ย่อมไม่ใช่เื่ยากเลย