ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ลูกหมาป่าหางโต

            เมื่อฟางเสียนจือสบตามองกับดวงตาที่ใสกระจ่างของจิ่งเยี่ยนกุย ในใจแม้จะผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่าการที่เธอพูดความในใจออกมาตรงไปตรงมาแบบนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เขาจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า "ตกลง!"

            เจียงอี่โหลวที่เพิ่งทานอาหารเสร็จกำลังจะเรียกฟางเสียนจือกลับบ้าน เธอยืนอยู่ด้านนอกและได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างครบถ้วน ทันใดนั้นภายในใจก็รู้สึกอึดอัดใจจนทนไม่ไหว

            เมื่อก่อนเธอกังวลว่าลูกชายของตัวเองจะเย็นชาเกินไปจนไม่เปิดใจเรื่องความรัก แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าคงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีกแล้ว เมื่อลูกชายสุดที่รักของเธออยู่กับสาวที่ชอบ กลับชวนให้รู้สึกเหมือนลูกชายเป็นหมาป่าหางโตที่กำลังหลอกล่อเหยื่อน้อยตัวนั้นมากินตั้งแต่หัวจรดหาง

            เธอทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงตะโกนเรียก “เสียนจือ ที่บ้านยังมีธุระ เราต้องกลับบ้านแล้ว!”

            หลังจากตะโกนออกไปเธอก็รู้สึกว่าข้ออ้างนี้ช่างดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ราวกับกำลังหลอกล่อเด็กอายุสามขวบ แต่เมื่อพูดออกไปแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อและไม่กล้าเข้าไปข้างใน เพราะกลัวจะเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น

            เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินเสียงของเจียงอี่โหลวก็รู้สึกงุนงง เธอไม่รู้ว่าเจียงอี่โหลวยืนอยู่ข้างนอกนานแค่ไหนแล้ว ได้ยินบทสนทนาของพวกเขามากน้อยเพียงใด แต่ถึงแม้จะได้ยินแค่ช่วงครึ่งหลัง เธอก็รู้สึกอายบ้างแล้ว

            คู่หมั้นกำลังพูดจายั่วเย้าเธออยู่ในห้อง ส่วนว่าที่แม่สามีก็กำลังยืนฟังอยู่ข้างนอก ภาพนี้ช่างให้ความรู้สึกเหมือนพาดหัวข่าวของสื่อที่ทำให้เธอรู้สึกกดดันอย่างมาก

            ฟางเสียนจือกลับดูสุขุมเหลือเกิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เธอพักผ่อนให้ดีนะ ไว้ฉันจะมาเยี่ยมใหม่วันหลัง”

            จิ่งเยี่ยนกุยในตอนนี้ไม่อยากมองหน้าเขาเลยสักนิด เธอจึงเลิกผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง

            เมื่อฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จึงเดินออกจากห้องไป และเธอคงไม่มีวันรู้เลยว่าท่าทางในตอนนี้ของตัวเองมันน่ารักแค่ไหน

            พวกเขาเพิ่งหมั้นกัน หลายสิ่งหลายอย่างจึงยังไม่ควรรีบร้อน

            หยางหว่านซิ่วกำลังเก็บของอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นว่าแม่ลูกตระกูลฟางออกมา จึงยิ้มและพูดคุยกับเจียงอี่โหลวเล็กน้อย

            แม้เจียงอี่โหลวจะรู้สึกอึดอัด แต่ก็ยังเป็นคนฉลาด ตอนนี้จึงยิ้มแล้วพูดกับหยางหว่านซิ่ว “เยี่ยนกุยกับเสียนจือหมั้นกันแล้ว ถือว่าเป็นคนของตระกูลฟางแล้วครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เธอยังป่วยอยู่ ช่วงนี้ก็รบกวนคุณช่วยดูแลเธอหน่อย ถ้ามีเรื่องอะไรก็ไปที่บ้านตระกูลฟางได้เลยนะคะ”

            คนในตระกูลจิ่งเหล่านี้ เจียงอี่โหลวรู้สึกว่ามีเพียงหยางหว่านซิ่วเท่านั้นที่เป็นคนมีเหตุมีผล เธอจึงสุภาพกับหยางหว่านซิ่ว

            หยางหว่านซิ่วแย้มยิ้มแล้วตอบว่า “เยี่ยนกุยเป็นหลานของฉัน ฉันก็ต้องเอ็นดูแกอยู่แล้ว!”

            คนฉลาดพูดแต่พอดี ส่วนความหมายแฝงทุกคนต่างก็เข้าใจ

            เจียงอี่โหลวยกยิ้ม จากนั้นดึงฟางเสียนจือเดินจากไป

            เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลฟาง เจียงอี่โหลวก็อดไม่ได้ที่จะเอ็ด “ลูกเหลวไหลเกินไปแล้วนะ เอาของทุกอย่างที่เตรียมไว้ไปให้บ้านตระกูลจิ่งเองหมดเลยแบบนี้ ฟางเสียนจือ สมองลูกมีปัญหารึเปล่า! มีใครที่ไหนแต่งเมียโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่ตัวเอง แล้วไปเองแบบนี้บ้าง!”

            เมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็พบว่าฟางเสียนจือได้เรียกแม่สื่อไปบ้านตระกูลจิ่งเพื่อส่งของหมั้นแล้ว เรื่องสิ่งของเหล่านั้นเธอขอไม่พูดถึง เพราะนั่นเป็นเงินของฟางเสียนจือ เขาอยากจะใช้จ่ายอย่างไรเธอไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น แต่ก่อนจะทำอะไรแบบนี้ ช่วยปรึกษาความเห็นของแม่ก่อนจะได้ไหม?

            ในใจเธอไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างมาก แต่ก็ต้องยิ้มแล้วช่วยเขาคลี่คลายสถานการณ์ จึงตามเขาไปที่บ้านตระกูลจิ่ง

            ฟางเสียนจือพูดเสียงเบาว่า “นั่นก็เพราะผมรู้ว่าแม่รักผมเสมอ ไม่ปล่อยให้ผมไปเอาเปรียบลูกสาวบ้านไหนโดยไม่รับผิดชอบ ยังไงอีกไม่นานก็จะต้องแต่งงานกับเยี่ยนกุยอยู่แล้ว ไม่สู้รีบทำให้เรื่องนี้มันเรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ เลยล่ะครับ”

            เจียงอี่โหลวรู้สึกว่ากำลังจะถูกลูกชายตัวเองทำให้โกรธจนแทบจะกระอักเลือดตาย แต่ตอนนี้เธอกลับไม่รู้จะพูดอะไรดี จึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดว่า “พ่อของลูกกลับมาจากประชุมที่เมืองหลวงเมื่อไหร่ ค่อยไปอธิบายเรื่องนี้กับพ่อเองแล้วกัน!”

            เธอรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับอาจารย์ใหญ่ฟางแล้ว ยังถือว่าเธอโชคดี อย่างน้อยเรื่องนี้เธอก็ได้รู้เห็นมาตั้งแต่ต้น เจ้าลูกชายใจกล้าบ้าบิ่น ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา แต่เธอเป็นคนให้กำเนิดมา ดังนั้นก็ทำได้เพียงบีบจมูกกลั้นใจยอมรับ

            แต่อาจารย์ใหญ่ฟางคงคิดไม่ถึงแน่ๆ  แค่ไปประชุมที่เมืองหลวงไม่ถึงเดือน ลูกชายของตัวเองก็หมั้นหมายเสียแล้ว พอเขากลับมา คงได้ตกตะลึงครั้งใหญ่เลยทีเดียว

            หวังว่าอาจารย์ใหญ่ฟางจะมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งสักหน่อย จะได้ไม่ถูกลูกชายตัวเองทำให้โกรธจนเส้นเลือดในสมองแตกไปเสียก่อน

            ฟางเสียนจือกลับพูดอย่างจริงจัง “ผมเชื่อว่าพ่อจะสนับสนุน ถ้าพ่อไม่สนับสนุน ผมก็จะบอกว่าทั้งหมดเป็นความคิดของแม่ แม่คิดว่าเยี่ยนกุยเป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดในโลก ก็เลยรีบร้อนจัดการทุกอย่างให้”

            เจียงอี่โหลว “…”

            ทำไมเธอถึงได้มีลูกชายที่มีความคิดใหญ่ ใจกล้าบ้าบิ่น และทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาแบบนี้? ตอนนี้ถ้าจะตีให้ตายยังทันอยู่ไหมนี่?

            และเธอก็เพิ่งค้นพบเรื่องที่น่าเศร้าอีกเรื่องหนึ่ง คือในสายตาคนนอก ลูกชายของเธอนั้นเย็นชาจนไม่น่าจะมีใครเทียบได้ การที่รีบร้อนแต่งเมียแบบนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเลยสักนิด

            ดังนั้นในสายตาของคนในหมู่บ้าน ไม่เท่ากับว่าเธอเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ลงไปแล้วหรือ?

            เธอได้กลายเป็นผู้แบกรับความผิดทั้งหมดให้ลูกชายอย่างสมบูรณ์แบบ!

            เมื่อเธอได้สติก็จัดการหยิบไม้กวาดขึ้นมาตีฟางเสียนจือ “ฉันจะตีแกให้ตายซะเจ้าลูกไม่รักดี!”

            ฟางเสียนจือรู้ว่าแม่ของตัวเองกำลังระบายโทสะออกมา ถ้าไม่ระบายออกตอนนี้ จะกลายเป็นปมในใจ และจะไปลงที่จิ่งเยี่ยนกุยตอนที่เธอแต่งเข้ามาแทน

            เจียงอี่โหลวรู้ฝีมือของลูกชายตัวเองดี แม้ขาจะเจ็บก็ยังหลบได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นครั้งนี้จึงออกแรงตีมากเป็นพิเศษ ฟาดลงไปที่ตัวเขาเสียงดังเพี้ยะ เนื่องจากเสื้อผ้าในหน้าร้อนค่อนข้างบาง ไม้กวาดจึงฟาดลงบนแขนจนเกิดรอยแดงเป็นแถบๆ

            เจียงอี่โหลวชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร จึงเริ่มบ่นด่าออกไป “แกโง่รึไง ทำไมไม่หลบ?”

            ฟางเสียนจือกลับพูดจริงจัง “วันนี้ผมทำเรื่องไม่รอบคอบลงไป ทำให้แม่ต้องเป็นคนแบกรับความผิด แม่จะสั่งสอนผมยังไงก็ได้ครับ”

            เจียงอี่โหลวรู้สึกสับสนในใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ชาติที่แล้ว ฉันคงทำบาปมาแปดชาติ ถึงได้เกิดมามีลูกที่ไม่น่ารักอย่างแก!”

            ฟางเสียนจือจึงกล่าวต่อ “งั้นผมก็คงทำความดีไว้เมื่อชาติที่แล้ว ถึงได้มีแม่ที่ฉลาดและใจกว้างอย่างแม่”

            เจียงอี่โหลวถลึงตามอง แต่ก็พูดไม่ออก ลูกๆ คือหนี้ที่มีมาแต่ชาติปางก่อนจริงๆ

            หลังจากที่แม่ลูกตระกูลฟางออกไปแล้ว หยางหว่านซิ่วก็เข้าไปในห้องของจิ่งเยี่ยนกุย แล้วพูดเบาๆ ว่า “เยี่ยนกุย ของหมั้นชิ้นใหญ่พวกนั้นมันแพง เอาไปวางไว้ในห้องโถงไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะให้ปู่แกยกเข้าไปไว้ในห้อง ส่วนพวกของคาว ไก่ยังเลี้ยงไว้ได้ แต่อากาศมันร้อน ปลาและเนื้อก็ต้องรีบกินให้หมด ถ้าไม่กินมันจะเน่าเสีย แกคิดว่าควรจะทำยังไงดี”

            เธอต้องการบอกจิ่งเยี่ยนกุยว่า วันนี้ของทุกอย่างที่บ้านตระกูลฟางเอามาให้นั้นเป็นของจิ่งเยี่ยนกุย เธอจะไม่เอาเปรียบแม้แต่น้อย และให้หลานเป็นคนตัดสินใจเอง

            จิ่งเยี่ยนกุยพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ปลากับเนื้อเยอะเกินไป พวกเรากินไม่หมด ย่าเอาไปแบ่งให้พวกคุณอาเถอะ อยากแบ่งยังไง ย่าตัดสินใจเลยค่ะ แต่ว่าแบ่งให้อาเล็กเยอะหน่อยได้ไหมคะ”

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน