เช้าวันนี้อากาศปลอดโปร่ง เหล่าคนใช้ท้ายตำหนักอ๋องต่างทำหน้าที่ของตนตามปกติ มีเพียงฮ่าวเทียนวันนี้กลับเชื่องช้าอ้อนแอ้นผิดปกติ
“ ฮ่าวเทียน วันนี้เ้าไม่สบายรึ ่นี้ใช่ท่านปู่เ้าใช้งานหนักไปรึไม่ ” เสียงของคนปั้นเครื่องดินเผาท้ายวังเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ ท่านน้าไม่ต้องห่วง ข้าเป็หวัดเล็กน้อยเท่านั้น ฮ่าวเทียนแข็งแรงปานนี้ ไม่กี่ชั่วยามก็หายแล้ว ” ปกติแล้วฮ่าวเทียนจะทำงานด้วยความกระฉับกระเฉงบ้าพลัง แต่เพราะ่นี้เด็กหนุ่มใช้เวลาพักแอบฝึกคัมภีร์กระบวนยุทธ์ขั้นต้นเป็ประจำ ด้วยจุดชีพจรตีบตันทำให้ใช้ออกได้แค่แรงกายเท่านั้น สร้างภาระหนักหน่วงจึงอ่อนล้าเป็ธรรมดา...
“ ท่านปู่ ท่านเคยได้ยินเื่โรงเรียนราชวงศ์รึไม่ ที่แท้เป็สถานที่เช่นใดกัน ? ” ได้ยินคำถามนี้จากปากฮ่าวเทียน ชายชราถึงกับคิ้วกระตุก
“ เด็กโง่ พวกทหารยามเล่าให้เ้าฟังอีกล่ะสิ สถานที่นั้น เ้าคงได้แค่ฝันถึง ที่นั่นคือสถาบันฝึกยุทธ์ที่ฝึกสอนให้กับพวกชนชั้นสูง ทั้งวิชาต่อสู้ ศิลปะ ศาสตร์พื้นฐานหลายแขนง พิชัยา กระทั่งพลังยุทธ์พื้นฐาน เพื่อสอบเข้าไปยังสำนักที่สูงกว่า ไม่ก็สำนักใหญ่ต่างๆ ” เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตื่นใ....ที่แท้เป็สถานที่เช่นนั้น นี่แสดงให้เห็นว่าพี่หญิงท่านนั้นสูงส่งน่าดู ทหารรุมล้อมปานนั้น....
“ ข้าจะไม่โป้ปดท่านปู่ ข้าตั้งใจสอบเข้าสำนักศึกษานั่น ” ได้ยินเสียงตั้งมั่นของเด็กหนุ่ม ชายชราแค่นเสียงเ็าหนักแน่นทันที
“ ไม่ได้ เ้าไม่มีคุณสมบัติฝึกยุทธ์ ! ทั้งยังเป็สิ่งอันตรายที่ข้าเฝ้าเตือน อย่าว่าแต่สำนักศึกษาแห่งราชวงศ์ แค่สำนักศึกษาบ้านนอกคอกนาก็ไม่รับเ้า หากพูดถึงเื่นี้อีก ข้าจะตีเ้า! ” เด็กหนุ่มส่งสีหน้าไม่พอใจ
“ ท่านปู่ ท่านไร้เหตุผลนัก ปีนี้ข้าอายุ 12 นับว่าเหมาะแก่การศึกษา หลายปีมานี้ท่านสอนข้าอ่านเขียน ไหนเลยจะสอบเข้าสำนักที่ว่าไม่ได้ ? ” …
“ ข้าจะพูดอีกครั้งเดียว ที่นั่นเป็ที่ของชนชั้นสูง แม้จะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่มีพร์เข้าสอบ ก็ไม่มีที่ให้เด็กอย่างเ้าฝันถึง! ”
“ ท่านปู่ ข้าโตป่านนี้แล้ว ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก ท่านเองก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ เื่นี้ข้าทราบนานแล้ว ทั้งตอนนี้ท่านก็ยังเก่งกาจ ข้าขอร้องท่านปู่ ได้ไหม ?” ชายชรายืนนิ่งไม่ไหวติง สองตาเพ่งขมึงที่เด็กน้อย
“ ฮ่าวเทียน แต่ไหนแต่ไรเ้ามันดื้อรั้น แหกกฏไม่เว้นแต่ละวัน ข้าปิดบังร้อยเื่เ้าก็รู้ได้ร้อยเื่ เพียงแต่มีเื่นึง...เ้า ไม่อาจฝึกวรยุทธ์ได้” .....ไม่ทันขาดคำเด็กหนุ่มแสดงท่วงท่าที่ฝึกมาให้ท่านปู่ของเขาดู กระบวนแล้วกระบวนเล่า
“ ท่านยังบอกว่าข้าไม่มีคุณสมบัติรึไม่ ? ” เด็กหนุ่มถามด้วยความพอใจที่ได้เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของชายชรา
“ นั่นมิใช่กระบวนยุทธ์ตำหนักอ๋อง เป็ของสถานที่อื่น เ้าไปขโมยใครมา ? ” เด็กหนุ่มยิ่งไม่พอใจ
“ ท่านปู่! เป็ท่านสอนข้าเอง การลักขโมยเป็เื่ต่ำช้า ข้ามีหรือจะทำ ข้าได้มาโดยบริสุทธิ์! ”
“ เช่นนั้นบอกข้า ใครสอนวิชาหมัดนี้แก่เ้า ?” เด็กหนุ่มยืนนิ่งครุ่นคิดจึงตอบไป
“ ข้า....ไม่อาจบอกท่านได้ ด้วยสิ่งนี้ข้าติดหนี้บุญคุณท่านผู้นั้นไว้ ท่านปู่อย่างบังคับข้าเลย... ” ชายชรามองเข้าไปในสองตาของเด็กหนุ่มอย่างลึกซึ้งกลับไม่พบความผิดปกติใด
“ ตามใจเ้า อยากฝึกก็ฝึกไป แต่ก็ได้เท่านี้ เ้าไม่อาจใช้พลังปราณได้ ไม่อาจเข้าถึงพลังยุทธ์ได้! ” สุดท้ายชายชราก็ไม่ว่ากล่าวอะไรอีก ฮ่าวเทียนยังคงฝึกฝนท่วงท่าต่อไป แม้ในคัมภีร์จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วทว่าก็ยังฝึกฝนต่อไป ....ผู้ใดกันจะรู้วันนึงคัมภีร์กระบวนท่าชั้นต่ำนี้จะกลายเป็หนึ่งหมัดสะท้านฟ้าที่ผู้คนกล่าวขวัญ!
ระหว่างวัน ฮ่าวเทียนกำลังมองดูท้องฟ้าไกลโพ้นบนเนินเขาเล็กๆด้วยความมุ่งมั่นที่จะออกไปสู่โลกภายนอก มีเสียงแว่วดังมาแต่ไกล
“ ฮ่าวเทียนนน. ๆ ๆ เ้า เ้าอยู่นี่เอง รีบกลับไปหาท่านปู่เ้าเร็วเข้า รีบไป! ” เด็กหนุ่มที่กำลังสงบจิตใจกลับหันขวับในทันที
“ เกิดอันใดขึ้นท่านน้า ท่านปู่เป็อะไรรึ ” สีหน้าไม่สู้ดีที่ชายหนุ่มได้เห็นทำให้จิตใจสับสนนัก
“ มีคนจากสำนักราชวัง เดินทางมาที่จวนท่านอ๋องหกเพื่อสืบข่าวคนผู้หนึ่ง ” เด็กหนุ่มงุนงง
“ ก็แล้วใครเล่ารีบพูด หรือเป็ท่านปู่ ? ” …
“ไม่ใช่ เป็เ้า รีบไปเดี๋ยวนี้ ! ” ชายหนุ่มในใจตื่นตระหนกนัก รีบวิ่งกลับไปยังท้ายวังทันที
“ ท่านปู่ ท่าน อยู่ที่ใดกัน! ” มาถึงโรงงานท้ายวัง ภาพที่ชายหนุ่มเห็นคือท่านปู่ของเขากำลังถูกสอบสวนอย่างหนักจากทหารที่ใส่ชุดหรูหรานับสิบคน รวมไปถึงอ๋องหกแห่งราชวงศ์หมื่นเมฆาก็อยู่ด้วย ...ผิดแปลกแล้ว ตัวตนสูงส่งพวกนี้มาทำอะไรที่โสโครกเช่นท้ายวังกัน
“ ฮ่าวเทียนเ้ามาแล้ว รีบคำนับท่านอ๋องและเหล่าองครักษ์เกราะทองแห่งราชวงศ์เร็วเข้า ” ฮ่าวเทียนรีบคำนับอย่างมีมารยาทและรีบใต่ถามถึงเื่ราว
“ ท่านอ๋อง ท่านปู่ข้ารับใช้ท่านนานปี เหตุใดเกิดเื่เช่นนี้ได้ ท่าน ท่านโปรดเมตตา! ” …
“ฮ่าวเทียนเื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่านปู่เ้าแม้แต่น้อย หากท่านกำลังรักษาชีวิตเ้าอยู่ ไป! ไปพบเหล่าองครักษ์และพูดความจริง! ” ทหารชุดทองคนหนึ่งกุมตัวฮ่าวเทียนไว้ พร้อมสอบถาม
“ เ้าคือฮ่าวเทียนถูกต้องรึไม่ ” …
“ใช่ ใช่แล้วข้าคือฮ่าวเทียน ท่านผู้สูงส่งมีอันใดจะบัญชาข้า โปรดบอกกล่าว ” ไม่ทันสิ้นเสียง ลมปราณระดับเทพยุทธ์ปลดปล่อยจากร่างทหารเฒ่าผู้หนึ่ง สั่นฟ้าะเืดิน ตำหนักอ๋องสั่นเทิ้มทั้งดินแดน
“ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเ้า ไปแอบซ่อนหยกครามาไว้ที่ใด! รีบนำมันออกมา ข้าจะให้เ้าตายอย่างสงบ! ” เด็กหนุ่มรู้แก่ใจว่าบุคคลที่ตนพบเจอนั้นยิ่งใหญ่ แต่เป็ตัวตนสูงส่งปานนี้ไม่เคยนึกรู้ หยกชิ้นนั้นเองก็มีชื่อเรียกหรูหรานัก คงเป็ของสำคัญ
“ ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าผู้น้อยรับรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นจริง แต่เป็พี่นางฟ้ามอบแก่ข้าด้วยตนเอง และเป็ข้าเอ่ยปากติดน้ำใจนาง ไม่อาจมอบให้ผู้ใดได้” ทหารเฒ่าไม่ใส่ใจคำ
“ สวะ นามพระองค์ไม่คู่ควรเอ่ยถึง น้ำใจบ้าบออันใดกัน นั่นคือสมบัติแห่งราชวงศ์หมื่นเมฆา ไม่อาจอยู่ในมือชาวบ้านเช่นเ้าได้ แค่เอ่ยถึงพระนามก็มีโทษสมควรตายแล้ว เหลือห้าสิบอึดใจ!” ฮ่าวเทียนหัวใจเต้นรัวราวจะแตกสลาย แม้ไม่ใช่คนฝึกยุทธ์แต่แรงกดดันนี้สรรพสัตว์ยังหวาดกลัว
“ เป็นางหรือไม่ บัญชาให้ท่านมานำสิ่งนี้กลับไป...” .... “ เ้าไม่ต้องรู้ มอบมา แล้วตายอย่างสงบ รึจะให้ข้าส่งญาติพี่น้องเ้าไปด้วย เื่นี้ใหญ่หลวงนัก แม้ท่านอ๋องก็คุ้มกะลาหัวเ้าไม่ได้! ” ฮ่าวเทียนแม้ยังเด็กแต่ไม่ใช่คนโง่นัก มันเร่งตอบ
“ สมบัตินั้นเป็ข้าซ่อนมันเอง ข้าจะมอบให้ท่าน โปรดไว้ชีวิตคนไม่รู้เห็นเถอะ ครึ่งชั่วยาม ขอเวลาเพียงเท่านั้น จะส่งมอบถึงมือท่าน...ท่านปู่มากับข้าเถอะ”
“ ไอ้เด็กนี่ คิดเล่นลูกไม้อะไรอีก...” ทหารผู้หนึ่งคิดสงสัย
“ ท่านหัวหน้า นี่ไม่อาจรีรอ พวกเราต้องรีบนำสมบัติกลับไปมอบให้องค์ชายสอง ” ทหารเฒ่าไม่ตอบคำ สบตาอ๋องหกที่กำลังพยักหน้า มองตามเด็กหนุ่มกำลังเดินไปอย่างสั่นเทา ด้านในที่พักคนงาน....
“ท่านปู่ ท่านทุบตีข้าเถอะ เป็ข้าโง่เขลาดวงกุดเอง ไม่คิดให้กลายเป็เื่ใหญ่ปานนี้...ข้า” ชายชรายืนแน่นิ่งกับที่
“ นี่คงเป็ลิขิต์...ฮ่าวเทียน เื่ที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ จงเก็บเป็ความลับ ห้ามบอกผู้ใดทั้งสิ้น สัญญาต่อข้าได้หรือไม่ ” เด็กน้อยไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีกนอกจากความตายที่รอตรงหน้า
“ ข้ารับปากท่านทุกอย่าง เพียงชาตินี้ไม่อาจทำตามได้อีกแล้ว...” ชายชรารีบสอดแทรก
“ ฮ่าวเทียน เ้าจะไม่ตาย ทั้งยังตายไม่ได้ เ้าไม่อยากรู้รึปูมกำเนิดเ้าเป็อย่างไร พ่อแม่คือใคร! ” เด็กหนุ่มจากสติหลุดลอยกลับกลายเป็ตาขวางใ
“ ท่านปู่ ท่านบอกว่าท่านเองก็ไม่รู้ ตอนนี้คิดบอก อยากให้ข้าตายตาหลับถึงเพียงนั้น! ” ชายชราหาได้รู้สึกอันใดต่อคำของเด็กน้อย เพียงพูดต่อด้วยความหวาดหวั่น พลันหยิบก้อนหยกสีเทาที่เปล่งประกายเจิดจรัสบางเบาออกมา
“ เ้า...ไม่ใช่คนของห้วงเวลานี้”