“ไหนเ้าลองอธิบายให้ข้าฟังหน่อยซิที่ว่าเ้าเต็มใจทำเพื่อข้าคนเดียวนั้นมันหมายความว่ายังไง” มู่หรงเฉินส่งยิ้มคล้ายไม่ยิ้มให้กับหยุนหนิงเอ๋อ
“ก็หมายความว่าข้า้าทำดีกับท่าน และจะทำดีกับท่านแค่คนเดียวยังไงเล่า มันเข้าใจยากตรงไหน” หยุนหนิงเอ๋อยังไม่รู้ว่าคำพูดของตนเองมีปัญหาตรงไหน แต่สักพักนางก็นึกออก นางจึงหันไปยิ้ม “ข้าอาจจะพูดผิดไป นอกจากข้าจะทำดีกับท่าน ข้ายังจะทำดีกับเด็กน้อยทั้งสี่คนด้วยเ้าค่ะ”
“นี่เ้ายังไม่เข้าใจใช่ไหมว่าทำไมเจี้ยนจงกับจิงจิงถึงพาเด็กๆ ออกไปข้างนอกแล้วปล่อยให้เรานั่งอยู่ในห้องกันตามลำพัง” มู่หรงเฉินแปลกใจกับคำตอบของหยุนหนิงเอ๋อมาก เขาไม่คิดมาก่อนว่านางจะพูดประโยคชวนเข้าใจผิดนั้นออกมาเพราะไม่ได้ตั้งใจ ในใจเขาตอนนี้ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือผิดหวังดี
“ไม่รู้เ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อส่ายหน้าตอบคำถาม
“ในเมื่อไม่เข้าใจก็ช่างมันเถอะ แต่คราวหลังถ้าเ้าจะพูดอะไรก็หัดคิดก่อนบ้าง ไม่งั้นใครมาได้ยินจะเข้าใจผิด” มู่หรงเฉินบอก แต่ในใจกลับคิดอย่างว้าวุ่น ‘แม้แต่ข้ายังเกือบจะเชื่อคำพูดของเ้าแล้ว น่าเสียดายจริงๆ เฮ้ย! ไม่สิ ข้าไม่ได้คิดอะไรกับนางแล้วข้าจะมาเสียดายทำไม มู่หรงเฉินตั้งสติไว้ นางเป็เพียงเด็กสาวที่ยังไม่รู้จักความรัก เ้าไม่ควรเก็บคำพูดของนางมาใส่ใจ’
หยุนหนิงเอ๋อกระพริบตาปริบๆ คล้ายกับว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่มู่หรงเฉินเตือน แต่จำเป็ต้องตอบรับเท่านั้น “ต่อไปข้าจะระวังคำพูดของข้าให้ดีเ้าค่ะ”
มู่หรงเฉินนั่งกินข้าวต่อไปอย่างไร้อารมณ์ ซึ่งเขาก็บอกไม่ถูกว่าทำไมอยู่ดีๆ เขาก็รู้สึกอิ่มเสียอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังกินอาหารที่นางทำมาอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เลย ‘ทำไมข้ารู้สึกเหมือนผิดหวังกับคำตอบของนางกันนะ ข้าหวังจะได้ยินคำตอบแบบไหนกัน’
ผิดกับหยุนหนิงเอ๋อที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเหมือนว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่มู่หรงเฉินบอกมาเลยสักนิด แต่ในใจของนางนั้นกลับยิ้มอย่างมีความสุข ‘คนอย่างข้ามีหรือจะไม่เข้าใจ ที่ข้าพูดไปอย่างนั้นเพราะข้าตั้งใจต่างหาก เพราะข้าตั้งใจจะทำดีกับท่านคนเดียวจริงๆ แต่ท่านกลับคิดไปไกลเอง จะมาหาว่าข้าพูดจากำกวมได้ยังไง แต่ก็ดี...ท่านจะได้คิดว่าข้าเป็เพียงเด็กสาวใส่ซื่อไม่ทันคน ข้าจะได้เข้าใกล้ท่านวันละนิด ต่อจากนั้น...ท่านก็จะต้องตกหลุมรักข้า ฮ่าๆๆ...ความคิดของข้าช่างเข้าท่าจริงๆ’
เมื่อทุกคนกินข้าวกันอิ่มแล้ว หยุนหนิงเอ๋อจึงออกไปคุยกับลี่เจี้ยนจงและลี่จิงจิงเื่ที่นางอยากจะจ้างให้พวกเขาเข้าเมืองไปส่งของที่ร้านของหูซูเจี๋ยแทนนาง ลี่เจี้ยนจงอาสารับงานนี้ เพราะเขาเป็ผู้ชาย เดินทางคนเดียวจะปลอดภัยกว่า ซึ่งหยุนหนิงเอ๋อก็ไม่ขัดข้อง นางจึงตกลงที่จะให้ค่าจ้างกับลี่เจี้ยนจงต่อเที่ยวเป็เงินจำนวนห้าตำลึง ค่าจ้างนี้ถือเป็เงินค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับราคาของสินค้าที่ลี่เจี้ยนจงต้องดูแลแล้ว อีกทั้งขากลับลี่เจี้ยนจงยังต้องนำเงินค่าสินค้ากลับมาให้นางอีก ค่าจ้างที่ลี่เจี้ยนจงได้รับถือว่าเหมาะสมแล้วกับความรับผิดชอบของเขา
เื่นี้ทำให้ลี่เจี้ยนจงดีใจเป็อย่างมาก แม้เดือนหนึ่งเขาจะเข้าเมืองไปส่งของให้หยุนหนิงเอ๋อแค่ครั้งเดียว หรือบางทีอาจจะมีสองครั้ง แต่เงินห้าตำลึงหรือสิบตำลึงนี้จะทำให้เขามีเงินซื้ออาหารกลับมาให้เ้านายกินได้ตลอดทั้งเดือน นั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้พวกเขาจะมีอาหารกินอย่างไม่ต้องอดอยากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว
ส่วนลี่จิงจิงจะอยู่ทำงานบ้านและดูแลคุณหนูกับคุณชายน้อย รวมทั้งนางจะต้องเรียนรู้งานในไร่กับหยุนหนิงเอ๋อ ไม่เช่นนั้นที่ดินสองหมู่ที่มู่หรงเฉินเช่ามาจะกลายเป็ที่ดินว่างเปล่าไร้ประโยชน์ หยุนหนิงเอ๋อเห็นด้วยกับลี่จิงจิงทันที นั่นก็เพราะนางจะมีโอกาสมาทำคะแนนกับมู่หรงเฉินได้ทุกวัน
“พวกเ้าได้ยินที่ท่านอาเจี้ยนจงกับท่านอาจิงจิงพูดแล้วใช่ไหม เื่ที่ท่านอาหนิงเอ๋อถูกใจท่านพ่อของเรา” มู่หรงฝูเยว่ถามน้องๆ เสียงเบา เพราะกลัวว่าท่านพ่อที่นอนอยู่ห้องข้างๆ จะได้ยิน
“ถ้าท่านอาหนิงเอ๋อย้ายมาอยู่กับพวกเราก็ดีน่ะสิ เราจะได้กินของอร่อยๆ ทุกวัน” มู่หรงฮุ่ยชิวบอก
“แล้วเราก็จะได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ทำผมสวยๆ ทุกวันด้วย” มู่หรงเข่อชิงรีบตอบเช่นกัน วันนี้นอกจากหยุนหนิงเอ๋อจะทำอาหารอร่อยๆ มาให้กินแล้ว นางยังเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เด็กๆ เปลี่ยน อีกทั้งยังถักผมและผูกโบว์น่ารักให้อีก มู่หรงเข่อชิงรักสวยรักงามอยู่แล้ว นางจึงรู้สึกชอบหยุนหนิงเอ๋อมาก
“แต่ข้าไม่อยากให้นางมาแทนที่ท่านแม่” มู่หรงเฉิงเยี่ยนตอบพี่สาว เพราะในใจเขาเวลานี้ยังคิดถึงท่านแม่อยู่ เขาไม่อยากให้ใครมาแทนที่นาง เขายังหวังว่าวันหนึ่งท่านแม่จะกลับมา
“เ้าไม่อยากให้ท่านพ่อมีความสุขหรือเฉิงเยี่ยน ถ้าท่านอาหนิงเอ๋อย้ายมาอยู่กับเรา ท่านพ่อจะได้มีคนดูแล” มู่หรงฝูเยว่ถามน้องชาย “เ้าไม่เห็นหรือว่านางดีกับท่านพ่อของเรามาก”
มู่หรงเฉิงเยี่ยนไม่ตอบคำถาม เพราะสิ่งที่พี่สาวพูดมาก็ถูก หากท่านอาหนิงเอ๋อย้ายมาอยู่กับพวกเขา ท่านพ่อก็จะมีคนคอยดูแลและไม่ต้องทำงานหนักอีก ส่วนพวกเขาก็จะได้รับการดูแลเช่นกัน เพียงแต่ในใจเขาเวลานี้กลับยอมรับไม่ได้ ถ้าหากวันใดวันหนึ่งท่านแม่กลับมาเล่า ถึงตอนนั้นท่านแม่จะไปอยู่ที่ไหน
“เฉิงเยี่ยน” มู่หรงฝูเยว่เรียกน้องชายอีกครั้ง
“ข้ารักท่านพ่อ ข้าอยากให้ท่านพ่อมีความสุข แต่...แต่ข้าก็ไม่อยากให้ใครมาแทนที่ท่านแม่” มู่หรงเฉิงเยี่ยนตอบ จากนั้นเขาก็ถอดรองเท้าและขึ้นนอนบนเตียงโดยดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้จนมิด
“ชิ...เ้าคนใจอ่อน เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้อีกว่าท่านแม่ทิ้งพวกเราไปแล้ว นางจะไม่กลับมาหาเราอีกแล้ว” มู่หรงฮุ่ยชิวหันไปต่อว่าน้องชาย
“แล้วถ้าท่านแม่กลับมาหาเราเหมือนอย่างที่เฉิงเยี่ยนบอก เราจะให้ท่านแม่ไปอยู่ที่ไหน แล้วยังท่านอาหนิงเอ๋ออีก ถึงตอนนั้นเราจะไล่นางออกจากบ้านไปหรือ” มู่หรงเข่อชิงถามอย่างคิดหนัก
ความจริงแล้วเื่ที่ท่านแม่ทิ้งท่านพ่อไป เด็กน้อยทั้งสี่คนรู้เื่หมดแล้ว แฝดหญิงทั้งสามคนเสียใจและผิดหวังกับการกระทำของท่านแม่มาก แต่พวกนางจะทำตัวอ่อนแอไม่ได้ ไม่อย่างนั้นท่านพ่อก็จะเสียใจ ผิดกับน้องชายที่เฝ้าแต่จะรอให้ท่านแม่กลับมา พวกนางอยากจะะโบอกน้องชายเหลือเกินว่าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นไม่มีทางกลับมาหาพวกตนแล้ว ป่านนี้นางคงมีลูกคนใหม่ไปแล้ว แต่ก็กลัวว่าถ้าทำอย่างนั้นน้องชายจะเสียใจ แฝดพี่ทั้งสามคนจึงได้แต่เงียบไว้
“ที่ข้าถามเพราะอยากรู้ว่าพวกเ้าคิดยังไงถ้าท่านอาหนิงเอ๋อย้ายมาอยู่กับเรา แต่ฟังดูแล้วพวกเ้าก็คงไม่ขัดข้องกับเื่นี้ ข้าในฐานะพี่ใหญ่ก็เห็นด้วยที่ท่านอาหนิงเอ๋อจะย้ายมาอยู่กับเรา ที่ข้าเห็นด้วยไม่ใช่เพราะข้าอยากให้นางมาดูแลเรา แต่ข้าอยากให้นางมาดูแลท่านพ่อ ถึงยังไงเื่นี้เราจะใจร้อนไม่ได้ ต้องค่อยๆ ดูกันไป เพราะไม่แน่ว่าท่านอาหนิงเอ๋ออาจจะทำดีกับเราต่อหน้าท่านพ่อเท่านั้น” มู่หรงฝูเยว่บอกกับน้องๆ อย่างรอบคอบ
“ได้ เรารอดูนางต่อไปก่อน หากนางดีกับท่านพ่อจริงๆ ข้าก็จะไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทางเป็คนหน้าอย่างลับหลังอย่าง ถึงตอนนั้นข้าจะหาทางแกล้งนางให้นางร้องไห้กลับบ้านไปเลย” มู่หรงฮุ่ยชิวรับคำ
“อืม...ข้าก็จะรอดูนางด้วย” มู่หรงเข่อชิงพูดสำทับด้วยอีกคน
มู่หรงเฉิงเยี่ยนที่นอนคลุมโปงฟังพี่สาวทั้งสามคนพูดกันก็เข้าใจแล้วว่าพี่สาวยอมรับท่านอาหนิงเอ๋อ แล้วตัวเขาเล่า...เขาจะยอมรับนางได้ไหม แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับแล้วท่านพ่อจะทำยังไง หากว่าท่านพ่ออยากใช้ชีวิตคู่กับท่านอาหนิงเอ๋อ แต่ติดที่พวกเขาจึงทำให้ท่านพ่อต้องเสียสละความสุขของตัวเองเล่า มู่หรงเฉิงเยี่ยนน้ำตาไหลออกมาด้วยความสับสนในใจ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจได้ว่าหากเป็ความสุขของท่านพ่อ เขาก็อาจจะยอมรับนางได้ แต่นั่นย่อมหมายความว่านางต้องผ่านการทดสอบของเขาให้ได้เสียก่อน
มู่หรงเฉินนอนฟังลูกทั้งสี่คนคุยกันอยู่เงียบๆ อย่างปวดใจ เขากลายเป็คนที่ลูกน้อยทั้งสี่คนต้องมาปกป้องั้แ่เมื่อไหร่กัน เมื่อก่อนเขาเป็ท้องฟ้าทั้งฝืนคอยปกป้องลูกทั้งสี่ โดยไม่ยอมให้มีเื่ไม่ดีมากระทบพวกเขาได้แม้แต่น้อย แต่เวลานี้เขากลายเป็คนที่ไม่แม้แต่จะอยู่ด้วยตัวเองได้ในสายตาของลูกๆ
ภายในใจของมู่หรงเฉินมันอัดแน่นไปด้วยความโกรธและความเสียใจทำให้ลมปราณเริ่มปั่นป่วน หากเขายังระงับความโกรธไม่ได้ ปราณของเขาอาจจะแตกจนส่งผลถึงชีวิตได้ เขาจึงพยายามสงบจิตใจให้เย็นลง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็กระอักเืออกมากองใหญ่ และก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขากลับมองเห็นใบหน้าและรอยยิ้มของใครคนหนึ่ง หากเป็นางที่เจอกับสถานการณ์นี้นางจะพูดว่ายังไงนะ ‘ถ้ามัวแต่คิดถึงอดีตหรือกังวลกับอนาคตมากเกินไปแล้วชีวิตจะมีความสุขได้ยังไง สู้ทำวันนี้ให้มีความสุขที่สุดดีกว่า อยากกินของอร่อยก็กิน ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำ หรืออยากจะนอน แม้กระทั่งอยากจะทำตัวี้เีสักวันก็ไม่เห็นจะต้องไปสนความคิดของใคร ชีวิตเรา...เรากำหนดเองได้ แค่จำไว้ว่าเราต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครก็พอ’
มู่หรงเฉินพึมพำเสียงเบาแล้วหลับไปทั้งรอยยิ้ม ‘หยุนหนิงเอ๋อ’