ด้วยเหตุผลดังกล่าวบรรดาผู้บริหารระดับสูงจึงตกลงใจที่จะขยายถนนให้กว้างขึ้น
ซูเจียวเจียวได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกยินดีไม่น้อย
หากอยากร่ำรวยก็ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างถนน!
เมื่อถนนกว้างขึ้นการสัญจรสะดวกสบายขึ้น ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์นี่คือคุณูปการอันยิ่งใหญ่เพื่อปวงชนอย่างแท้จริง
กองผลิตแต่ละแห่งต่างคัดเลือกผู้คนมาทำงานจำนวนมากเพื่อร่วมกันสร้างถนน
เซียวหยวนหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนซูเจียวเจียวก็ยังคงสอนเซียวหยวนซินตัดเย็บเสื้อผ้าต่อไปเธอถ่ายทอดความรู้ที่มีให้ทั้งหมด เซียวหยวนซินเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วตอนนี้เธอสามารถตัดเสื้อผ้าแบบง่ายๆ ได้แล้ว
แต่ที่บ้านมีเพียงจักรเย็บผ้าเครื่องเดียวไม่เพียงพอซูเจียวเจียวจึงตัดสินใจไปคุยกับหลี่เกินเซิงเพื่อดูว่ากองผลิตจะสามารถจัดหามาให้ก่อนได้หรือไม่
หลี่เกินเซิงในตอนกลางวันต้องคอยบัญชาการงานในกองผลิตรวมถึงดูแลเรื่องการสร้างถนนอีกด้วย เขายุ่งมากจนแทบไม่ว่างซูเจียวเจียวจึงต้องรอจนค่ำจึงจะไปหาเขาที่บ้าน
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเซียวหยวนซินก็ดูแลหลิวหยวนหยวนอาบน้ำและเข้านอนส่วนเซียวหยวนหมิงก็ไปปรึกษาเรื่องการสร้างถนนกับหัวหน้าหน่วยต่างๆซูเจียวเจียวจึงไปหาหลี่เกินเซิงเพียงลำพัง
หมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้เมื่อพลบค่ำก็มืดมิด มีเพียงจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ลอยอยู่บนฟ้าที่ยังคงผลุบโผล่ในหมู่เมฆ ทำให้บริเวณรอบๆ ดูมืดสลัวยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะนั้นเสียงสนทนาแผ่วเบาก็ดังมาจากข้างๆ แม้เสียงจะเบามากแต่ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ กลับขยายก้องกังวานจนได้ยินชัดเจน
“คุณไม่ได้บอกว่าจะช่วยฉันย้ายกลับภายในหนึ่งเดือนหรือคะ? นี่ก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว ทำไมคุณยังไม่ช่วยฉันย้ายกลับอีก?”
ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นโจวเม่ย
โจวเม่ยดัดเสียงให้ดูอ่อนหวานออดอ้อนเจือไปด้วยเสน่ห์มารยาเล็กน้อย ฟังแล้วจั๊กจี้ไปทั้งใบหู
หลี่เกินเซิงขมวดคิ้วมองเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยคุณย้ายกลับนะแต่พวกคุณครั้งนี้ทำเรื่องใหญ่เกินไป นั่นมันการค้ากำไรเกินควรเลยนะ!ไม่แน่ว่าอาจต้องติดคุกเสียด้วยซ้ำ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณเป็นยุวชนละก็เกรงว่าตอนนี้คงนอนอยู่ในคุกแล้ว นี่เป็นเพราะผมไปขอร้องให้พวกคุณถึงได้แค่ไปทำงานในไร่เกษตรกรรม และที่สำคัญตอนนี้พวกเขากำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด ผมเองก็อยากจะช่วยคุณออกมาแต่ก็ทำไม่ได้เลย…”
อย่างไรก็ตามโจวเม่ยฟังเขากล่าวมามากก็เข้าใจแล้วว่า เขาไม่อยากช่วยเธอย้ายกลับจริงๆไม่ว่าจะพูดดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
โจวเม่ยพลันรู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย“หลี่เกินเซิง ถ้าคุณไม่หาวิธีช่วยฉันย้ายออกไปละก็เชื่อไหมว่าตอนนี้ฉันจะไปหาภรรยาของคุณ ไปหาลูกชายลูกสะใภ้ของคุณและบอกพวกเขาทุกเรื่องที่คุณทำ! ถึงเวลานั้นไม่ใช่แค่ฉันที่จะจบเห่แต่คุณก็จะจบเห่ไปด้วย!”
เมื่อได้ยินคำขู่ของโจวเม่ยใบหน้าของหลี่เกินเซิงพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มด้วยความโกรธเขาอยากจะยื่นมือไปบีบคอเธอให้ตายนัก
แต่หลี่เกินเซิงไม่มีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้นการฆ่าคนเป็นอาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีความรู้สึกดีๆ กับยุวชนสาวสวยคนนี้จะให้เทียบความงามของเธอกับแม่หมูที่บ้านได้อย่างไร?
หลี่เกินเซิงระงับความโกรธในใจ“เอาล่ะๆ ผมจะหาเวลาหาวิธีช่วยคุณย้ายออกไป แต่คุณอย่าได้ร้อนใจนักเรื่องนี้มันรีบไม่ได้”
“อืม” โจวเม่ยเปลี่ยนท่าทีทันทีกลับมาอ่อนหวานเหมือนเดิม “ค่ะ ฉันจะรอข่าวดีจากคุณนะ”
พูดจบโจวเม่ยก็กำลังจะเดินจากไป ทว่าหลี่เกินเซิงกลับฉุดมือเธอไว้“อย่าเพิ่งไปสิ ไม่ได้เจอกันสามเดือน คิดถึงจะแย่แล้ว…”
ในความมืดสลัวใต้คันนาเสียงครวญครางก็ดังแว่วขึ้นมาทันที
แม้โจวเม่ยจะไม่เต็มใจเพียงใดแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธหลี่เกินเซิง เธอยังต้องพึ่งพาเขาในอนาคตยังหวังให้เขาช่วยเธอย้ายออกจากไร่เกษตรกรรม ไม่ต้องทำงานหนักเธอจึงอดทนต่อความรู้สึกขยะแขยงนี้ และยอมปรนเปรอประจบประแจงเขาทันที
ซูเจียวเจียวรีบเดินออกไปเงียบๆตั้งแต่ได้ยินบทสนทนาครึ่งแรก เรื่องบางเรื่อง คำบางคำ ไม่ได้ยินย่อมดีกว่าเธอเองก็ไม่ได้มีนิสัยชอบแอบฟังเรื่องชาวบ้านเสียด้วย
แต่ตอนนี้หลี่เกินเซิงและโจวเม่ยกำลังอยู่ด้วยกันเธอจึงคิดว่าควรรออีกสักพักค่อยไปที่บ้านของหลี่เกินเซิงดีกว่า
ซูเจียวเจียวหันหลังเดินกลับทว่ากลับชนเข้ากับร่างสูงโปร่ง ใบหน้าของเธอกระแทกเข้ากับอกที่แข็งราวแผ่นหินซูเจียวเจียวรู้สึกเจ็บแปลบที่จมูก เกือบจะเสียหลักล้มลงไป
ซูเจียวเจียวหลีกเลี่ยงมือที่ยื่นเข้ามาประคองพยุงตัวให้มั่นคง พร้อมกับนวดจมูกที่ถูกชนจนเจ็บ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองในเงามืดสลัวนั้นจึงเห็นเพียงรางๆ ใบหน้าคมเข้มกับดวงตาลึกซึ้ง
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดเจือด้วยความเย็นชาเล็กน้อย
พอซูเจียวเจียวได้ยินเสียงเขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีด้วยความรวดเร็ว เธอคว้าหมับเข้าที่แขนของฮั่วเจี้ยนจงแล้วดึงเขาเข้าไปหลบหลังกำแพงที่พังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ข้างกำแพงนี้มีพงหญ้ารกทึบสูงเกือบครึ่งคน
ฮั่วเจี้ยนจงยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกฉุดให้วิ่ง“นี่เธอ…”
เขายังไม่ทันพูดจบซูเจียวเจียวก็กล่าวอย่างดุดันว่า “ชู่!อย่าเพิ่งพูดอะไร!”
แล้วซูเจียวเจียวก็เฝ้ามองไปในความมืด
ฮั่วเจี้ยนจงเต็มไปด้วยความสงสัยนี่เธอกำลังทำอะไร? ซ่อนอยู่ที่นี่ดูอะไร?
แต่สุดท้ายฮั่วเจี้ยนจงก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเขานั่งยองๆ อย่างเงียบเชียบข้างๆ แล้วมองตามออกไปด้านนอก
ซูเจียวเจียวใช้พงหญ้าเป็นที่กำบังแอบชะโงกหน้าออกไป
เป็นอย่างที่คิดหลี่เกินเซิงกับโจวเม่ยซึ่งได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากที่ลับตา ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติรีบคว้าเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยแล้วออกมาตามหาต้นเสียง ทั้งคู่กวาดสายตามองไปรอบทิศกลับพบเพียงความว่างเปล่า มืดมิดไร้ผู้คน
ดังนั้นทั้งสองคนจึงรีบแต่งตัวแล้วแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวเห็นพวกเขาทั้งสองคนจากไปแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดแทบตาย
เธอไม่ได้ว่าดวงโชคดีเหมือนปลาหลี่ทองคำหรอกหรือ!
ทำไมถึงได้เจอเรื่องแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
นี่มันโชคร้ายเกินไปแล้ว!
ซูเจียวเจียวถอนหายใจเฮือกหนึ่งหันกลับไปก็เห็นฮั่วเจี้ยนจงชะโงกหน้าออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาเห็นหลี่เกินเซิงกับโจวเม่ยที่รีบเผ่นหนีไปอย่างชัดเจน…
จังหวะเดียวกับที่ดวงจันทร์โผล่พ้นม่านเมฆฮั่วเจี้ยนจงจึงได้เห็นภาพนั้นพอดี
สายตาของซูเจียวเจียวประสานเข้ากับเขาช่างน่าอึดอัดใจเป็นที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น และตอนนี้ทั้งสองคนยังหลบอยู่ในมุมนี้จะไม่ให้รู้สึกอึดอัดได้อย่างไร?
หากถูกคนอื่นเห็นเข้าเกรงว่าแม้จะมีปากก็คงอธิบายไม่ถูก
“เอ่อ… เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะคะ มันจำเป็นจริงๆ” ซูเจียวเจียวอธิบายจบก็รีบเดินออกไปทันที
อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วเดี๋ยวจะทำให้คนเข้าใจผิดกันไปใหญ่
ฮั่วเจี้ยนจงก็เดินออกมาจากกำแพงที่พังทลายเช่นกัน
ทันทีที่ซูเจียวเจียวเดินออกมาเธอก็เห็นเซียวหยวนหมิงยืนอยู่ตรงหน้า
“อาหมิง”
ซูเจียวเจียวราวกับเจอทางรอดเธอรีบวิ่งไปหาเขา
มองดวงตาที่หม่นหมองของเขาในใจของเธอก็เต้นรัว อาหมิงคงไม่เข้าใจผิดหรอกใช่ไหม?
เพราะทั้งสองคนเพิ่งเดินออกมาจากกำแพงที่พังทลายและรกร้างด้วยกันช่างเป็นภาพที่น่าสงสัยจริงๆ
ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปากคิดในใจว่าควรอธิบายอย่างไรดี?
จะปล่อยให้หลี่อาหมิงของเธอเข้าใจผิดไม่ได้เด็ดขาด!
เซียวหยวนหมิงมองฮั่วเจี้ยนจงด้วยสายตาลึกล้ำแต่เมื่อเขาหันกลับมามองซูเจียวเจียว ดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนเขายื่นมือจับมือเธอ “คราวหน้าจะออกไปไหนตอนกลางคืนละก็ให้ฉันไปด้วยเถอะนะ”