รุ่งอรุณในวันใหม่มาเยือน แสงแดดยามเช้าทอแสงอบอุ่นส่งให้ทั้งเมืองต้าโจวส่องสว่างเรืองรอง
ณ พระราชวังต้าโจว
โจวหยวนที่นอนไม่หลับตลอดคืนรีบรุดมาถึงหน้าประตูวัง ที่นั่นมีรถม้าประจำอยู่เบื้องหน้าพร้อมทหารอารักขานับพันสวมชุดเกราะหนัก หอกโล่ในมือดูแข็งแรงขึงขัน ส่งรังสีอำมหิตแผ่กระจาย
โจวฉิงนั่งอยู่บนม้าชั้นยอดสีแดงชาดตัวหนึ่ง เขาส่งยิ้มให้โจวหยวนที่กำลังร้อนรนแล้วกล่าวว่า “พร้อมแล้วหรือไม่”
วันนี้เป็วันเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเมืองต้าโจว
โจวหยวนพยักหน้าหนักแน่น แววตาเปี่ยมด้วยประกายความหวัง เขาทราบดีว่าลมปราณทั้งแปดจะปรากฏอีกครั้งได้หรือไม่ จะเริ่มฝึกเปิดลมปราณได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวันนี้แล้ว
ทหารอารักขานำม้าชั้นยอดสีแดงชาดตัวหนึ่งออกมา ม้าตัวนั้นมีเปลวเพลิงแผดเผาบนปลายหาง แต่ส่วนหัวกลับปรากฏให้เห็นเป็หัวราชสีห์ดุร้าย
ม้าสิงห์ไฟตัวนี้เป็สัตว์หยวนระดับหนึ่ง มีความอดทนยาวนาน ตะบึงได้ไกลเป็พันลี้โดยไม่หยุดพัก
เดิมทีม้าสิงห์ไฟชอบพยศดุร้าย แต่ได้รับการฝึกสอนจนเชื่องแล้ว ดังนั้นตอนที่โจวหยวนกระโจนขึ้นควบม้าสิงห์ไฟจึงสะบัดหางเพลิงด้วยความนิ่งสงบ
“เสด็จพ่อ ไปกันเถอะ” โจวหยวนดึงบังเหียน แววตาดำวาวของเด็กหนุ่มราวกับกำลังลุกโชน เอ่ยปากพูดเสียงดัง
โจวฉิงยิ้มพลางพยักหน้า แล้วโบกมือให้สัญญาณ
หวูด!
เสียงแตรดังกึกก้อง ทหารในชุดเกราะหนักนับพันแปรขบวนตามติดอารักขาโจวฉิงและโจวหยวน จากนั้นเหยียบย่ำส่งเสียงดังกระหึ่มเคลื่อนขบวนออกจากพระราชวัง เดินตามทางตรงไปยังด้านนอกเมือง
...
สถานที่บูชาบรรพบุรุษของเชื้อพระวงศ์ต้าโจวเป็สถานที่สักการะหลุมศพของราชวงศ์ต้าโจว สุสานนี้ตั้งอยู่ไกลจากเมืองต้าโจวกว่าร้อยลี้ แต่ด้วยฝีเท้าของพวกเขาเพียงสองชั่วยาม* ก็มาถึงที่หมายแล้ว
(*ชั่วยาม เป็การนับเวลาในสมัยจีนโบราณ 1 ชั่วยามมีระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)
บนเนินเขาสูงตระหง่าน โจวฉิงและโจวหยวนต่างลงจากม้า ทหารอารักขากระจายตัวรอบที่แห่งนี้คอยคุ้มกันทุกเส้นทาง ต่อให้มีนกโบยบิน หากเข้ามาใกล้ก็จะกำจัดทิ้งทันที
“นี่คือสุสานหลวงของราชวงศ์ต้าโจวเรา”
โจวฉิงชี้ไปบนเขาที่ตั้งสูงสง่าเบื้องหน้า นิ่งเงียบชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวช้าๆ ว่า “ย้อนกลับไปในอดีต ตระกูลโจวของเราเริ่มต้นที่นี่จนสถาปนาราชวงศ์ต้าโจวขึ้นมาได้ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าความพยายามของบรรพบุรุษจะกลับคืนมาสู่จุดเดิมภายใต้น้ำมือข้า”
มองดูโจวฉิงที่มีสีหน้าเศร้าสร้อย โจวหยวนจึงพูดปลอบ “เสด็จพ่อทรงอย่าได้ตำหนิโทษตัวเองเลยพ่ะย่ะค่ะ ตระกูลอู่ไร้เยื่อใยวางกลอุบายนับร้อยปี ใครก็ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
โจวฉิงฝืนยิ้ม ไม่พูดมากความ เพียงย่างเท้าตามแนวหินสีฟ้าประดับเป็ทางบันไดเรียงตัวขึ้นไป “ตามข้ามา”
โจวหยวนพยักหน้ารีบเดินตามติด
บันไดหินซึ่งทอดยาวไปจนถึงยอดเขาสุดปลายฟ้ามีขั้นบันไดเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น
ทั้งสองก้าวเดินเชื่องช้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม เวลาผ่านไปได้หนึ่งก้านธูปก็มาถึงบนยอดเขา แลเห็นศาลสีดำตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา ศาลหลังนี้เก่าแก่คร่ำครึราวกับผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน
โจวหยวนยืนอยู่ด้านหน้าศาลพลางหันหน้ากลับไปเบนสายตามองลงเบื้องล่างจากความสูงระดับนี้ แววตาเปล่งประกายเล็กน้อย จากจุดนี้เขาเห็นเทือกเขาสามลูกตั้งเด่นเป็สง่า พื้นที่แห่งนั้นปรากฏเป็เส้นสามเส้นตามธรรมชาติท่ามกลางความคลุมเครือ
แนวเขาทั้งสามลูกคดเคี้ยวไปมาราวกับซุกซ่อนปกป้องูเาลูกนี้เอาไว้ คล้ายัสามตัวชูลูกแก้วทรงพลังน่าเกรงขามที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ
“ช่างทรงพลังเสียจริง” โจวหยวนร้องชมเชย สุสานพรรพชนต้าโจวของพวกเขาดูเหมือนฮวงจุ้ยชั้นยอด ไม่แปลกใจที่ก่อตั้งราชวงศ์ได้
“ฟ้าดินมีโชคชะตา แนวฮวงจุ้ยนี้ก็นับว่ามีส่วน ตระกูลโจวเรามีอำนาจมาได้ก็ต้องขอบคุณฮวงจุ้ยของสุสานพรรพชนนี้” โจวฉิงหัวเราะ
โจวหยวนเม้มปากแล้วกล่าวว่า “ฮวงจุ้ยของสุสานพรรพชนนับว่ามีส่วน แต่ยิ่งกว่านั้นคือความพยายามของเหล่าบรรพชน การกระทำอย่างแน่วแน่ไม่หยุดยั้ง เพียงอุตสาหะตั้งมั่น ถึงเป็สิ่งที่ผุผังก็ย่อมมีโอกาสกลับตัวได้”
“พวกชุบมือเปิบ ต่อให้เป็ของดีก็เสี่ยงพังพินาศ”
เสียงเด็กหนุ่มแม้ฟังดูนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความแน่วแน่จนโจวฉิงต้องกวาดสายตามอง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเผยให้เห็นความปลาบปลื้ม
“ดูท่าการเผชิญกับเื่ร้ายมาหลายปีก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว”
โจวฉิงลูบหัวของโจวหยวนแล้วเดินเข้าไปยังศาลบรรพชน เมื่อโจวหยวนเดินตามเข้าไปก็เห็นว่าในโถงใหญ่ตั้งป้ายิญญาเอาไว้จำนวนหนึ่ง ควันธูปลอยฟุ้ง ป้ายิญญาเหล่านี้คือบรรพบุรุษของราชวงศ์ต้าโจว โจวฉิงนำโจวหยวนจุดธูปเคารพแต่ละป้าย
สุดท้ายโจวฉิงก็มาหยุดชะงักอยู่เบื้องหน้าป้ายิญญาส่วนที่ลึกสุด นี่คือฮ่องเต้คนแรกแห่งราชวงศ์ต้าโจวของพวกเขา โจวฉิงคำนับแสดงความเคารพเสร็จจึงยื่นมือหมุนป้ายิญญาเบาๆ
ครืดๆ
เมื่อป้ายิญญาขยับก็มีเสียงดังขึ้นทันที จากนั้นโจวหยวนพลันมองด้วยความตกตะลึง บนกำแพงหินด้านหลังป้ายิญญามีประตูหินลึกลับค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน
ด้านในประตูหินมืดสลัวดูลึกลับอย่างยิ่ง
โจวฉิงมองด้านหลังประตูหิน มีสีหน้าซับซ้อนอยู่บ้าง “เ้าจะเปิดลมปราณได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับที่แห่งนี้แล้ว”
พอโจวหยวนได้ยินท่าทางก็เปลี่ยนเป็ตื่นเต้นไม่น้อย ฝ่ามือกำแน่น แววตาเป็กังวล ถึงแม้เขาจะสุขุมแค่ไหนก็ยังเป็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ด้วยเื่สำคัญที่จะส่งผลต่อการเปิดลมปราณได้หรือไม่จึงไม่อาจรักษาความสงบนิ่งไว้ได้
โจวฉิงมองโจวหยวนแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในประตูหิน พอเข้าไปก็มีทางเดินหินทอดยาว ตลอดทางมีตะเกียงไฟแผดเผาคอยส่องแสงสว่างในความมืดมิด
ทั้งสองคนไม่พูดคำ มีเพียงเสียงฝีเท้าย่ำตลอดทาง
เดินไปราวหลายสิบนาทีโจวฉิงและโจวหยวนก็หยุดชะงัก เพราะว่าได้เดินมาถึงทางตันแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเป็ถ้ำโบราณกว้างใหญ่
ที่สุดปลายถ้ำมีลานหินตั้งเด่นอยู่แท่นหนึ่ง
โจวฉิงเดินตรงไปด้านหน้าลานหิน เวลานี้โจวหยวนจึงพบว่าบนพื้นของลานหินสลักด้วยอักขระหยวนโบราณจำนวนมาก อักขระหยวนเหล่านี้ก่อตัวเป็ลวดลายที่คาดเดาไม่ได้
ถึงตอนนี้โจวหยวนจะสำเร็จวิชาอักขระหยวนแล้วก็ยังแยกแยะระดับของอักขระหยวนเหล่านี้ไม่ออกอยู่ดี เขาแค่ลองวาดอย่างคร่าวๆ ในสมองก็ััได้ถึงการใช้พลังจิตมหาศาลจนวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย จึงรีบละสายตาออกทันที
“เสด็จพ่อ...” โจวหยวนมองไปยังโจวฉิง สถานที่แห่งนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่ยังไม่พบลมปราณทั้งแปดของเขาได้อย่างนั้นหรือ
โจวฉิงมองอักขระหยวนโบราณเหล่านี้บนลานหิน ใบหน้าเปลี่ยนเป็หนักแน่นแล้วกล่าวว่า “ตระกูลโจวเราบอกถ้อยคำลับจากปากต่อปากเสมอ ถ้อยคำลับนั้นมีความว่า ในห้องลับนี้ซุกซ่อนลิขิตชะตาอันยิ่งใหญ่ไว้ จะช่วยให้ตระกูลโจวเราเจริญรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง”
“กุญแจที่ใช้เปิดลิขิตชะตาอันยิ่งใหญ่นี้คือหยดเืของทายาทตระกูลโจว แต่ว่า แม้ฮ่องเต้แห่งตระกูลโจวทั้งหมดของเราจะเคยมาที่นี่แล้วพยายามใช้เืเปิดออก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาทุกคนก็ล้มเหลวไม่ต่างกัน”
เมื่อพูดมาถึงจุดนี้เขาก็มองไปยังโจวหยวนแล้วกล่าวว่า “ข้าพาเ้ามาที่นี่ ก็เพื่อที่จะลองดูว่าเ้าจะเปิดลิขิตชะตาอันยิ่งใหญ่นี้ได้หรือไม่ หากสำเร็จ การแก้ไขปัญหาที่เ้าไม่พบลมปราณทั้งแปดก็คงจะไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร”
“หือ?”
โจวหยวนมองลานหินโบราณเบื้องหน้า รู้สึกประหลาดใจเป็ที่สุด นึกไม่ถึงว่าตระกูลโจวจะถ่ายทอดถ้อยคำลับเช่นนี้ไว้
“ลองดูสิ” โจวฉิงตบไหล่โจวหยวนแล้วพูดขึ้น
โจวหยวนสูดหายใจเข้าลึก จิตใจสั่นเต้นระรัว แต่เขายังคงรวบรวมความกล้าเดินขึ้นลานหิน นั่งขัดสมาธิลงบนอักขระหยวนลึกลับโบราณเ่าั้
เขาหยิบมีดสั้นแหลมคมออกมา ก่อนจะกัดฟันกรีดข้อมือของตน เืสดๆ พุ่งออกมาทันที ไหลไปตามรอยอักขระหยวนเ่าั้
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ อักขระหยวนเ่าั้บนลานหินก็กลายเป็สีแดงสด
ด้านนอกลานหิน โจวฉิงที่เห็นภาพเช่นนี้อดฝ่ามือกำแน่นไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
รับรู้ได้ถึงเืที่กำลังไหลออกจากร่าง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของโจวหยวนซึ่งเดิมทีแลดูอ่อนแออยู่แล้วกลับยิ่งเปลี่ยนเป็ซีดขาวทันที เขาจ้องมองอักขระหยวนซับซ้อนเ่าั้ด้วยหัวใจเต้นแรง
“นี่เป็โอกาสสุดท้ายของข้าแล้วกระมัง...”
โจวหยวนกัดฟันแน่น ทนต่อสภาวะวิงเวียนภายในใจ ในตอนนี้เองภาพของเสด็จแม่ฉินอวี้ที่กระอักเืก็ปรากฏขึ้นในแววตาอีกครั้ง ทำให้เขายิ่งเ็ปใจราวกับมีหนามแหลมคมทิ่มแทง
“เสด็จแม่ทำเพื่อข้าจนลมปราณเสียหายหนัก อายุขัยลดทอน”
“เสด็จพ่อเสียแขนไปข้างหนึ่งจากฮ่องเต้อู่ ก็เพื่อข้า”
“โชคชะตาติดตัวข้าถูกแย่งชิง เทพัแตกสลาย พิษร้ายกัดกิน”
“ศึกภายในและศึกภายนอกของต้าโจวเรา ตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ”
“ดังนั้น ข้าต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ข้าจะฟื้นฟูอายุขัยของเสด็จแม่ คืนความทะเยอทะยานให้เสด็จพ่อ ให้ประชาชนต้าโจวเราไม่ต้องเป็กังวล และข้าจะ่ชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่สูญเสียไปกลับคืนมาอีกครั้ง!”
“...ลิขิตชะตาอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าโจวหยวน ้ามัน!”
เสียงคำรามดังก้องขึ้นในใจ วินาทีนั้นร่างของโจวหยวนราวกับสั่นไหวรุนแรง ท่ามกลางความคลุมเครือเสมือนมีเสียงัคำรามด้วยความพิโรธดังขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย
ครืน!
และในนาทีนั้นเอง อักขระหยวนโบราณที่ปกคลุมไปด้วยเืสดๆ บนลานหินก็พลันเปล่งแสงสว่างออกมา เส้นแสงเ่าั้เข้ามารวมตัวห่อหุ้มโจวหยวนเอาไว้อย่างฉับพลัน
เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันจนโจวฉิงที่อยู่นอกลานหินสะดุ้งใ เขารีบมองไปยังโจวหยวนจากนั้นก็ต้องตกตะลึง ตอนที่แสงสว่างรวมตัวเข้าไปหาโจวหยวนซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง ในจังหวะนั้นเอง โจวหยวนก็หายวับไปกับตา...