"ห้าหมื่นบาท"
ตัวเลขบนหน้าจอมือถือสว่างอยู่กลางห้องเช่าที่มืดเกือบสนิท แสงสีฟ้าจากแชตเฟซบุ๊กทำให้คราบชื้นบนผนังดูเหมือนรอยฝ่ามือใครสักคนที่เคยพยายามปีนออกไปจากห้องนี้ ผมนั่งขดอยู่บนฟูกบาง ๆ ข้างพัดลมเพดานที่หมุนช้าและส่งเสียงเอี๊ยดทุกครั้งที่ใบพัดผ่านจุดเดิม เงินในบัญชีเหลือเจ็ดสิบห้าบาท ค่าเช่าค้างสามเดือน และดอกเงินกู้ที่ผมเลิกนับไปแล้วเพราะยิ่งนับก็ยิ่งเหมือนบีบคอตัวเอง
ห้าหมื่นบาทสำหรับงานคืนเดียว
ถ้าเป็นเดือนก่อน ผมคงด่าคนโพสต์ว่าเพ้อเจ้อแล้วเลื่อนผ่าน แต่คืนนี้ตัวเลขนั้นดูเหมือนทางออกทางเดียวที่ยังมีแสงอยู่ ผมอ่านข้อความประกาศอีกครั้ง นิ้วโป้งเลื่อนไปช้า ๆ เพราะหน้าจอแตกร้าวตรงมุมขวาทำให้บางบรรทัดอ่านยาก
ผมไม่ได้เป็นคนชอบเสี่ยงมาตั้งแต่แรก อย่างน้อยก็เคยไม่ใช่ คนเรามักคิดว่าคนเป็นหนี้ต้องเป็นคนใช้เงินเก่ง เล่นพนัน หรือโลภจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ของผมเริ่มจากการกู้เงินมาซ่อมมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันเดียวที่ใช้ทำมาหากิน ต่อด้วยค่าห้อง ค่ายาแม่ตอนป่วย และดอกที่โตเร็วกว่าเงินทุกบาทที่หาได้ พอค้างหนึ่งงวด เจ้าหนี้ก็ไม่ได้ถามเหตุผล พอค้างสองงวด มันเริ่มส่งคนมายืนหน้าห้อง พอค้างสามงวด ความกลัวก็กลายเป็นค่าเช่าอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจ่ายทุกวัน
คืนนั้นผมไม่ได้มองประกาศงานเหมือนคนมองโอกาส ผมมองมันเหมือนคนจมน้ำมองขวดพลาสติกที่ลอยผ่านมา ทั้งที่รู้ว่าข้างในอาจมีน้ำเน่า ทั้งที่รู้ว่ามันอาจพาไปไกลฝั่งกว่าเดิม มือก็ยังเอื้อมออกไป เพราะทางเลือกอื่นคือปล่อยให้ตัวเองจมตรงนั้น
"ต้องการพนักงานพาร์ตไทม์เฝ้าร้านสะดวกซื้อร้างชานเมือง ด่วนที่สุด ทำงานคืนเดียว 22.00-06.00 น. ค่าจ้างห้าหมื่นบาท จ่ายสดหลังเลิกงาน เงื่อนไข: ต้องมีสติ ไม่ตื่นตูมง่าย และยินดีทำตามกฎอย่างเคร่งครัด"
ร้านสะดวกซื้อร้าง
คำนี้ควรทำให้ผมปิดแชตทันที งานอะไรก็ตามที่บอกตรง ๆ ว่าต้องทำในที่ร้าง ตอนกลางคืน และให้เงินเกินค่าจ้างคนปกติหลายสิบเท่า ย่อมไม่ใช่งานดี แต่ก่อนที่สมองส่วนระวังภัยจะชนะ เสียงทุบประตูก็ดังขึ้น
ผมกดเข้าไปดูโปรไฟล์ของเพจ ผู้ว่าจ้างไม่มีรูป ไม่มีโพสต์เก่า ไม่มีรีวิว ไม่มีเบอร์โทร มีเพียงชื่อภาษาไทยสั้น ๆ ว่า "งานกะดึก" และรูปปกสีดำสนิทเหมือนหน้าจอโทรศัพท์ดับ ผมเลื่อนดูความคิดเห็นใต้ประกาศ มีคนกดหัวเราะอยู่หลายสิบคน มีคนพิมพ์ว่า หลอกแน่ ๆ อีกหลายคน แต่มีคอมเมนต์หนึ่งถูกปักหมุดไว้โดยไม่มีชื่อผู้ใช้
รับงานแล้ว อย่าถามหาทางออกก่อนเวลา
ผมจ้องประโยคนั้นนานกว่าที่ควร ก่อนมันจะหายไปจากหน้าจอเองเหมือนไม่เคยมีอยู่ ผมปิดแอป เปิดใหม่ คอมเมนต์นั้นไม่กลับมา แต่ประกาศงานยังอยู่ และปุ่มส่งข้อความยังสว่างเหมือนรอให้ผมกด
ปัง ปัง ปัง
"นนท์ เปิด!" เสียงไอ้แว่นดังลอดประตูไม้ผุเข้ามา "มึงรู้ใช่ไหมวันนี้วันอะไร ถ้าคืนนี้ไม่มีเงินต้นให้กู พรุ่งนี้มึงไม่ต้องใช้มือครบสิบนิ้วแล้วนะ"
ประตูสั่นตามแรงถีบ ฝุ่นจากวงกบหล่นลงมาเป็นผง ผมมองบานประตูแล้วจินตนาการได้ชัดเกินไปว่าอีกฝั่งมีผู้ชายกี่คน หน้าตาแบบไหน ถืออะไรอยู่ในมือ พวกมันไม่ใช่ผี ไม่มีเงื่อนไขให้ตีความ ไม่มีข้อห้ามให้เอาตัวรอด ถ้าประตูพังเข้ามาได้ ชีวิตผมจะถูกตัดสินด้วยอารมณ์ของคนทวงหนี้ ไม่ใช่กฎของใครทั้งนั้น
ผมกดพิมพ์ตอบเพจลึกลับ
"ผมสนใจครับ เริ่มคืนนี้ได้เลยไหม"
ข้อความถูกอ่านทันที จุดสามจุดขึ้นอยู่ไม่ถึงสองวินาที ก่อนคำตอบจะปรากฏ
"รถจะไปรับหน้าปากซอยในสิบห้านาที เตรียมบัตรประชาชน และอย่าบอกใครว่าคุณรับงานนี้"
ผมเกือบหัวเราะ ถ้าบอกใครได้ก็คงดี ชีวิตผมเหลือคนให้บอกน้อยลงทุกที
สิบห้านาทีต่อมา ผมยืนอยู่หน้าปากซอยพร้อมกระเป๋าผ้าใบเล็ก ในนั้นมีบัตรประชาชน เสื้อกันหนาวบาง ๆ ไฟฉายมือถือที่แบตเหลือครึ่งหนึ่ง และมีดคัตเตอร์ที่ผมรู้ดีว่าเอาไว้สู้ใครไม่ได้จริง รถกระบะสีดำไม่มีป้ายทะเบียนจอดเทียบฟุตปาธโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว กระจกฝั่งคนขับลดลง ชายวัยกลางคนผิวซีดยื่นหน้าออกมาแค่พอให้เห็นดวงตา
ตอนเดินออกจากห้อง ผมไม่ได้ล็อกประตูให้เรียบร้อยด้วยซ้ำ แค่ดึงมันเข้ามาให้ดูเหมือนปิด เพราะรู้ว่าถ้าไอ้แว่นกลับมา มันพังเข้ามาได้อยู่ดี ห้องเช่าของผมไม่มีของมีค่าให้ขโมย มีเพียงเสื้อผ้าสองสามชุด หม้อหุงข้าวที่ฝาแตก และรูปแม่เก่า ๆ ที่ผมคว่ำไว้บนชั้นวางเพราะไม่อยากให้แกเห็นว่าลูกชายเหลือสภาพแค่ไหน
หน้าปากซอยมีร้านข้าวต้มกำลังเก็บโต๊ะ เจ้าของร้านมองผมแวบหนึ่งแล้วหลบตา คนแถวนี้รู้ว่าใครเป็นหนี้ใคร ใครโดนทวง ใครกำลังจะถูกลากไปคุยหลังตลาด แต่ไม่มีใครอยากเกี่ยวข้อง ชีวิตคนจนมีมารยาทประหลาดอย่างหนึ่ง เรามองความเดือดร้อนของกันและกันผ่านหางตา แล้วทำเหมือนไม่เห็น เพื่อหวังว่าวันที่ถึงตาเรา คนอื่นจะทำเหมือนไม่เห็นเหมือนกัน
"นนท์?"
ผมพยักหน้า
"ขึ้นรถ"
เขาไม่ถามอะไรอีก และผมก็ไม่กล้าถาม รถแล่นออกจากเขตชุมชน ผ่านตึกแถว ร้านข้าวต้ม ปั๊มน้ำมันร้าง แล้วค่อย ๆ เข้าไปในถนนที่ไฟข้างทางเสียเป็นช่วง ๆ กลิ่นในรถเหม็นอับเหมือนเบาะหนังเก่าที่เคยเปียกฝนแล้วไม่ได้ตาก แผงหน้าปัดไม่มีของตกแต่ง ไม่มีพระ ไม่มีเครื่องหอม มีเพียงซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่ข้างคันเกียร์
"งานเฝ้าร้านใช่ไหมครับ" ผมถามในที่สุด เพราะความเงียบทำให้หัวใจเต้นดังเกินไป
ชายคนนั้นไม่มองผม "อ่านกฎแล้วทำตาม"
"ร้านยังมีของอยู่เหรอครับ"
"มีเท่าที่จำเป็น"
คำตอบนั้นทำให้ผมไม่อยากถามต่อ
แต่ความเงียบในรถน่ากลัวพอ ๆ กับคำตอบ ผมจึงถามอีกคำถาม ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร
"ทำไมต้องผมครับ"
ชายคนขับกดไฟเลี้ยวทั้งที่ถนนว่าง ไม่มีรถคันอื่นอยู่ใกล้เราเลย
"เพราะคุณตอบ"
"มีคนตอบเยอะไม่ใช่เหรอ"
"มีคนอ่านเยอะ มีคนพิมพ์เล่นเยอะ มีคนอยากได้เงินเยอะ" เขาพูดเสียงเรียบ "แต่คนที่พร้อมเดินขึ้นรถกลางคืนโดยไม่บอกใคร มีไม่เยอะ"
ผมรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นไม่ได้อธิบายการคัดเลือกงาน แต่อธิบายตัวผมเองอย่างโหดร้ายเกินไป ผมเป็นคนที่หายไปได้โดยไม่มีใครตามทันที เป็นคนที่ถ้าตายคืนนี้ เจ้าหนี้อาจโกรธมากกว่าเสียใจ เพราะหนี้ยังไม่ได้คืน
ชายคนนั้นหยิบซองเอกสารข้างคันเกียร์ส่งให้ผม "เซ็นชื่อ"
ในซองมีแบบฟอร์มหนึ่งแผ่น กระดาษสีเหลืองหม่น กลิ่นเหมือนกระดาษที่เก็บไว้ในลิ้นชักเก่าเป็นสิบปี ช่องชื่อผู้รับงานถูกพิมพ์ไว้แล้วด้วยชื่อนามสกุลของผม เลขบัตรประชาชนครบทั้งสิบสามหลัก ที่อยู่ห้องเช่า และเบอร์โทรที่ผมเพิ่งเปลี่ยนมาได้ไม่ถึงเดือน
"คุณเอาข้อมูลผมมาจากไหน"
"ระบบ"
"ระบบอะไร"
เขาไม่ตอบ
ตรงล่างสุดของแบบฟอร์มมีข้อความสั้น ๆ
ผู้รับงานยอมรับว่าการออกจากพื้นที่ก่อนเวลา 06.00 น. ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ และผลที่ตามมาจะถูกประมวลตามกฎของสถานที่
ผมควรฉีกกระดาษทิ้งตรงนั้น แต่รถยังแล่นออกไปไกลจากถนนหลักขึ้นทุกที โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ และในหัวผมมีแต่เสียงไอ้แว่นบอกว่าจะเอานิ้วผมไปคุยกับพี่โต้ง ผมจึงเซ็นชื่อด้วยปากกาที่หมึกดำเข้มเกินธรรมชาติ เส้นลายเซ็นซึมลงกระดาษช้า ๆ เหมือนเลือดซึมลงผ้า
รถหยุดหน้าซากอาคารชั้นเดียวริมถนนชานเมือง หญ้าคาสูงถึงเอวขึ้นเต็มลานจอด ป้ายร้านสะดวกซื้อด้านบนซีดจนอ่านไม่ออก เหลือเพียงโครงโลโก้เก่าที่ถูกฝนกัดเป็นคราบดำ กระจกหน้าร้านร้าวเป็นเส้นยาวเหมือนรอยแตกบนผิวน้ำแข็ง แต่ยังไม่พังลงมา ประตูบานเลื่อนฝุ่นจับหนาเสียจนมองด้านในแทบไม่เห็น
ผมเคยเห็นร้านนี้มาก่อนในข่าวเก่า ๆ หรืออย่างน้อยก็คิดว่าเคยเห็น ตอนเด็ก ๆ แม่ชอบเปิดทีวีทิ้งไว้ตอนเย็น ข่าวสั้นเรื่องร้านสะดวกซื้อถูกปล้นกลางดึกเคยผ่านตาผมหลายครั้งจนภาพมันปนกันหมด พนักงานกะดึกถูกทำร้าย ตู้แช่พัง เงินในลิ้นชักหาย คนร้ายหนีเข้าคลองหลังร้าน บางข่าวบอกจับได้ บางข่าวบอกหายตัวไป ผมไม่แน่ใจว่าร้านตรงหน้าคือร้านเดียวกันหรือเปล่า แต่พอเห็นโครงป้ายเก่าและกระจกแตกเป็นเส้น ผมก็รู้สึกเหมือนเคยมองมันผ่านหน้าจอที่มีแถบข่าววิ่งอยู่ด้านล่าง
ริมลานจอดมีตู้โทรศัพท์สาธารณะเก่าตั้งอยู่ กระจกตู้แตก โทรศัพท์หายไป เหลือเพียงสายสีดำห้อยเหมือนเส้นเอ็นขาด ข้างตู้มีป้ายโปรโมชั่นซีด ๆ เขียนว่า เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ตัวเลข 24 ถูกขีดทับด้วยสีแดง เหลือคำว่า เปิดบริการ ชั่วโมงเดียว อย่างประหลาด
ชายคนขับยื่นกุญแจทองเหลืองดอกหนึ่งให้ผม
"เข้าไป หลังหกโมงเช้าจะมีคนมารับ"
"ถ้าผมเปลี่ยนใจล่ะครับ"
เขาหันมามองผมเป็นครั้งแรกเต็ม ๆ ดวงตาของเขาดำเกินไป ไม่มีประกายไฟถนนสะท้อนอยู่ในนั้นเลย
"คุณเปลี่ยนใจตั้งแต่ตอนอ่านข้อความได้" เขาบอก "ตอนนี้คุณรับงานแล้ว"
รถกระบะแล่นออกไปทันที ทิ้งผมไว้กับร้านร้าง ลมกลางคืนพัดผ่านหญ้าคา เสียงใบหญ้าเสียดสีกันฟังเหมือนคนกระซิบ ผมยืนถือกุญแจอยู่ครู่หนึ่ง บอกตัวเองว่าห้าหมื่นบาทอยู่หลังประตูนั้น และไอ้แว่นอยู่หลังประตูห้องเช่าของผม ถ้าต้องเลือกระหว่างความกลัวสองแบบ ผมควรเลือกแบบที่อย่างน้อยยังจ่ายเงิน
กุญแจหมุนในรูกุญแจดังแกร๊ก ประตูบานเลื่อนครูดเปิดอย่างฝืด ๆ กลิ่นแรกที่ออกมาคือกลิ่นหนูตาย กลิ่นฝุ่นหนา และกลิ่นพลาสติกเก่าที่โดนแดดเผามาหลายปี ผมยกมือปิดจมูก ก้าวเข้าไปอย่างระวัง ชั้นวางสินค้าล้มเอียง บางชั้นยังมีซองขนมเก่าที่สีจางจนดูเหมือนกระดาษเปล่า ตู้แช่เรียงอยู่ด้านหลัง มืดสนิท ไม่มีไฟ ไม่มีเสียงคอมเพรสเซอร์ ไม่มีอะไรบอกว่าร้านนี้ยังใช้การได้
ผมกำลังจะสบถว่าโดนหลอก
เสียงติ๊ดดังจากเคาน์เตอร์
หน้าจอเครื่อง POS รุ่นเก่าติดขึ้นเอง แสงสีเขียวซีดส่องโต๊ะคิดเงินที่ฝุ่นจับหนา ตัวเครื่องไม่มีสายไฟเสียบอยู่ ปลั๊กด้านล่างขาดและห้อยออกมาเหมือนเส้นเอ็น แต่หน้าจอกลับกะพริบข้อความบูตระบบช้า ๆ ราวกับมันเพิ่งตื่นจากการหลับยาว
บนแป้นพิมพ์เหล็กมีกระดาษสีเหลืองหม่นวางอยู่ ใต้กระดาษมีซองสีน้ำตาลเปล่า ผมหยิบกระดาษขึ้นมา แสงจากจอ POS ทำให้ตัวหนังสือลายมือสีดำดูคล้ายเพิ่งเขียนเสร็จ
"กฎสำหรับพนักงานเฝ้าร้านกะดึก"
ผมอ่านลงไปทีละบรรทัด ช้า ๆ เพราะทุกข้อทำให้มือเย็นลง
กฎข้อที่ 1 ร้านจะเริ่มระบบกะดึกเวลา 22.00 น. หากได้ยินเสียงกระดิ่งประตู แต่ไม่เห็นลูกค้าบนหน้าจอ POS ห้ามหันไปมอง ให้กดปุ่ม Cancel ซ้ำจนกว่าเสียงจะหยุด
กฎข้อที่ 2 เวลา 00.00-02.00 น. หากมีลูกค้าที่ร่างกายเปียก หรือเดินถอยหลังเข้ามา ห้ามสบตา ห้ามทักก่อน และรับชำระได้เฉพาะเหรียญสิบที่มีคราบสนิมเท่านั้น
กฎข้อที่ 3 เวลา 02.00-03.30 น. หากเห็นขวดน้ำสีแดงในตู้แช่ ห้ามสัมผัส ห้ามดื่ม และหากมีผู้ใดเสนอเงินก้อนใหญ่ให้ ห้ามกด Enter บันทึกยอดเงินนั้น เพราะไม่ใช่เงินของคนเป็น
กฎข้อที่ 4 ธุรกรรมในร้านนี้สมบูรณ์เมื่อใบเสร็จพิมพ์ออกมา หากเครื่อง POS พิมพ์ใบเสร็จระบุเวลาตายของคุณ ตัวเลขนั้นคือเวลาที่ระบบจะปิดบัญชีของคุณ
กฎข้อที่ 5 เครื่อง POS คือแกนกลางของร้าน ห้ามทำรายการนอกเหนือจากกฎ และห้ามออกจากร้านก่อน 06.00 น.
บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้สั้น ๆ
"ขอให้โชคดี พนักงานคนใหม่"
ด้านหลังแผ่นกฎยังมีลายมืออีกชุดหนึ่ง เล็กและเอียงกว่าเหมือนคนเขียนด้วยมือสั่น
ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ แปลว่าคุณยังมีเวลา อย่าเชื่อว่ากฎทุกข้อเขียนไว้เพื่อช่วยคุณ บางข้อเขียนไว้เพื่อให้ร้านรู้ว่าคุณจะเลือกอะไร
ไม่มีชื่อคนเขียน ไม่มีวันที่ มีเพียงรอยปากกากดหนักตรงคำว่าเลือก จนกระดาษเกือบทะลุ ผมพลิกกลับไปหน้ากฎหลักอีกครั้ง พยายามบอกตัวเองว่าสิ่งสำคัญคือทำตามข้อห้าม ไม่ใช่ตีความลายมือคนก่อน แต่คำเตือนนั้นติดอยู่ในหัวเหมือนหนามเล็ก ๆ
ถ้ากฎบางข้อไม่ได้ช่วยผม แล้วมันช่วยใคร
ผมยังถือกระดาษอยู่ตอนนาฬิกาข้อมือราคาถูกกระตุกจาก 21.59 เป็น 22.00 น. พอดี ไฟนีออนบนเพดานติดขึ้นทีละดวง เสียงหึ่งของหลอดไฟเก่าดังแผ่ว ๆ ทั่วร้าน ตู้แช่ด้านหลังเริ่มฮัมต่ำเหมือนมีคนครางอยู่หลังประตูกระจก ฝุ่นที่เคยนิ่งลอยขึ้นมาในแสงขาว
ประตูหน้าร้านเลื่อนเปิดเอง
กระดิ่งดังสามครั้ง
ต๊อด ต๊อด ต๊อด
ผมเกือบหันไปตามสัญชาตญาณ แต่สายตาไปเจอกฎข้อแรกในมือก่อน นิ้วผมวางลงบนปุ่ม Cancel สีแดงเก่าของเครื่อง POS แทบจะในวินาทีเดียวกัน
คืนกะดึกของผมเริ่มแล้ว