บทที่ 9
การที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลที่มิได้มีจิตใจแกร่งกล้าควรจะทำ ผู้ที่ต้องการเข้าเฝ้าทั้งหลายต่างลงทุนขอร้องและอ้อนวอน แต่ปีเตอร์มิได้ให้ความสนใจในพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่น้อย ทั้งอัศวินผู้ติดตามก็ยังแสดงความเหี้ยมด้วยสีหน้าท่าทางได้มากกว่าปีเตอร์เป็นบุรุษร่างใหญ่แต่งกายหรูหรา แน่นอนที่บรรดาข้าหลวงทั้งหลายจะต้องให้ความสนใจในตัวเขาไม่น้อยเลย แขนเสื้อทูนิคพองบานลงมาถึงข้อมือ รองเท้าที่สวมใส่เป็นมันวาววับขัดด้วยกระดุมบรอนซ์เรือนผมสีน้ำตาลแดงเป็นลอนลงมาปรกไหล่ แต่ถ้าจะมองแต่เพียงว่าเขาเป็นบุรุษเจ้าสำราญแห่งราชสำนักเห็นจะเป็นความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ทีเดียว เพราะท่าทางของปีเตอร์บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ดวงตาสีฟ้าเข้มเย็นชาราวน้ำแข็ง และริมฝีปากที่ค่อนข้างกว้างก็ดูราวจะยิ้มเยาะอยู่ตลอดเวลาจัสตินไม่จำเป็นต้องเหลือบมองเป็นครั้งที่สอง ก็พอจะรู้ได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นบุคคลอันตราย ซึ่งทำให้เขารู้สึกไม่ชอบหน้าและจะไม่ไว้วางใจด้วยอย่างเด็ดขาดความเครียดดูจะเพิ่มพูนเมื่อปีเตอร์เหลือบตามองมาทางเขาเข้าแล้ว จัสตินไม่คิดจะออกจากห้องพระโรงแห่งนี้แต่โดยดีก็จริง แต่เขาก็ไม่อยากจะเอาชนะคะคานด้วย คนที่เกิดมาเป็นลูกกำพร้านั้นน้อยนักที่จะมองโลกในแง่ดี ขณะนี้อัศวินกำลังจะผลักไหล่พ่อค้าคนหนึ่งให้เดินออกไปทางประตู ไม่สนใจแม้พ่อค้าคนนั้นจะร้องบอกอยู่ว่า เขาเป็นญาติกับนายกเทศมนตรี จัสตินกำลังจะถูกต้อนออกเป็นรายต่อไป แต่ก็พอดีกับที่นางสนองพระโอษฐ์คนนั้นเดินลงบันไดมาการปรากฏตัวของเธอทําให้อัศวินผู้นั้นหมดความสนใจในตัวผู้ร้องทุกข์ไปชั่วขณะ เขารีบเดินเข้าไปหาเธอ พร้อมกับกางแขนออกกั้นเธอไว้ พร้อมกันก็ก้มลงกระซิบพูดอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูทั้งปลายนิ้วก็ยังแตะลงตรงไหล่เธออีกด้วย แต่เธอปัดมือเขาออก มุดใต้แขนออกมาด้วยสีหน้าบอกความไม่พอใจ“แย่จริง ดูรันด์ นี่ท่านไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจบ้างเลยหรืออย่างไร? ”ดูรันด์ทำสีหน้าราวไม่พอใจกับคำตำหนิ แต่เธอมิได้สนใจกับอารมณ์ของเขา เมื่อเดินตรงเข้ามาหาจัสติน รอยยิ้มบนใบหน้านั้นชวนให้หลงใหลยิ่งนัก“พระราชินีโปรดให้ท่านเข้าเฝ้าได้” เธอพูดเสียงเบาเอลิเนอร์ แห่งอะควิเตน ได้รับคำอวยพรด้วยโครงสร้างของเรือนร่างและใบหน้าที่ความชราพยายามจะเน้น กระนั้นก็ไม่อาจเอาชนะได้ ทั้งพระพักตร์ยังส่อเค้าให้เห็นถึงพระสิริโฉมในวัยสาวที่ทรงสามารถชนะพระทัยของกษัตริย์ถึงสองพระองค์อีกวรองค์สูงโปร่งงามสง่ายามนี้ปกคลุมด้วยฉลองพระองค์สีเขียวน้ำทะเล พระพักตร์ล้อมกรอบอยู่ด้วยผ้าโพกพระเศียรสีขาวขณะคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์นั้น จัสตินได้กลิ่นหอมบางเบาแห่งฤดูร้อน กลิ่นที่แตกต่างและลี้ลับ และจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ได้ตลอดไป ช่วงพระศอซ่อนอยู่กับชายผ้าโพกพระเศียรด้วยเช่นกัน จะมีก็แต่พระหัตถ์ทั้งสองข้างเท่านั้นที่บ่งบอกถึงพระชนมายุที่ล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย แม้พระหัตถ์จะเต็มไปด้วยเส้นพระโลหิตปูดโปน กระนั้นก็ยังได้รับการตกแต่งด้วยอัญมณีน้ำงามล้ำเลิศอย่างที่จัสตินไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ด้วยเป็นแหวนมรกตล้อมด้วยไข่มุกรองรับด้วยเรือนทองหนาหนัก แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของเขาไว้ คือดวงเนตรสีทองแกมเขียวที่วาวโรจน์เหลือที่จะหยั่งให้ถึงพระทัยได้“กระหม่อมขอบพระทัยเหลือเกินพระเจ้าค่ะ ที่ประทานอนุญาตให้กระหม่อมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในครั้งนี้” เมื่อกราบทูลแล้วจัสตินก็สูดลมหายใจลึก และรีบพูดก่อนที่ความตึงเครียดของประสาทจะทำลายลงว่า “กระหม่อมต้องขอประทานอภัยถ้าสิ่งที่กระหม่อมจะกราบทูลต่อไปนี้เป็นการแสดงความมุ่งหวังมากจนเกินไป แต่เป็นไปได้หรือไม่พระเจ้าค่ะที่ขอให้กระหม่อมได้กราบทูลเรื่องราวโดยมีความเป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ควรมิควรแล้วแต่จะ โปรด...” เขาลดเสียงให้เบาลงเมื่อกราบทูลต่อไปอีกว่า “กระหม่อมมีจดหมายที่จำเป็นจะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูล เป็นจดหมายที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไปแล้ว และกระหม่อมไม่ต้องการให้มีใครอื่นต้องเสียชีวิตมากไปกว่านี้อีกพระเจ้าค่ะ”พระราชินีทรงมองเขาอยู่อย่างพิจารณา แต่คลอดีนนั้นมองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ เพื่อให้จัสตินได้รับรู้ไว้ว่า เรื่องราวที่เขาจะนำขึ้นกราบทูลในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เธอสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง นี่น่ะหรือคือการตอบแทนที่เขาให้กับความเมตตาของเธออย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสิ่งที่พระราชินีทรงมองเห็นอยู่ในสีหน้าของจัสตินยามนี้สามารถสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้น จึงทรงทำพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้ปีเตอร์ซึ่งตามติดเข้ามาข้างหลังด้วยความอยากรู้เรื่องถอยห่างออกไป เพียงครู่ในห้องนั้นก็เหลือแต่เพียงพระราชินี จัสติน กับวิลล์ ลองสเวิร์ดและบาทหลวงเท่านั้น“เราให้ความเป็นส่วนตัวต่อเจ้าได้เพียงเท่านี้” พระราชินีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงเย็นชาเอ้า...เจ้ามีอะไรจะบอกเราก็พูดไป...”“พระโอรสของใต้ฝ่าพระบาทยังทรงมีชีวิตอยู่พระเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าขณะนี้พระเจ้าริชาร์ดทรงอยู่ในที่คุมขังด้วยทรงถูกฝ่ายศัตรูคุมพระองค์ไว้พระเจ้าค่ะ”การคุมพระสูติของพระราชินีนั้นน่าสรรเสริญยิ่งนัก จะมีแต่พระหัตถ์ที่กำแน่นเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความรู้สึกในพระทัยยามนี้ แต่สำหรับฝ่ายชายแล้วดูเหมือนจะไม่อาจบังคับจิตใจไว้ได้คำถามต่างๆ จึงพรั่งพรูออกมาจากปากบาทหลวง ซึ่งพระราชินีทรงยกพระหัตถ์ขึ้นปรามให้สงบลง“พูดต่อไป” และจัสตินก็ปฏิบัติตามพระเสาวนีย์นั้น“โดยความเป็นจริงแล้ว เรือพระที่นั่งของพระองค์เกิดแตกขึ้นกลางทะเล ไม่ห่างจากกรุงเวนิซเท่าไหร่นักพระเจ้าค่ะ พระองค์มิได้ต้องบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานก็ทรงถูกดยุ๊ค แห่ง ออสเตรียจับกุม และได้ส่งพระองค์ไปยังจักรพรรดิแห่งโรมันพระเจ้าค่ะ”มีเสียงอุทานจากวิลล์และบาทหลวงดังขึ้นพร้อมกัน ด้วยพระชนมายุสามสิบห้าชันษานั้น ริชาร์ดทรงสร้างศัตรูไว้มากมายแต่จะมีก็แต่กษัตริย์ฟิลิปแห่งฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จงเกลียดจงชังในริชาร์ดยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิแห่งโรมัน และดยุ๊คแห่งออสเตรีย อีกครั้งหนึ่งที่เอลิเนอร์ต้องทรงปรามมิให้บุรุษทั้งสองพูดจาอะไรต่อ“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามานี้เป็นเรื่องจริง...เจ้ามีหลักฐานอะไรเช่นนั้นหรือ? ”จัสตินล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อทูนิค หยิบจดหมายทั้งสองฉบับนั้นออกมา“หลังคริสต์มาสเพียงสามวัน องค์จักรพรรดิได้ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส เพื่อกราบทูลให้ทรงทราบถึงการคุมตัวพระเจ้าริชาร์ดไว้พระเจ้าค่ะ อาชบิชชัพ แห่งโรอังคือผู้ที่ล่วงรู้เกี่ยวกับจดหมายฉบับดังกล่าวจึงได้ทำสำเนาไว้ หลังจากนั้นได้ทรงนำไปมอบให้ช่างทองแห่งเมืองวินเชสเตอร์คนหนึ่งชื่อเกอร์เวส ฟิทซ์ แรนดอล์ฟ ด้วยความกลัวว่า ถ้าจัดส่งเพื่อกราบทูลเรื่องราวโดยทางอื่นแล้วจะเป็นที่ล่วงรู้ถึงกษัตริย์ฝรั่งเศสได้พระเจ้าค่ะ” จัสตินถวายจดหมายให้ทอดพระเนตรพร้อมกับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนจดหมายนี้คือเลือดของฟิทซ์ แรนดอล์ฟพระเจ้าค่ะ กระหม่อมไม่อาจสาบานได้ว่า นี่เป็นจดหมายฉบับที่แท้จริง แต่กระหม่อมสามารถยืนยันได้ว่าฟิทซ์ แรนดอล์ฟยอมตายด้วยความเชื่อว่ามันเป็นจดหมายฉบับจริงพระเจ้าค่ะ” ขณะที่เอลิเนอร์ทรงอ่านสาสน์นั้นอยู่ ภายในห้องพระโรงขนาดเล็กนั้นเงียบกริบ ราวกับทุกคนที่อยู่ภายในห้องต่างกลั้นลมหายใจไว้ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความสงัดเงียบอันน่ากลัว และในที่สุดเมื่อเงยพระพักตร์ขึ้นนั้น ก็เห็นได้ชัดว่าพระพักตร์เผือดซีด แต่ก็ทรงสำรวมพระอารมณ์ไว้คงมั่น เมื่อทอดพระเนตรเห็นสีพระพักตร์ของเจ้าชายวิลล์ที่เครียดเคร่งก็รับสั่งออกมาว่า“อย่าเสียใจเลยวิลล์ ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่าริชาร์ดยังมีชีวิตอยู่ อาจไม่เคยมีใครรอดชีวิตจากก้นทะเลอะเดรียติกก็จริงแต่ก็ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่รอดตายออกมาจากตรุออสเตรียนได้” เมื่อทรงเห็นจัสตินยังคงคุกเข่าอยู่ ก็ประทานอนุญาตให้ลุกขึ้นได้ “แล้วเจ้าไปได้จดหมายทั้งสองฉบับนี่มาอย่างไร? ”จัสตินกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพียงแต่พยายามกราบทูลให้น้ำหนักของเรื่องเบาอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น เมื่อกราบทูลจบลงเอลิเนอร์ก็มีรับสั่งขึ้นว่า“อะไรก็ตามที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่ในห้องนี้ จะออกไปจากห้องนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด รอไว้ให้ฉันได้ปรึกษาหารือกับท่านอาชบิชชัพและที่ปรึกษาคนอื่น ๆ เสียก่อน เอาละ...ตอนนี้ฉันขอคุยกับพ่อหนุ่มคนนี้เพียงลำพังสักหน่อยก่อน”ทั้งวิลล์และบาทหลวงแสดงท่าทางไม่เต็มใจเลย กระนั้นก็จำใจปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ เมื่อบุรุษทั้งสองออกไปจากห้องแล้วเอลิเนอร์ก็ประทานอนุญาตให้จัสตินนั่งบนเก้าอี้ได้ ขณะเดียวกันปลายนิ้วของพระนางก็เขี่ยอยู่กับครั่งที่ผนึกซองจดหมายซึ่งถูกแกะออกจัสตินตั้งใจจะอ้างว่า สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นขณะที่เกอร์เวลดิ้นรนต่อสู้อยู่กับคนร้าย แต่เมื่อประสานสายตากับพระราชินี ก็พบว่าเขาไม่อาจกราบทูลสิ่งที่เป็นความเท็จได้