๑
ยามดึกของคืนที่สายฝนโปรยปรายไม่ขาดสายท้องฟ้ามืดมิดกระจ่างวาบเป็บางครั้งด้วยสายฟ้าที่ฟาดลงมาพร้อมเสียงคำรามลั่นเป็่ๆ สายลมเย็นๆพัดโบกโบยจนผ้าม่านหน้าต่างผืนบางปลิวไสวหอบเอาละอองฝนผ่านเข้ามาในห้องขนาดกว้างสามคูณห้าเมตรซึ่งผู้เป็เ้าของห้องได้นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนานุ่มบนเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่ง
เสียงเห่าหอนของสุนัขขานรับกันเป็ทอดๆทำให้คนที่กำลังอยู่ในภวังค์นิทราสะดุ้ง กายอรชรกระสับกระส่ายดิ้นไปมา เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นตามขมับ กลีบปากอิ่มขยับ...ไม่! ไม่และไม่! ซ้ำๆ กันอยู่หลายครั้งมือเล็กยกขึ้นทาบบนอกกว้างยกขึ้นป่ายปัดและผลักไสบางสิ่งบางอย่างคล้ายเงาทาบลงมา จนศีรษะทุยส่ายหนีไปมาจนเส้นผมกระจาย
ความจริงคือเธอนอนอยู่บนเตียงทว่า...ในภวังค์ความรู้สึกตอนนี้คือ...ห้องนอนได้มลายหายไปกลายเป็ท้องถนนยามค่ำคืนที่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของสาวคนหนึ่งไปโดยสิ้นเชิง!
เกือบถึงวันพระจันทร์เต็มดวงทว่าท้องฟ้ากลับมีเมฆหมอกสีดำบดบังพระจันทร์ทอแสงสีเหลืองนวลกระจ่างไปทั่วให้มืดมิดพร้อมสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ภายในรถคันใหม่ยี่ห้อหรูราคาแพง หนึ่งคนขับหนุ่มใบหน้าคมเข้มค่อนข้างขรึมหัวคิ้วหนาเป็ปื้นขมวดมุ่นเข้าหากัน สองมือจับพวงมาลัยรถไว้แน่นพร้อมความพยายามประคองให้เคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังเต็มที่ด้วยว่านอกจากถนนลื่นแล้วยังเป็หลุมเป็บ่อเป็ระยะๆ
ด้านหลังของรถมีหนึ่งสาวนั่งหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับเพราะมีหัวของสุนัขหนาแหลมยาว ขนปุยฟูนุ่มตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าวางอยู่บนตัก หากเธอไม่ลูบหัวหรือขน เ้าสี่ขาก็จะทำเสียงง่ำๆฮึ่มๆ คำรามลั่นด้วยความหงุดหงิดไม่พอใจแต่มันไม่สนใจเลยว่าขณะอ้าปากงับมือหรือใช้ลิ้นไซ้เลียปลายนิ้วน่ะทำให้เธอขลาดกลัว ผนวกกับอึดอัดคั่งแค้นจนอยากทุบให้เจ็บทว่าทำได้เพียงแค่ทำหน้าหงิกงอและกัดเขี้ยวกรอดๆ
“อีกไกลไหมคุณ” เอ่ยถามเสียงค่อนข้างสั่นน้อยๆด้วยความหวาดหวั่นในหัวใจระคนเหนื่อยหน่ายที่ต้องรบรากับเ้าขนปุยเอาแต่ใจซึ่งเริ่มส่งเสียงร้องหงิงๆ มาสักระยะหนึ่งแล้ว ถ้าความรู้สึกไม่ผิดพลาดไปคิดว่ามันผงกหัวขึ้นพร้อมเสียงคำรามดังจากแผงคอหนาที่ทำให้เธอคิดว่ากำลังเกิดเหตุไม่ปกติ!
คิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยเมื่อเหลียวมองไปข้างทางซึ่งพอมีแสงจากดวงไฟส่องสว่างเน้นย้ำความคิดด้วยเส้นทางซึ่งรถวิ่งไปเรื่อยๆแต่ไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง อีกทั้งยังคลับคล้ายคลับคลาเป็เส้นทางที่เคยนั่งรถผ่านไปแล้วสามถึงสี่ครั้ง แม้เส้นทางสายเดียวกันแต่คงเป็ไปไม่ได้ที่จะเหมือนกันไปตลอดจนถึงจุดหมายปลายทางเช่นนี้
“มีอะไรเกิดขึ้น...หรือเปล่า”เอ่ยถามเสียงขาดเป็ห้วงๆ ด้วยเ้าสุนัขขนปุกปุยขยับกายขึ้นยืนจังก้าพร้อมเสียงคำรามลั่น! แต่เพียงแค่แวบเดียวมันก็ทรุดกายลงพร้อมใช้จมูกดุนและปากงับมือนุ่มอย่างหยอกล้อ ทว่าหูยังคงยกขึ้นคล้ายฟังสรรพเสียงต่างๆ
“ถอยไปนะไอ้หมาบ้า!”หญิงสาวแผดร้องเสียงเขียว หันเหความสนใจมาลงที่เ้าสุนัขขนปุยตัวโคร่งยิ่งกว่าเสือ! ซึ่งส่งเสียงร้องงี้ดง้าด สองขาหน้าเท้าคร่อมร่างเพรียวบางพร้อมยื่นหน้ายาวๆ มาถูไถกับซอกคอ และ...
“หยุดนะไอ้หมาตัวเหม็น!”เอ่ยเสียงกระด้างแข็งกร้าว พร้อมเบือนหน้าหนีปลายลิ้นยาวและอุ่นที่ไล้เลียผิวเนื้อ
สุนัขขนปุยถอยไปนั่งจ๋องแม้มองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่ก็เหมือนเห็นหน้ามันมุ่ยๆ ด้วยน้อยอกน้อยใจดวงตาโศกพร้อมประกายที่ต่อว่า... ‘คนสวยใจร้าย’
หญิงสาวอยากหัวเราะให้ลั่นกับความเพี้ยนของตัวเองเมื่อดันคิดไปว่าได้ยินเสียงตัดพ้อต่อว่าจากเ้าสุนัขขนปุยแต่ว่าเธอได้ยังไงกันเล่า ก็เธอดันเป็โรคไม่ถูกกับสุนัขอย่างรุนแรงนี่นาที่นั่งมาด้วยได้นี่ก็ถือว่าดีมากแล้วนะ ถ้าเห็นแต่แรกในรถมีเ้าหมาบ้าขี้เล่นนี้อยู่ด้วยละก็...ต่อให้อยากเจอบางคนมากเท่าไหร่เธอก็ไม่เสี่ยงถูกขย้ำด้วยเขี้ยวแหลมยาวเป็เงินยวงหรอกนะ กลัวจนขนกายลุกซู่แล้ว
หญิงสาวสะบัดใบหน้าเคร่งขรึมกราดเกรี้ยวพร้อมสายตาไม่พอใจไพล่ไปมองคนขับรถหน้าตาเ็าราวกับมีหน้ากากเคลือบไว้เพราะหูดันได้ยินเสียงหัวเราะหึหึดังลอยมา
กลีบปากอิ่มขบเม้มเข้าหากันไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะกลั้วคอ แต่ยังมีประกายสายตาที่เหลือบมองมาด้วยความไม่พอใจผนวกกับสีหน้าค่อนไปทางเคร่งเครียดระคนหงุดหงิดรำคาญใจไหนจะอาการลุกลี้ลุกลนตื่นกลัวน้อยๆ ที่ตกกระทบสายตาอีกล่ะ
ไม่ได้อยากคิดมากทว่ามีเหตุชี้ชวนให้คิดพร้อมทบทวนถึงเื่ราวที่มาสะกิดคิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่นเข้าหากัน ั้แ่...เ้าสุนัขขนปุยลุกขึ้นยืนจังก้าเห่าหอนพร้อมเสียงขู่คำรามครั้งแรกแล้วมาตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าพ่อคนขับรถนี่กำลังถ่วงเวลา!
ใจสาวถึงกับไหววาบหล่นตุ้บไปกองอยู่ที่ปลายเท้าซึ่งเย็นจัดมือบางกำกระเป๋าสะพายจนแน่น พร้อมก่นว่าตัวเอง เธอเชื่อคนง่ายเกินไปเพียงแค่เขาคนนี้เดินเข้ามาหา
“ขอโทษครับคุณใช่...คุณปาวรินทร์”
“ค่ะ ฉันเอง”ปาวรินทร์ที่นั่งกระสับกระส่ายอยู่ด้วยเลยเวลาที่ใช่แล้วทว่าคืนนี้เขาคนนั้นก็ยังไม่มา จนน่ากลัวจะกลายเป็ยายสายบัวคอยเก้อ พร้อมความน้อยใจในโชควาสนาของตัวเองเป็ยิ่งนัก
ใบหน้าผุดผาดแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆหมองเศร้าลง ั์ตากลมใสฉายแววน้อยใจระคนโศก โอกาสมีเพียงน้อยนิดแต่เธอก็ยังไขว่คว้ามาไม่ได้
“เ้านายติดธุระมารับคุณไม่ได้เลยให้ผมมารับแทน”
“เ้านาย?” ศีรษะทุยเอียงเล็กน้อย
“คนที่คุณรออยู่นั่นแหละครับ”
แสงไฟกระจ่างวับๆแวมๆ ทำให้เห็นใบหน้าเรียบเฉย ประกายในดวงตาเข้มจัดคู่นั้นแปลกๆเหมือนสมเพชเวทนาหรือสงสารก็ไม่รู้ได้แต่อารามดีใจเธอเลยเลือกมองข้ามและลุกขึ้นเดินตามร่างหนาใหญ่ไปโดยไม่เฉลียวใจเลยสักนิดนี่อาจเป็แผนลวงของใครบางคน ที่้ากำจัดเธอให้หลุดไปจากวงโคจรไม่อาจสู้หน้าและเข้าใกล้ ‘คีธ’ได้อีก!
บ้าจริง! ปาวรินทร์สบถเธอใสซื่อมากเกินไปหรือเปล่า ถึงได้เชื่อใจคนไม่เคยเห็นหน้า...อ้อเคยเห็นผู้ชายคนนี้ติดสอยห้อยตามคีธอยู่ประมาณสองสามครั้งเห็นจะได้
“ไม่มีอะไรหรอกคุณ”ตวัดสายตาไม่พอใจใส่ว่าที่คู่นอนคนใหม่ของผู้เป็เ้านายอย่างหงุดหงิด
“ถ้าไม่มีอะไรจริงๆทำไมคุณถึงได้ทำหน้าเหมือนกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ล่ะ”อย่างน้อยการชวนคุยก็ทำให้เธอพอคาดเดาความรู้สึกของชายคนนี้ได้บ้างโดยที่สายตาไม่ได้ละจากการมองข้างทาง ด้วยคิดว่าหากมีอะไรผิดปกติขึ้นมาจริงๆเธอยังพอหาทางแก้ไขได้ทัน
“คุณไม่เห็นหรือไงว่าฝนตกถนนลื่น ไฟข้างถนนก็ไม่มี ผมต้องประคองรถไม่ให้เกิดอุบัติเหตุนะสิ”โต้กลับด้วยหงุดหงิด
จากประสบการณ์ที่อยู่กับนายหนุ่มๆมานาน รวมถึงปฏิกิริยาของเ้าสุนัขตัวเขื่องที่คอยวิ่งวนรอบตัวคีธ...ชื่อว่าไลอ้อนแบล็ก! ชื่อแปลกเหมือนกับผู้เป็นายหน้าเป็ขี้เล่นอีกคน ไลอ้อน เคียว! เห่าหอนและลุกขึ้นยืนจังก้าอย่างกับเจอเข้ากับศัตรู บ่งบอกได้ว่าค่ำคืนนี้มีความผิดปกติแน่นอน
ไม่ได้จะคิดมากแต่ผู้เป็นายทั้งห้าของเขานั้นมีศัตรูคอยตามทำร้ายอยู่เนืองๆจึงมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยชั้นเยี่ยมมาดูแลไม่ห่างกาย
ั์ตาเข้มเหลือบมองสองข้างทางบ่อยครั้งพร้อมพยายามขับรถไปให้ถึงจุดหมายอย่างเร็วด้วยความระมัดระวังที่สุดคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากัน เมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆ คล้ายวิ่งจากด้านหลังขนานไปกับตัวรถ ก่อนะโผ่านหน้ารถไปในระยะกระชั้นชิด!
“ระวัง! ว้าย!” ปาวรินทร์ที่ร้องเตือนเสียงดังลั่นกลายเป็ตื่นตระหนกแทนเมื่อเห็นมีอะไรบางอย่างวิ่งตัดหน้ารถ บวกกับถนนลื่น อีกทั้งด้านหน้ามีหลุมใหญ่เป็เหตุให้รถแฉลบพุ่งไปด้านข้างอย่างเร็ว ก่อนมีเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนน พร้อมควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจนแทบมองอะไรไม่เห็น
“คุณเป็อะไรหรือเปล่าไหวไหม” ไม่ได้อยากสนใจ ทว่าหูได้ยินเสียงเ้าสุนัขตัวเขื่องแฮ่ๆ กัดเขี้ยวกรอดๆจนให้คิดได้ว่ากำลังต่อว่าเขาอยู่
“ฉัน...ฉันไม่เป็ไรค่ะ”ปาวรินทร์ตอบกลับเสียงสั่น ด้วยใจากเหตุการณ์ข้างนอกรถแต่ไม่เท่ากับตรงหน้าที่ต้องรบรากับ...
“ถอยออกไปนะเ้าหมาบ้า! ตัวยังกับั์ทับลงมาได้ หนักจะตายชัก”ต่อว่าและผลักดันเ้าสุนัขขนปุยที่ขยับเคลื่อนมาทับอย่างรวดเร็ว จมูกโด่งยู่ย่น ‘เ้าหมาบ้านี่ทำอย่างกับสุภาพบุรุษที่ต้องคอยปกป้องคุ้มครองสตรีสุดที่รักอย่างนั้นแหละ!’
ปาวรินทร์หวีดร้องเสียงหลงรีบเบี่ยงหน้าหนีจมูกยาวๆ ที่ซุกไซ้ลงมาแม้หวาดผวาขลาดกลัวจะถูกเขี้ยวแหลมคมขบกัดลงบนผิวเนื้อแต่การเคลื่อนไหวและลิ้นอุ่นชื้นที่แตะตามจุดชีพจรทำให้เธอจั๊กจี้ระคนวาบหวามอย่างบอกไม่ถูก แต่เพราะเสียงเข้มที่ดังมาทำให้เกิดความอับอายระคนโกรธเกรี้ยวมากกว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”หญิงสาวเอ่ยถามเสียงค่อนข้างสั่น ไม่ให้กลัวได้ยังไงกันล่ะนี่อาจเป็แผนการของใครสักคนก็ได้นี่นา
ยามค่ำคืนแสงจันทร์เลือนรางด้วยเมฆหมอกดำเคลื่อนมาปกคลุมพร้อมม่านฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ท่ามกลางป่าเปลี่ยวๆ แล้วรถมาจอดนิ่งสนิทกับชายหนุ่มหน้าตาและท่าทางน่ากลัว ไหนจะเ้าสุนัขขนปุยตัวใหญ่ั์ทำเหมือนจะข่มเหงสาวน้อยที่ไม่ถึงกับสวยมากมายแต่หุ่นอวบอัดยั่วใจผู้ชายให้คิดอยากกระทำชำเราได้ไม่ยากที่สำคัญคือ...หัวใจเต้นตึกตักกับเขี้ยวขาวราวกับเงินยวงที่หยอกล้ออยู่กับซอกคอระหงนะสิโอ๊ย! เธอเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ เลย
“คิดว่ายางล้อแตกนะคุณ”ตอบกลับพร้อมกับควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาหมายจะโทรบอกใครสักคนให้รู้ทว่าก็ต้องอารมณ์เสียหนักขึ้น เมื่อตรงที่อยู่ดันไม่มีสัญญาณอีก “บ้าชิบ!”
ถ้าจะถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ”คงได้โดนหันมาแยกเขี้ยวใส่ล่ะ เพราะเธอถามไปหลายรอบแล้ว“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ”
ไม่ใช่อุบัติเหตุ!หนึ่งบอดี้การ์ดหนุ่มของคีธและไลอ้อนซึ่งคืนนี้จำต้องมาทำหน้าที่สารถีจำเป็บอกกับตัวเองอย่างนั้นด้วยเสียวที่ต้นคอวูบๆ มาหลายตลบแล้ว ยิ่งเมื่อได้เห็นเงาสะท้อนของดวงตาเ้าเขี้ยวขาวเสมือนตอกย้ำความคิดของตัวเอง...ไม่ผิดแน่!
“เมื่อกี้เราผ่านหมู่บ้านมาถ้าคุณคิดว่าเดินไหว...”ผู้หญิงแต่ละคนที่มาเป็ของเล่นให้กับเ้านายเขานั้นล้วนแล้วแต่เป็พวกกระแดะ!อะไรนิดหน่อยก็ร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้ เสียงอย่างกับลำโพงงานวัด ฟังทีไรขี้ในหูเต้นกระเด็นกระดอนเล่นเอาเขามึนงงได้ตลอด
“เราต้องเดินฝ่าสายฝนพวกนี้ไปขอความช่วยเหลือขอให้เขาส่งคนมาช่วยลากรถกลับไปปะยางให้นะคุณ” เตรียมใจไว้แล้วต้องได้ยินเสียงแผดร้องดังลั่นทว่าสิ่งที่ได้ยินจริงๆ กลับพาเอางงเล็กน้อย
“เอ่อ...แล้วไม่มียางสำรองไว้เปลี่ยนบ้างเลยหรือคะ”ก็แหม รถใหม่ๆ จะไม่มียางสำรองได้ยังไงกันล่ะ
“เผอิญ...เพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อตอนขามารับคุณเส้นหนึ่งตอนนี้เลยไม่มี แล้วคุณ...รออยู่ที่รถหรือไปกับผมล่ะ” เอ่ยถามคล้ายไม่มั่นใจ
“ไปกับคุณนะสิให้ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวได้ยังไงกันล่ะ น่ากลัวจะตายไป” ยอมเสี่ยงเดินไปกับผู้ชายคนนี้ยังดีกว่านั่งอยู่ในรถกับเ้าหมาตัวั์ท่าทางน่ากลัวๆนี่ดีกว่า แล้วยังต้องคอยระวังคนอีกล่ะ ถ้าดีก็โชคช่วยแต่ถ้าไม่ดี...เธอได้กลายเป็ศพขึ้นอืดอยู่ใต้แม่น้ำนะสิ
“งั้นก็...”สภาพหญิงสาวให้เดินด้วยรองเท้าส้นสูงลิ่วขนาดนี้ไปบนถนนเปียกชื้นและลื่นคิดว่าไปได้ไม่กี่ก้าว คงล้มแผละลื่นไถลกลิ้งไปบนพื้นถนนให้เป็ภาระเขาเสียมากกว่า
“คุณรออยู่ในรถก่อนแล้วกันเดี๋ยวผมไปเอาร่มกับรองเท้าหลังรถมาให้เปลี่ยน จะได้เดินสะดวกๆ และไม่เปียกด้วย”
“ขอบคุณนะคุณนี่เห็นหน้าตาน่ากลัว แต่ดูเป็คนดีนิสัยน่าคบเหมือนกัน” ในความคิดเธอคือผูกมิตรเอาไว้ก่อนเป็การดี ก่อนต้องส่ายศีรษะอย่างระอิดระอาใจกับเสียงขู่ฟ่อๆสลับกัดเขี้ยวของเ้าหมาขนปุยที่แยกเขี้ยวขาวเป็เงินยวงใส่มาทำอย่างกับว่ากำลัง...อิจฉา!
หมานี่นะ...อิจฉา?เธอคงเพี้ยน...หนักแล้วละ ที่มีความรู้สึกเหมือนกับฟังภาษาสุนัขออกอีกทั้งแม้ท้องฟ้าจะมืดด้วยม่านเมฆที่กางกั้นแสงจากจันทราเอาไว้แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนเห็นดวงตากลมใสที่จ้องมองมาด้วยความน้อยใจระคนตัดพ้อต่อว่าจากเ้าขนปุยตัวใหญ่ที่ยืนจังก้าพร้อมเสียงขู่ดังก้องเต็มสองหู
คนถูกชมถึงกับหน้าเหวอรีบเบือนหน้าร้อนผ่าวด้วยความรู้สึกแปลกจากคำพูดปาวรินทร์ซึ่งพุ่งลิ่วขึ้นมาอย่างเร็วไวผู้หญิงที่มาหานายส่วนใหญ่ไม่เคยมีใครพูดจาหวานๆและแสดงความสนิทสนมพูดคุยอย่างมีไมตรีจิตอย่างสาวคนนี้ ทำให้นึกเสียดายอยู่ไม่น้อยเธอควรได้เจอผู้ชายดีๆ มีรักให้อย่างจริงใจ ไม่ใช่ผู้ชายอย่างเ้านายเขาหวังเพียงแค่ผลประโยชน์บางอย่างจากเหล่าผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาใกล้
“เราก็คุยกันมาตั้งนานแล้วชื่อฉันคุณรู้แล้ว แต่เรียกสั้นๆ ว่ารีก็ได้ แล้วคุณล่ะ”
“เรียกผมว่าจอห์นแล้วกัน”ตอบพร้อมส่งรองเท้าแตะให้หญิงสาวจัดการเปลี่ยน ขณะสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ บริเวณด้วยเมื่อลงมายืนอย่างนี้ขนบนต้นคอเขายิ่งลุกเกรียวจนน่ากลัว
“คุณพร้อมแล้วใช่ไหมงั้นไปกันเถอะ”
“แล้วเ้าสุนัขตัวนี้...อ้าว!หายไปไหนแล้วล่ะ เมื่อกี้เห็นมายืนทำหน้าทำตาอย่างกับน้อยใจฉันอยู่เลยนี่น่า”
“คงวิ่งนำหน้าไปก่อนแล้วมั้งผมว่าเรารีบไปกันดีกว่า ดึกกว่านี้กลัวร้านรวงจะปิดกันหมดเสียก่อน”
“ค่ะ”ปาวรินทร์รับคำเสียงใส ก้าวเดินเคียงข้างคนขับรถหนุ่มไปเรื่อยๆพร้อมชวนสนทนาผ่อนคลายความเครียดและกลัวที่ยังมีเกาะอยู่เต็มทรวงกับอีกหนึ่งความแปลก ด้วยเธอไม่ได้เอ่ยถามถึงเื่ของชายคนที่ไปหาแต่กลับถามถึงเ้าสุนัขขนปุยซึ่งทำตัวล่องหนหายตัวได้!
“คุณ!”ปาวรินทร์ร้องเรียกเสียงใสค่อนไปทางตื่นตระหนก กายเพรียวเขยิบเข้าไปใกล้ร่างหนาแกร่งเมื่อหูได้ยินเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังสนั่นลั่นจนพื้นสั่นสะท้านดินะเืตามติดมาด้วยสายลมกระโชกแรงจนใบไม้ไหวอย่างแรง ใบหน้านวลผ่องขาวซีดมือเย็นเฉียบไม่แพ้ปลายเท้า ขาเรียวสั่นจนแทบก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้
“ไม่มีอะไรหรอกคุณแค่พวกสัตว์กลางคืนน่ะ” คนที่เห็นถึงความผิดปกติเอ่ยปลอบทว่ามือกลับจับขอบกางเกงเตรียมพร้อมดึงอาวุธประจำกายมาป้องกันตัวเองและช่วยเหลือคนใกล้ตัว
อยากเชื่ออย่างนั้นแต่มีบางอย่างบอกว่าไม่ใช่ ศีรษะทุยเหลียวไปแลซ้ายขวาปลายหางตาได้เห็นเงาดำตะคุ่มๆ วิ่งผ่านหน้าไปเป็ระยะ ถ้าหูไม่เพี้ยนจนเกินไปนักคิดว่าได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กก้องดังเสียดแทรกผ่านม่านสายฝนมาแตะโสตประสาทหู
“คุณจอห์น!”ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างกับได้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสุดชีวิตร่างกายเย็นจัดและแข็งทื่อ ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้
“ฉิบหายแล้ว!”จอห์นสบถเสียงเข้ม โยนร่มในมือทิ้งไปคว้าแขนกลมกลึงดึงมาใกล้ตัวพร้อมเหลียวมองไปด้านหลังอย่างระวัง ไม่ได้คิดไปเองด้วยเสียงซึ่งดังก้องอยู่นั้นบ่งบอกว่าไอ้เ้าสัตว์ประหลาดหน้าขนที่ยืนอวดศักดาความน่าเกรงขามอยู่เบื้องหน้าอาจมีพรรคพวกอีก
“ใจเย็นๆนะคุณรี ทำตามที่ผมแนะนำ” เขาเองก็กลัวมิใช่น้อย ด้วยปกติเคยแต่ต่อสู้กับคนไม่เคยต้องมาสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ั์และดำเลื่อมดวงตาปูดโปนและแดงราวกับประกายเพลิงไฟเรืองรองอยู่ภายในหายใจแรงจนมีเสียงดังครืดคราดๆ เหมือนเสียงพายุฝนฟ้าคะนองแสยะยิ้มจนเห็นร่องฟันซี่ใหญ่แหลมและมีน้ำลายไหลยืดเหมือนสุนัขบ้าผสมช้างตกมัน!
ปาวรินทร์ไม่ตอบรับด้วยยืนก็ยังแทบไม่ไหว ขาสั่นพั่บๆ จนไม่รู้จะทรุดกองตอนไหนกระทั่งหายใจก็ยังแทบไม่กล้าด้วยซ้ำ ด้วยสายตาแดงราวกับดวงไฟลุกโชนที่มองมาเธอััได้ถึงความหิวกระหาย ทว่าไม่ใช่ด้วยความพิศวาสดูเหมือน...มือเล็กยกขึ้นจับลำคอที่เส้นเืเต้นตุบๆ อย่างเร็วไว
“ตั้งสติไว้นะคุณอย่าทำให้มันเห็นว่าเรากำลังกลัว ไม่งั้นมันจะยิ่งฮึกเหิมเกริมแสดงความกักขฬะ ข่มให้เรากลัวจนวิ่งหนีไปไหนไม่รอด”ไม่บอกแค่ปาว รินทร์แต่บอกกับตัวเองด้วย ต้องมีสติตั้งไว้มั่นมิเช่นนั้นจะหนีไม่รอด
คำพูดของจอห์นไม่ได้แตะโสตประสาทปาวรินทร์แม้แต่น้อยมือเล็กยกขึ้นจับจี้เล็กๆ ที่ภายในเป็รูปของครอบครัวไว้แน่นอีกทั้งภายในใจนั้นเรียกหาแต่ ‘พ่อแก้ว แม่แก้วป้าจ๋า...ช่วยรีด้วย’
ยิ่งปล่อยไว้เนิ่นนานเห็นทีจะเป็การไม่ดีแน่แท้จอห์นตัดสินใจฉับไวคว้าแขนกลมกลึงเอาไว้แน่น “วิ่ง! ให้เร็วที่สุดเลยนะคุณ”
รู้ว่าต้องทำตามคำสั่ง!แต่...ไม่ไหว! เธอก้าวขาไม่ออกเหมือนถูกดูดเอาเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยอยู่แล้วเหือดหายไปทีละน้อย ผนวกกับเสียง...
“เธอนี่กลิ่นหอมจนฉันน้ำลายสอแล้วละอยากหม่ำๆ เืหวานๆ ให้สมอยาก”
เสียงคำรามราวกับท้องฟ้ายามนี้เมฆดำทะมึนก้อนใหญ่ลอยมาบดบังพระจันทร์สาดทอแสงผนวกกับแสงฟ้าแลบและท้องฟ้าที่คำรามลั่น ทำเอาปาว รินทร์เกือบทรุดกองลงตรงนั้น ดีว่ามีแขนแกร่งของจอห์นช่วยพยุงไว้ ทว่า...
“กรี๊ด!!”ปาวรินทร์เผลอส่งเสียงร้องดังลั่น ด้วยความกลัวจนหัวใจพร้อมหล่นไปกองที่ปลายเท้าเมื่อมีบางอย่างที่อุ่นชื้นมาไล้เลียที่มือพร้อมดุนดันซุกไซ้อยากเขยิบกายและสะบัดมือหนีแต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยร่างกายแข็งเป็หินไปหมดทั้งร่างเหมือนถูกแช่แข็ง
‘เฮ้อ! ผู้หญิงนี่เหมือนกันทุกคนเลยหรือไงกันเห็นท่าทางค่อนข้างเ็าเหมือนเก็บอารมณ์ได้ แต่สุดท้ายก็...’ แต่ก็เข้าใจอยู่หรอกนะเจออย่างนี้ใครครองสติได้อยู่ถือว่าเก่งแล้ว จนอยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อปกป้องเธอ! ไม่เข้าใจทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกแบบนี้กับคนที่ต้องมาแลกเปลี่ยนความสุข บำรุงบำเรอความ้าในกายกับถ่ายเทเืให้แต่คงเป็อย่างที่เ้านั่นว่านั่นแหละ...
กลิ่นกายเธอหอมจนอยากสูดดมแนบชิดและ...เสพสมราคะพร้อมกดฝังเขี้ยวแหลมคมแหวกเข้าไปบริเวณลำคอขาวนวลเนียนละเลียดดื่มด่ำกับเืรสหวานนุ่มละมุนลิ้นอย่างเชื่องช้าจนอิ่มหนำทั้งกายและใจเพียงแค่คิดเท่านั้นนะร่างกายก็คึกคักกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาแล้วเื่อะไรที่เขาจะให้อาหารอันโอชะตกไปอยู่ในมือของตัวอะไรก็ไม่รู้ได้ล่ะ!
“อยากหม่ำผู้หญิงคนนี้ขออนุญาตฉันหรือยังล่ะ”
เสียงทุ้มห้าวดังพร้อมหัวเ้าหมาขนปุกปุยที่เมื่อครู่ไม่รู้หายตัวไปไหนซุกไซ้พร้อมยื่นปากยาวงับมือเย็นะเืสลับกับลิ้นอุ่นๆไล้เลียปลายนิ้วหยอกเย้าราว้าบอกว่า
“ไม่ต้องกลัวจะอยู่เป็เพื่อนและคอยคุ้มครองไม่ให้ใครหรือตัวอะไรมาทำอันตรายเธอได้”
ปาวรินทร์เหลียวหน้ามองหาเสียงทุ้มออกเค้าสนุกครึกครื้นทว่าเหมือนกับเธอโดนผีหลอก ด้วยว่ารอบกายนอกจากจอห์นที่เธอก็คุ้นเสียงแล้วกับ...
ใบหน้าขาวซีดก้มลงมองเ้าสุนัขตัวโคร่งเธอรู้สึกเหมือนกับมันกำลังยิ้มให้เอ่อ...สงสัยเพราะความกลัวจนสมองเพี้ยนไปและแสงเพียงกระจิบมือสาดส่องมากับเครื่องดื่มสีชมพูสดๆที่ดื่มก่อนขึ้นรถ ผนวกกับความกลัวจนขี้ขึ้นสมอง เลยจินตนาการไปไกลสุดกู่เจอสุนัขพูดได้ยิ้มได้...อยากหัวเราะให้ดังลั่น แต่ก็หัวเราะไม่ออก
“โอ๊ะ...ไอ้หมาหน้าย่นแกนี่พูดตลกดีว่ะ” หัวเราะเป็เสียงคำรามดังลั่น“มาตัวเดียวคิดว่าสู้กับพวกฉันได้หรือไง”
“ต่อให้พวกแกมากันเป็ฝูงก็ไม่คณามือฉันหรอกน่า”
“แกนี่หลงลำพองโดยไม่ดูสารรูปตัวเองเลยนะไอ้หมาขี้เรื้อนแต่เอาเถอะจะเห่ายังไงก็เชิญตามสบาย เพราะอีกสักประเดี๋ยวหมาขี้เรื้อนตัวเหม็นจอมแส่ก็หมดสภาพนอนเสียดายเหยื่อสาวแสนหวานเนื้อนุ่มที่ถูกกัดแทะฉีกเนื้อกินเืจนไม่เหลือแม้กระดูกใต้อุ้งตีนใหญ่”
“เป็แกมากกว่าที่หลงลำพองคิดว่าตัวใหญ่แล้วฉันจะกลัวหรือไง ตัวใหญ่ๆ อย่างนี้แหละดี เวลาล้มมันดังดี”
“ถามหน่อยนะคุณจอห์นคุณได้ยินอย่างที่ฉันได้ยินหรือเปล่า” ปาวรินทร์ดึงแขนจอห์นด้วยคิดว่าตัวเองกำลังบ้า ที่ฟังการสนทนาของสองสัตว์ออก
“อ้าว! สองคนนี้ทำอะไรกันอยู่ทำไมถึงไม่รีบหนี ต้องรอให้ถูกขย้ำฉีกเนื้อกับขาออกคนละทางก่อนหรือไงถึงคิดเป็น่ะ” สุนัขตัวใหญ่ั์เอ่ยถามพร้อมกัดเขี้ยวกรอดๆอย่างลืมคิดไปว่าคนที่ไม่รู้ได้ยินต้องใ
ปาวรินทร์ถึงกับตาเบิกกว้างได้แต่มองจอห์นซึ่งไม่มีทีท่าแปลกใจเื่เ้าหมาพูดได้! ผิดกับเธอที่งุนงงราวถูกใครเอาไม้ตีที่ทัดดอกไม้
เสียงขู่ฟ่อและคำรามดังผสมผสานแว่วมาแตะโสตประสาทหูทำให้ปาว รินทร์ฟังออกเป็ว่า “รีบฝังเขี้ยวดื่มเืสดหวานขย้ำฉีกเนื้อนุ่มๆ ออกเป็ชิ้นๆ ให้เร็วที่สุด” ทำให้เธอรีบสาวเท้าถอยไปทีละน้อยแล้วเมื่อเห็นว่าได้ระยะพอสมควร ก็หันหลังวิ่งหนีอย่างเร็วไวปานพายุ
“บ้าจริง!!”หนึ่งสุนัขขนปุยและหนึ่งชายหนุ่มสบถพร้อมๆ กัน
“นายอยู่จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยนะจอห์นแค่นี้ไม่คณามือใช่ไหม ส่วนยายนั่นไม่ต้องห่วง ฉันตามไปเอง” เ้าสี่ขาขนปุยสั่งการจอห์นก่อนมันวิ่งห้อตามปาวรินทร์ไปอย่างเร็วรี่
“บ้าชิบ! นี่มันจะตามเขาไปถึงไหนกันนี่เหนื่อยแล้วนะเฟ้ย!” เมื่อความสนุกกลายเป็ความหงุดหงิดกับการต้องวิ่งหนีศัตรูที่ตามไล่ล่าอย่างไม่ยอมหยุดพลาดจากฝั่งซ้ายก็มาด้านขวา สลับดักหน้าต้อนหลังให้ต้องหนีไปตามเส้นทางที่ดูเหมือนเ้าพวกนั้นจะเตรียมการมาก่อนหน้า
“เหนื่อยแล้วนะยายบ้าจะหนีไปไหนนักหนา” ไม่น่าประมาทเลยให้ตายสิ คิดไม่ถึงจะถูกตลบหลังอย่างนี้!ไลอ้อนสบถด้วยหงุดหงิดขณะวิ่งเบี่ยงซ้ายเลี่ยงขวาด้วยต้องหลบะุที่สาดใส่มาไม่ยั้ง
จมูกยาวสูดดมกลิ่นหอมอ่อนหวานราวกับขนมปังเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆอุ่นร้อนที่ดันไปยั่วใจฝ่ายตรงข้ามให้ติดตามไล่ล่าเอาตัวความร้อนอกร้อนใจกับสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและกลิ่นดินกลิ่นคาวของพื้นถนนเป็อุปสรรคให้ความสามารถในการดมกลิ่นลดลงด้วยแล้วยังต้องคอยหลบหลีกป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกทำร้าย! อีก
“จะหนีไปไหนเล่าไอ้หมาขี้เรื้อนไลอ้อนอูน...จิ มาเล่นไล่จับกับพวกฉันก่อนสิ”
เสียงห้าวเจือหัวเราะดังลอยละลิ่วผ่านม่านสายฝนโปรยปรายลงมาหลายทิศทางพร้อมเสียงปืนรัวลั่นก่อนะุแหวกม่านสายฝนและลมที่โหมรุนแรงมาเกือบถูกขาหน้าและ...สองขาหลังของสุนัขก่อนร่างดำเลื่อมและหนาบึกอย่างกับกำแพงบ้านจะยืนจังก้าดักหน้าทำให้ไลอ้อนซึ่งวิ่งลิ่วจนหูลู่อยู่เบรกอย่างกะทันหัน! แต่เพราะถนนลื่นทำให้มันถึงกับตัวเหวี่ยงไปทางหนึ่ง
“แกนี่...ไม่แค่ปราดเปรียวเพรียวลมรู้หลบหลีกซุกซ่อนตัวเก่งจริงๆ นะไลอ้อน” เสียงห้าวแหบค่อนไปทางทุ้มดังมาก่อนร่างสูงโปร่งเพรียวลมในชุดรัดรูปสีดำมันวาวเดินออกมาจากฟากหนึ่งของป่ากว้างพร้อมปืนสีเงินกระบอกยาวที่พาดไว้บนบ่าข้างหนึ่งขณะมุมด้านขวาของสะเอวก็มีอีกกระบอกห้อยอยู่ไม่แค่นั้นยังมีดาบอีกเล่มอยู่ด้านหลัง
มุมปากอิ่มหยัดยกขึ้นเล็กน้อยขณะทอดมองเ้าสุนัขขี้เรื้อนที่อีกไม่นานต้องยอมเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้วเมื่อนั้น...หึหึ เสียงหัวเราะดังจากลำคอระหง ั์ตากลมโตวาวจ้าตามล่าเ้าพวกกลายพันธุ์นี่มาตั้งนมนาน ได้เพียงแค่ข่าว...เมื่อตามไปกำจัดถ้าไม่ถูกตลบหลังกลับก็จะเจอเพียงแค่ร่องรอยบ่งบอกว่าพวกมันเคยอยู่ที่นั่น...ที่นี่แต่คราวนี้แตกต่างไปด้วยพวกมันยอมพำนักอยู่ยังที่หนึ่งเป็เวลานานและยังลงทุนทำกิจการเหมือนมนุษย์เพื่อใช้ล่อหลอกลวงผู้หญิงไปบำรุงบำเรอความ้ากับหาผลประโยชน์โดยพวกเธอเ่าั้ไม่รู้ตัว
ปากอิ่มแบะหยามหยันน่าสมเพชพวกมนุษย์ผู้หญิงที่มองแค่รูปลักษณ์ภายนอกจนหลงบินไปให้เพลิงไฟเผาไหม้ร่างกายเสียจริงๆ เลย
“แต่น่าเสียดายคืนนี้แกกำลังจะกลายเป็หมาโดนถลกหนัง” เอ่ยอย่างสงสารแกมสมเพชเวทนา
“ใครกันแน่ที่จะโดนถลกหนังเป็แกมากกว่า”
“อ้อ...เหรอ”ลากเสียงยานด้วยอ่อนใจ ส่ายศีรษะอย่างอิดหนาระอาใจ “ดูแกมั่นใจเสียจริงนะจะเอาชนะพวกฉันได้ แต่ช่วยมองความจริงหน่อยสิ”บุ้ยใบ้ด้วยปากให้ไลอ้อนเหลียวมองไปอีกฝั่ง ที่ตอนนี้มีบางคน! หมดสติและตกอยู่ในอุ้งมือเ้าสัตว์หน้าขนตัวใหญ่ั์ซึ่งมีท่าทางดุดันเกรี้ยวกราดส่งเสียงคำรามฟืดฟาดๆ
ไลอ้อนเหลียวมองซ้ายสลับขวาด้วยจิตใจที่ร้อนรนเหมือนโดนไฟเผา“ปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปดีกว่า เธอไม่เกี่ยวอะไรด้วยคนที่พวกแก้าเป็ฉันไม่ใช่หรือไง”
“ฉันนะใช่แต่เ้านั่นและคนอื่นๆ ฉันคงไม่สามารถบอกได้”
บ้าจริงเชียว!ถ้าหนีพ้นจะไม่ว่าเลย แต่นี่หนีไปไม่ได้แถมยังถูกจับตัวไว้ต่อรองกับเขาอีก แล้วจอห์น...
“อ้อ...ไอ้เ้าคนขับรถนั่นนะหรือป่านนี้คงได้ถูกสัตว์เลี้ยงขี้หิวของฉันขย้ำกินเป็อาหารค่ำเสียแล้วละตอนนี้ก็เหลือแต่แก...ยอมบอกที่อยู่ของพรรคพวกทุกๆ คนให้เราได้รู้หรือให้พวกฉันกัดทึ้งดึงเนื้อออกจนแกทนไม่ได้ ถึงจะยอมบอกความจริงกันล่ะ”
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ดาหน้าเข้ามาเลย!”