(จบ)ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70

    บทที่ 38 ได้รับการว่าจ้างใหม่แล้ว

    บทที่ 38 ได้รับการว่าจ้างใหม่แล้ว


    แน่นอนว่าป้าฮวาไม่ได้มาหาฉินเสี่ยวซู่ แต่เธอมาหาไป๋อวี้ 


    หญิงสาวก็รู้เรื่องนี้ดีเช่นกัน


    เธอเคยเจรจาต่อรองกับผู้คนในชาติก่อนมามากมาย จึงแกล้งโง่ได้อย่างแนบเนียน


    ป้าฮวาทรุดตัดนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กที่อยู่ในลานบ้าน


    “อิ้งหงบอกว่าเธอรู้หนังสือและคำนวณบัญชีได้...”


    ทันทีที่หญิงชราเริ่มพูด ไป๋อวี้ก็ส่ายหน้าทันที


    “ป้าคะ ฉันไม่อยากกลับไปทำงานนั้น พอฉันเก็บสวนเรียบร้อยแล้ว ป้าก็ให้ฉันไปทำงานที่นาในความรับผิดชอบเถอะค่ะ ฉันว่าตอนนี้ฉันทำไร่ไถนาได้แล้ว”


    หญิงสาวพูดพลางมองไปที่ดินของตัวเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ


    ป้าฮวาหัวเราะเมื่อเห็นมัน และอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อเธอ “นี่เรียกว่าทำไร่ไถนางั้นเหรอ? เธอไม่มีทางรู้หรอกว่ามันยากแค่ไหนจนกว่าจะได้ไปทำดูจริง ๆ”


    “ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งคะ ฉันคิดว่าฉันทำได้” ไป๋อวี้กล่าว


    “ทำได้อะไรกัน รูปร่างเล็ก ๆ ของเธอเทียบกับผู้หญิงในชนบทไม่ได้เลย ขนาดยุวชนหญิงบางคนจากในเมืองทำงานมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ยังสามวันดีสี่วันไข้”


    เธอไม่ได้พูดเกินจริง ที่นาในความรับผิดชอบล้วนเป็นพื้นที่รกร้างและต้องขุดมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังมีขนาดใหญ่มากอีกด้วย


    คนหนึ่งต้องรับผิดชอบที่ดินผืนหนึ่งโดยที่ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย


    ต้องทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทั้งวันยกเว้นเวลาอาหาร


    ไป๋อวี้ยังคงลังเล “บางทีฉันอาจจะทำมันได้…”


    ป้าฮวากล่าวว่า “เธอรู้หนังสือและคำนวณบัญชีได้ ตอนนี้ในหมู่บ้านก็ขาดคนที่รู้หนังสือและคำนวณบัญชีอยู่ เธอจะไปทำงานใช้แรงกายทำไมกัน? ฉันคุยกับลุงของเธอแล้ว ถ้าเธอเต็มใจไปทำ คะแนนงานจะเพิ่มเป็นเจ็ดวัน”


    ขึ้นเงินเดือนเหรอ!


    นี่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการจ้างงานใหม่ จึงไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น


    แต่ไป๋อวี้ยังคงแอบมีความสุข


    ทว่าใบหน้าของเธอยังคงตึงเครียดและดูลำบากใจเล็กน้อย “ป้า ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย แต่ฉันไม่รู้ว่า…”


    “ฉันเข้าใจ! ฉันเข้าใจ!”


    ป้าฮวามีบุคลิกเข้มแข็งมาตลอด แต่ในขณะนี้กลับมีสีหน้าลำบากใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า


    หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ลดเสียงลงและพูดว่า “ฉันไม่กลัวเธอหัวเราะเยาะหรอกนะ แต่จนถึงทุกวันนี้เขายังไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนเอาไปเลย”


    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สองผู้เฒ่าทุบตีจ้าวต้าหมินเช้ากลางวันเย็น


    เขาทั้งถูกทุบตีและดุด่า แต่ก็ไม่กล้าบอกว่าไป๋อวี้เป็นคนขโมยอีกต่อไปแล้ว


    เพราะถ้าบอกเช่นนั้นก็จะถูกทุบตีหนักยิ่งขึ้น


    ตามความคิดของจ้าวโหย่วเต๋อ ถ้าไป๋อวี้เป็นคนขโมยกุญแจและเงินไปจริง ๆ ก็ต้องมีความเคลื่อนไหวบ้าง


    พูดให้ถูกก็คือ เธอต้องสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลภายนอกเพื่อขโมยของในโกดัง


    ในช่วงหลายวันหลังจากเปลี่ยนกุญแจ เหล่าจ้าวให้คนยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกโกดังทุกวัน แต่ไม่พบการเคลื่อนไหวใด ๆ


    พูดง่าย ๆ ก็คือได้เงินแล้วทำไมไม่หนีไปล่ะ?


    แต่เธอกลับไม่เป็นเช่นนั้น


    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หญิงสาวอยู่บ้านทำงานหนัก ขุดผักป่า และเก็บกวาดลานบ้าน


    ดูไม่เหมือนคนที่ไปขโมยเงินจำนวนมากและกุญแจโกดังสินค้ามาเลยสักนิด


    สองผู้เฒ่าก็ค่อย ๆ ล้มเลิกความคิดที่จะจับหัวขโมย เพื่อที่จะไม่เป็นการถีบหัวส่งลูกชายตนเองออกไป เขาจึงทำได้เพียงปล่อยผ่านเรื่องนี้


    สิ่งที่พวกเขาพูดกับโลกภายนอกคือ ‘เด็กคนนี้ไว้ใจไม่ได้และสะเพร่าทำของหาย’


    ผู้คนในฉินเจียถุนก็แสดงความเข้าใจเช่นกัน ท้ายที่สุดเหล่าจ้าวก็ไม่ริบงานที่มอบให้เขาคืน


    “อิ้งหงรู้สึกเสียใจต่อเธอ” ป้าฮวาพูดอย่างจริงใจ “เธอทำงานได้ดีมาก จะปล่อยผ่านไปได้ยังไง”


    ไป๋อวี้พูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ทั้งต้าซานและเสี่ยวซู่ต่างก็บอกแล้วว่าจะไม่ออกไปทำงานก็ไม่เป็นไร…”


    “แต่เธอบอกว่าจะไปทำงานที่ทุ่งนา” ป้าฮวาขัดจังหวะเธอและถอนหายใจ “ถ้าเธอไปจริง ๆ ฉันก็คงรู้สึกละอายใจมาก ฟังป้าแล้วกลับมาช่วยงานพี่สะใภ้เถอะ”


    ไป๋อวี้ยังคงลังเล


    ความจริงแล้วเมื่อมาถึงขั้นนี้ก็ถือว่าเธอควรต้องไปทำงานตามที่ป้าฮวาบอก


    แต่… 


    เธอตอบตามตรง “ป้า ความจริงแล้วฉันไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่”


    ความหมายก็คือเธอไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับจ้าวต้าหมิน


    ป้าฮวาก็เข้าใจและพูดทันทีว่า “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลหรอก ฉันจะให้อิ้งหงเป็นคนมาหาเธอเอง”


    ไป๋อวี้พูดด้วยความประหลาดใจ “คะ? ได้เหรอคะ?”


    ป้าฮวากล่าวว่า “ได้สิ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เธอต้องทำก็แค่คำนวณบัญชี ส่วนงานอื่นก็คล้ายกับงานของหลี่หมิง”


    ในความเป็นจริงแล้ว หญิงชรามาถึงที่นี่ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกผิดต่อไป๋อวี้ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ้าวอิ้งหง


    จ้าวอิ้งหงเป็นคนฉลาดและมีความสามารถ ถึงจะไม่ได้เรียนมาสูง แต่เธอก็เรียนรู้ด้วยตัวเองได้มากมาย


    ตอนนี้เธอสามารถทำงานได้แล้ว แต่มันคงจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่ต้องทำงานคนเดียว คงดีกว่าถ้าไป๋อวี้มาเป็นผู้ช่วยของเธอ


    เพื่อโน้มน้าวไป๋อวี้ ป้าฮวาที่เคร่งขรึมมาโดยตลอดถึงกับเกลี้ยกล่อมให้ฉินเสี่ยวกั่วมาช่วย


    “กั่วเอ๋อร์ช่วยเกลี้ยกล่อมให้แม่มาช่วยป้าอิ้งหงทำงานหน่อยสิ แล้วย่าจะซื้อขนมให้”


    ฉินเสี่ยวกั่วที่อยู่ในอ้อมแขนของป้าฮวาหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข


    เด็กน้อยพูดอย่างออดอ้อน “แม่คะ รับปากคุณย่าเถอะค่ะ คุณย่าดีกับหนูมากเลย”


    ไป๋อวี้หัวเราะหลังจากได้ยินสิ่งนี้


    เด็กคนนี้รู้มากจริง ๆ


    หญิงสาวจึงทำได้แค่พูดอย่างเอียงอาย “ฉันจะพยายามช่วยงานให้ดีที่สุดค่ะ”


    ป้าฮวาถอนหายใจด้วยความโล่งอก


    โดยปกติแล้วเธอมักจะบริหารจัดการบุคคลและกิจการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด และก็ไม่ใช่คนพูดมากนัก


    ตอนนี้เมื่อไป๋อวี้ตอบตกลง หญิงชราจึงไปช่วยไถพรวนดินในลาน


    สิ่งนี้ทำให้ไป๋อวี้ตกตะลึง


    …….


    หลังจากที่ป้าฮวาจากไปแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นจ้าวอิ้งหงก็มาหา


    ไป๋อวี้สังเกตเห็นว่า สีหน้าของเธอดูรู้สึกลำบากใจยิ่งกว่าป้าฮวาเสียอีก


    นอกจากนี้ยังมีผักที่ตนชอบอยู่ในมือของเธออีกด้วย...


    ตัวของหญิงสาวเองก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยเช่นกัน


    เธอจึงพูดกับจ้าวอิ้งหงโดยตรง “พี่สะใภ้ ฉันอยากจะพูดอะไรให้พี่ฟังสักหน่อย”


    จ้าวอิ้งหงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “พูดมาสิ”


    “เรื่องนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับลุงจ้าว ป้าฮวาและโดยเฉพาะพี่ พวกพี่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้จริง ๆ ฉันแยกแยะได้”


    จ้าวอิ้งหงก้มศีรษะลงครู่หนึ่งหลังจากได้ยินสิ่งนี้


    จากนั้นไป๋อวี้ก็พบว่าเธอกำลังร้องไห้...


    จ้าวอิ้งหงซึ่งแสดงตัวเองว่าเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมาโดยตลอดกำลังร้องไห้!


    “เอ่อ? พี่อิ้งหง...”


    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจ้าวอิ้งหงอาจรู้สึกอัดอั้นตันใจมาโดยตลอด และตอนนี้เธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป


    “ฉัน ฉันไม่มีหน้าจะมาเจอเธอ…” จ้าวอิ้งหงปิดหน้าของตนแล้วพูดว่า “เขามันไม่ใช่คน…”


    เธอมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเช่น เรื่องที่เธอไม่รู้ว่าไป๋อวี้เอาของไปจริง ๆ ...


    แต่หญิงสาวเข้าใจอย่างชัดเจนว่าสามีตนนั้นคิดว่าไป๋อวี้เป็นคนที่เขาสามารถข่มเหงรังแกได้ง่าย


    สิ่งนี้ทำให้เธอนึกถึงการที่จ้าวต้าหมินเลือกลงมือกับคนที่ไม่กล้ามีปากเสียงโดยเฉพาะ


    เธอรู้สึกแย่มากจนนอนไม่หลับ และทุกวันนี้ก็ไม่กล้าเงยหน้าสู้สายตาคนอื่น


    เมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่กล้าร้องไห้ ทว่าตอนนี้เพียงแค่ไป๋อวี้พูดไม่กี่คำ เธอกลับหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย


    ฉินเสี่ยวกั่วได้ยินจึงวิ่งจากด้านนอกเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วกอดขาของเธอไว้


    “คุณป้า ร้องไห้ทำไมคะ?”


    จากนั้นก็เลียนแบบวิธีที่แม่ใช้ในการปลอบโยนตน เด็กน้อยตบขาของจ้าวอิ้งหง “ป้าคะ เด็กดี โอ๋ ๆ อย่าร้องไห้นะ”


    สิ่งที่เกิดขึ้นคือจ้าวอิ้งหงคว้าเธอเข้ามากอดในขณะที่กำลังร้องไห้


    ไป๋อวี้ไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นจึงไม่ได้ถามว่าทำไมเธอถึงยังไม่หย่าสักที


    ตอนนี้เธอแค่ต้องเล่นบทเป็นถังขยะที่ตั้งอยู่อย่างเงียบ ๆ เท่านั้น


    หลังจากที่จ้าวอิ้งหงสงบลง ไป๋อวี้ก็พูดว่า


    “พี่สะใภ้ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พี่จะต้องทำอะไรสักอย่าง เรื่องผู้ชายอะไรนั่นเอาไว้ก่อน ฉันคิดว่าพี่เป็นคนที่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70 ที่คุณอ่าน