แต่ที่ไหนได้เมื่อแมวไม่อยู่ หนูจึงตั้งใจหนี
แผนการของหนูตัวแสบอย่างปรีดิ์รติจึงเป็นไปตามตกลงกับพริมาส่วนตัวหล่อนนั้นกลับนั่งเฉิดฉายอยู่ในรถยนต์ปอร์เช่พานาเมร่า สีตะกั่วซึ่งถือเป็นรุ่นยอดนิยมของลูกเศรษฐีอยู่เหมือนกัน ความเร็วของรถแล่นฉิวอยู่บนท้องถนนวิ่งจากออฟฟิศของปูจ๋ามุ่งหน้ามาจนถึงบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ของตระกูลวลัยลักษณ์โดยเจ้าของรถอย่างไวภพเป็นสารถีขับมาส่งถึงที่
แต่ก่อนปรีดิ์รติไม่เคยให้ความสนใจตัวไวภพสักเท่าไหร่นักเมื่อตอนที่เขามาติดพันหล่อนในช่วงมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ตอนนั้นเขาก็เหมือนลูกเศรษฐีทั่วไปที่ดาหน้ามารุมล้อมตัวหล่อนให้เลือกนับสิบไม่มีความโดดเด่นน่าสนใจ เพราะเงินทองที่เขามี...หล่อนก็มี ยิ่งเป็นฐานะทางสังคมเผลอๆชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของหล่อนอาจจะดังกว่าจนครอบครัวของไวภพเทียบไม่ติดหล่อนรู้แต่เพียงว่าพ่อกับแม่ของไวภพเป็นเศรษฐีแถวภาคเหนือ ค้าขายเกี่ยวกับที่ดินอสังหาริมทรัพย์เทือกนั้น ทำให้หล่อนเมินผ่าน ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา
แต่ในระยะหลังก่อนที่หล่อนจะพยายามทำตัวเหินห่าง ไม่ให้ความสนิทสนมเหมือนเก่าเพราะเกรงว่าคนอื่นจะเอาไปเล่าผิดเล่าถูก ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขานั้นเป็นเพราะข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับครอบครัวเขาที่ภาคเหนือมีมูลเหตุไปพัวพันกับพวกค้าอาวุธเถื่อน...ค้าของผิดกฎหมาย ซึ่งจนบัดนี้หล่อนก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวจบลงที่อย่างไร
การได้พบกับไวภพในวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาตั้งใจมาหาหล่อนถึงที่ หลังเห็นข้าวหน้าหนึ่งเมื่อวันก่อนเขาเล่าให้ฟังระหว่างนั่งรถมาด้วยกันว่า “ตอนที่ผมเห็นรูปปูจ๋าในหนังสือพิมพ์แค่แวบเดียว ผมก็จำได้...เลยลองโทร.ถามเพื่อนๆที่รู้จักกันบังเอิญว่าคืนนั้นเขาก็ไปในงานด้วยมันเหมือนกับมีบางสิ่งดลใจให้ผมอยากมาหาในวันนี้นะครับ”
หล่อนแอบคิดในใจว่าไวภพนั้นยังเหมือนเดิม...ชอบพูดคำหวานจนเลี่ยนหูไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จก็ตาม แต่คำพูดประเภทนี้ล่ะ ที่ลวงผู้หญิงในโลกให้จมปลักโง่งมไปกับคารมพวกนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นมาหลายรายแล้ว แต่สำหรับหล่อนคำหวานป้อยอใช้ไม่ได้ผลหรอก หล่อนจึงเอออวยไปอย่างนั้นเอง ส่วนที่หล่อนยอมออกมากับเขาในวันนี้เหตุผลมีสองข้อใหญ่ๆ
ข้อแรก คือเขามาได้ถูกจังหวะกับแผนการหนี...ปั่นหัวอีตาบอดีการ์ดขี้เก๊กคนนั้นพอดิบพอดีส่วนข้อสอง เมื่อหล่อนซักประวัติยิบย่อยของเขาระหว่างนั่งรถมาด้วยกันทำให้พอเชื่อใจได้ว่า ครอบครัวเขาที่เคยตกเป็นข่าวเสียหายนั้นมันคงไม่จริงไม่เช่นนั้นพ่อกับแม่เขาน่าจะถูกดำเนินการตามกฎหมายตามข้อหาที่เป็นข่าวไปนานแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่น่าจะมีปัญญาขับรถคันละหลายล้านบาทราคาแพงลิบลิ่วแบบนี้ได้
ถึงใครจะมองว่าหล่อนใช้สายตาฉาบฉวย...ใช้หูฟังอย่างผิวเผินเป็นเครื่องชี้วัดฐานะความยากดีมีจนของคนก็เถอะ แต่ใครๆในสังคมปัจจุบัน เขาก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้น
ระหว่างนั่งรถมาด้วยกันหล่อนจึงถามเขาแบบไม่อ้อมค้อมว่า “ฉันถามคุณภพตามตรงเลยนะที่ดั้นด้นมาหาฉันถึงที่ทำงานถูก เพราะคิดว่าจะกลับมาจีบฉันอีกครั้งหรือไง”
เขายิ้มน้อยๆขณะที่ดวงตาคมปลาบยามมองกลับมา บ่งชัดว่ารู้สึกอย่างไรกับหล่อนเห็นจะเป็นคำตอบอันชัดเจนกว่าคำพูด...ทำให้ช่วงเวลานี้หล่อนได้สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงบนสรีระเขาอยู่ไม่น้อยถ้าเป็นเรื่องสัดส่วนความสูง ดูเหมือนตัวเขาจะยืดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อยืนใกล้กัน ใน ระดับสายตาของหล่อนยังอยู่แค่ช่วงความผึ่งผายของแผงอกกำยำแสดงให้เห็นว่าหุ่นเขามีกล้ามเนื้อ ลำตัวหนากว่าเดิมพอสมควรผิวนั้นยังคงขาวจัดแบบคนเหนือ ใบหน้าจากเคยป้าน คางและโหนกแก้มเป็นสันนูนตอนนี้หายไปจนเห็นโครงหน้าเรียวลงไปมาก ส่วนคิ้วยังคงเข้มจัดรับกันดีกับรูปตารียาว ส่วนหนวดเครานั้นโกนเสียเกลี้ยงเกลา เห็นเพียงเงาครึ้มอ่อนๆพร้อมกับกลิ่นสะอาดสะอ้านของโฟมโกนหนวดชั้นดี
ยิ่งเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่แม้นไม่ฉูดฉาด จัดจ้าน แต่ก็นับว่ามีรสนิยมพอใช้ได้เพราะแต่ละชิ้นนั้นเป็นของติดยี่ห้อหรู ยิ่งเครื่องประดับที่ติดตัวทั้งนาฬิกา แหวนสร้อยคอ ล้วนเป็นสินค้านำเข้า มีราคาทุกชิ้น
ขณะหล่อนลอบมองอิริยาบถรวมถึงรูปพรรณสัณฐานของไวภพเป็นระยะพร้อมกับตั้งคำถามตรงชัดเจนจนทำให้เขาถึงกับยิ้มน้อยๆ...แต่มันกลับเป็นยิ้มที่อ่านใจยากขัดกับคำพูดที่หวานเลี่ยนยามตอบเสียจริง
“แล้วปูจ๋าจะยอมให้ผมจีบหรือเปล่าครับ...จะเปิดโอกาสให้ผมอีกสักครั้งได้ไหม”
หล่อนไม่ได้ตอบคำถามนั้นทำเป็นหูทวนลม แล้วชวนเปลี่ยนบทสนทนาคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปไม่ได้เน้นหนักถึงครอบครัวของเขา หรือว่าเล่าเรื่องส่วนตัวของหล่อน เพราะเกรงว่าถ้าเกิดซักถามข้อมูลเชิงลึกเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า หล่อนให้ความหวังเขา อย่างที่ผู้ชายหลายคนชอบคิดเข้าข้างตนเอง
เมื่อไม่ตอบไวภพก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เช่นกัน พยายามชวนคุยเรื่องอื่นๆตามปกติเพื่อไม่ให้หล่อนรู้สึกอึดอัดจนเกินไปนัก เพราะเขามีความคิดบางอย่างในใจซึ่งหล่อนเองไม่สามารถเดาได้ถูกเช่นกัน
เมื่อรถยนต์ขับเข้ามาภายในรั้วรอบขอบชิดของบ้านหลังใหญ่บนพื้นที่เกือบไร่...ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองมหานครนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้มาส่งหล่อนถึงบ้าน ทั้งที่แต่ก่อนแม้นเขาพยายามเทียวไล้เทียวขื่อต้องการแวะเวียนมาหา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกครั้งเหมือนที่หล่อนทำกับผู้ชายอื่นทุกคน ดังนั้นการรุกจีบหล่อนในครั้งนี้คงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป
“ขอบคุณมากนะคะที่เสียเวลาขับรถมาส่งฉันถึงบ้าน”
ปรีดิ์รติตัดบทเพียงเท่านี้หลังหมดความจำเป็นในการพึ่งพาเพราะหล่อนไม่มีความคิดอยากจะสานต่อกับผู้ชายคนไหนจริงจังแต่ดูเหมือนไวภพจะยังไม่ต้องการให้เหตุการณ์วันนี้จบลงอย่างง่ายดายเขาจึงรีบคว้าหมับที่มือของหล่อนมากอบกุมย้อนกลับไปถามในคำตอบที่หล่อนติดค้างไว้ว่า “ตกลงปูจ๋าจะยอมเปิดใจให้ผมจีบได้หรือเปล่าครับ”
หล่อนชักมือกลับมองหน้าเขาอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง จึงตอบเลี่ยงบาลีกลับไป “จะมีผู้ชายกี่คนนะคะที่บอกกับผู้หญิงตรงๆว่า...ผมจะจีบคุณนะ”
“ก็ผมยังไงครับ” ไวภพสวนทันควัน ราวกับคำพูดนั้นมันจุกรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นหล่อนนิ่งไม่โต้ตอบเพิ่ม เขาจึงตะล่อมขอบางสิ่งกับหล่อนว่า “แล้วปูจ๋าไม่คิดจะให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เผื่อติดต่อกันวันหลังบ้างหรือครับ”
สายตาของหล่อนฉายแววเจ้าเล่ห์เจ้ากลเล็กน้อย“อยากได้เบอร์โทร.ของฉันหรือคะ ถ้าอย่างนั้นก็เอาโทรศัพท์ของคุณมา”
ไวภพไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดยื่นให้...เมื่อหล่อนรับมันมาถือไว้ในมือจึงกดยุกยิกตัวเลขทั้งสิบหลักลงไปบนหน้าจอสัมผัส แล้วเปิดประตูลงไปอย่างว่องไวเห็นแมวมายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ รออยู่หน้าประตูบ้านแล้วก็ส่งสัญญาณให้สาวใช้เข้ามาหา แล้วกระซิบว่า “ถ้าผู้ชายคนนี้มาหาฉันวันหลังบอกปัดไปละกันนะว่าฉันไม่อยู่บ้าน”
คล้อยหลังปรีดิ์รติเข้าบ้านไปแล้วไวภพจึงมองหมายเลขที่หล่อนกดไว้รอการบันทึก ปรากฏว่าเลขทั้งสิบตัวก็คือ ‘0000000000’
.............................................