โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 76 ตึกสีชมพู

    “ เชิญคุณหมอเข้าไปได้เลยเจ้าค่ะ ท่านหญิงกำลังรออยู่พอดี”

    อาจารย์หมอธารินทร์เดินนำหน้า ขจรเข้าไป ตอนนี้ท่านหญิงรัตนาวดี กำลังนั่งรออยู่เก้าอี้ตัวเดิม

    “ นี่คือ หมอเทียนหัตถ์เทวดา ที่ผมเคยกราบเรียนให้ท่านหญิงฟังครับ”

    “ นี่คือ หม่อมเจ้าหญิงรันตนาวดี เจ้าของวังมโนรมย์แห่งนี้”

    ขจรในคราบหมอเทียนยกมือไหว้ตามประเพณี

    “ ดูยังหนุ่มอยู่เลยนะ ไม่อยากเชื่อว่า จะรักษาเก่งอย่างที่ หมอธารินทร์พูดเลย”

    “ แค่รักษาไปตามอาการ ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ”

    “ อย่าถ่อมตนไปเลย เมื่อคืน เขาใช้หัตถ์เทวดา ต่อเส้นเลือดให้คนไข้อาการสาหัสมาแล้ว ผมกลัวว่าจะหนีไปต่างประเทศ เลยรีบชวนมาหา ท่านหญิงเลยครับ”

    “ ขอบใจมากนะ แต่โรคของฉันนี้มันเป็นโรคเวรโรคกรรม ที่เป็นมายี่สิบปีแล้ว ยากที่จะรักษาให้หายได้”

    “ ผมขออนุญาตตรวจชีพจรก่อนได้ไหมครับ”

    “ หืม นี่หมอเป็นแพทย์แผนจีนด้วยหรือครับ” อาจารย์หมอธารินทร์เอ่ยด้วยความสงสัย

    “ แพทย์ก็คือแพทย์นะครับ ไม่มีแผนไหนๆ หรอกครับ เพียงแต่ว่า การศึกษาลมปราณของแต่ละคนนั้น มีวิธีที่แตกต่างกัน”

    “ เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว อยากทำอะไรก็เชิญเลย” ท่านหญิงอนุญาตขจรก็ไปสัมผัสที่ข้อมือ เพื่อจับชีพจร พอปล่อยพลังลมปราณของตนเข้าตรวจสอบ จุดชีพจรของ ท่านหญิงติดขัด ลมปราณไม่สดวก อาจเป็นเพราะอายุมาก แล้วด้วย จุดชีพจรคนปกติทั่วไป ต้องเปิดถึง 180 -300 แต่ว่า ของท่านหญิงนั้น เปิดแค่ 90 เท่านั้น ยังไม่ถึง 100 เลย ทำให้มีอาการปวดเมื่อย และ แขนขาไม่มีแรง พาให้จิตใจเริ่มท้อแท้ หมดกำลังใจในการดำเนินชีวิต

    “ ชีพจรของท่านหญิงนั้น ถูกปิดกั้นด้วยสาเหตุจากธรรมชาติไปหลายจุด ผมจะช่วยเปิดชีพจรเพื่อให้ลมปราณในร่างเดินให้สดวกขึ้น ต่อไป ท่านหญิงก็จะไม่มีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน และนอนไม่หลับในตอนกลางคืนอีก”

    “ ทำได้จริงหรือ?”

    “ ทำได้ครับ”

    ชจรจับชีพจรของ ท่านหญิงอีกครั้ง คราวนี้ใช้จับพร้อมกันสองมือ แล้วปล่อยพลังลมปราณออกไปกรุยชีพจร ของท่านหญิงทันที บรรยากาศรอบๆ ร่างของท่านหญิง มีควันจางๆ พวยพุ่งออกมา จุดที่อุดตัน เนื่องจากไขมัน และเลือดที่แข็งตัว ก็ค่อยๆ สลายออกไป พลังลมปราณเปิดขึ้นทีละจุด จาก 90 ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 120 ขึ้นไปอีก จน ถึง 180 จุด ขจรหยุดแค่นี้ก่อน เพราะขืนทำต่อไป บางทีเส้นปราณอาจเสียหาย หรือแตกได้ ในใจขจรคิดว่า เอาไว้คราวหน้าคงต้องใช้ กล้วยไม้วิญญาณมาฟื้นฟู เส้นเลือดที่ฝ่อไป และ กำลังจะเสื่อมสลายภายในไม่ช้านี้

    ท่านหญิงพอถูกหมอเทียนเปิดลมปราณเพิ่มขึ้น ถึงสองเท่า ใบหน้าก็พลันมีเลือดฝาด สดใส ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อย่างเห็นได้ชัด

    “ นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันรู้สึกว่า กลับเป็นสาวอีกครั้ง หมอเทียนทำได้อย่างไรนี่?”

    “ นี่แค่เพียงเริ่มต้น แต่ว่า เส้นเลือดของท่านหญิงนั้นเริ่มที่จะเสื่อมสภาพ บางเส้นก็เริ่มฝ่อ เพราะอายุขัย แต่ว่า ผมสามารถช่วยฟื้นฟูเส้นเลือดให้ได้  ร่างกายก็จะกลับมาเป็นแข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่ครับ”

    “ หมอเทียน ทำได้อย่างที่ว่าจริงๆ?”

    “ จริงครับ ”

    “ เห็นไหมครับท่านหญิง ผมพูดไม่ผิดใช่ไหม”

    “ ขอบใจหมอธารินทร์มากที่แนะนำ หมอเทวดาแบบนี้ให้ฉัน แต่ว่า พอกลางคืนเมื่อไร ฉันจะมีอาการคล้ายถูกเพลิงเผาในหัวใจของฉันตลอด บางทีก็แน่นหน้าอก แล้วอย่างนี้ จะรักษาได้ไหม?”

    “ ตอนนี้ผมดูแล้วยังไม่มีอาการอะไร แต่ว่า เรื่องนี้ผมคงต้องขอเดินสำรวจรอบๆ บ้านเพื่อตรวจสอบว่า สิ่งที่ผมคิดนั้น ถูกต้องหรือไม่”

    “ หมอเทียน คุณคิดอะไรอยู่” หมอธารินทร์เอ่ยด้วยความสงสัย

    “ เรื่องนี้เป็นความเชื่อทางจิตวิญญาณ บางทีไม่มีคำอธิบาย ต้องขอสำรวจรอบหนึ่งก่อน ถึงจะให้คำตอบได้”

    “ เอาเลย คุณหมอจะข้าออกตรงไหนก็เชิญ แต่ฉันขอ อย่าไปที่ตึกสีชมพูนั่นก็พอ”

    หมอเทียน ไม่ตอบอะไร ขอกระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้ว เขียนเข็มทิศ ลงไปในกระดาษ แล้วท่องมนตร์บางอย่างลงไป แล้วเป่าพรวด

    รูปวาดเข็มทิศ คล้ายมีชีวิต มันหมุนได้ แล้วชี้ไปทาง ตึกสีชมพู ไม่ชี้ไปทางอื่นเลย

    ทุกคนมองอย่างตื่นเต้นตกใจ ไม่คิดว่า หมอเทียนจะเขียนเข็มทิศกระดาษ แล้วหมุนติ้วๆ ยังกับของจริง และยังหมุนไปที่ตึกสีชมพูนั่นอีก นางกำนัลคนสนิทของท่านหญิง ถึงกับกอดกัดแน่นอย่างตกใจ ท่านหญิงก็แตกตื่นจนเหงื่อออก พูดอะไรไม่ออก

    “ นี่หมอเทียน คุณเป็นนักพรตเหมาซานด้วยหรือครับ”

    “ ไม่หรอกครับ  ผมแค่เป็นหมอเท่านั้น วิชาที่เรียนรู้นั้น แค่ เอามาประกอบในการรักษา ไม่ได้เป็นนักพรตอะไรทั้งสิ้น” วิชาพวกนี้ เป็นหินเจ้าปัญญา สอนขจรเอาไว้นานแล้ว คราวนี้เลยลองทดสอบดู แล้วก็ได้ผลจริงๆ ด้วย

    “ ที่ตึกสีชมพูนั่น มีแต่เรื่องเลวร้าย ฉันไม่อยากให้คุณหมอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย”

    “ ปัญหาทุกสรรพสิ่งล้วนมีต้นกำเนิด หากว่าท่านหญิงคิดจะแก้ไขให้มันถูกต้อง มีทางเดียวต้องไปแก้ไขที่จุดต้นกเนิดครับ”

    ทันใดนั้นเอง ก็มีท่านหญิงสามและ ท่านหญิงสี่ และ คุณชายอนาวิน และคุณชายชลทิศ และมีซินแสจีน มาด้วยอีกคน

    “ เสด็จอาหญิงโปรดรอก่อน” ทั้งหมดเข้ามากราบท่านหญิงรัตนาวดี

    “ ลมอะไรหอบพวกเธอมากันหมดแบบนี้”

    “ พวกเราเห็นเสด็จอาไม่ค่อยสบาย เลยพาซินแสชื่อดัง จากปักกิ่ง ให้มาช่วยรักษาอาการของเสด็จอาก่อนที่ซินแสจะกลับจีน นะค่ะ” หญิงสามรีบเอ่ยทันที

    “ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว นี่คือ หมอเทียนหัตถ์เทวดา ตอนนี้เขาเราษาฉัน จนหายดีแล้ว พวกเธอมากันแบบนี้ มี ธุระเท่านี้เหรอ?"

     “ คือ…พวกเราอยากมาสอบถามเรื่อง ที่เสด็จอา รับปากจะคุยกับพี่ชายใหญ่เอาไว้เป็นอย่างไรบ้างคะ”

    “ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่ดิน ฉันบอกชายใหญ่ไปแล้ว หากว่าเขาไม่ทำตามที่ฉันสั่ง ที่ดินของฉันจะยกให้ลูกของเธอทั้งสองบริหารต่อไป” ทั้งสี่คนต่างแสดงความดีใจเป็นอย่างยิ่ง

    “ ขอบพระทัยเสด็จอามากเลยนะคะ” ทั้งสี่คนแม่ลูกเข้าไปกราบท่านหญิงรัตนวดี ขจรมองแล้วก็ได้แต่นิ่งเฉย 

    “ คุณหมอไปเถอะ มีคนเขาว่าที่ตึกสีชมพู ยังมีวิญญาณของ เจนภพเฝ้าอยู่ ฉันไม่รู้ว่าเขาจะยังอยู่ทำไม ฉันไม่อยากยุ่งกับพวกเขาอีกแล้ว หวังว่าคุณหมอคงไม่กลัวผีเหมือนคนอื่นๆ หรอกนะ”

    “ ไม่กลัวครับ”

    “ แต่ผมขออยู่ดูอาการคุณหญิงที่นี่นะครับ เสร็จแล้วเราจะกลับพร้อมกัน”

    อาจารย์หมอธารินทร์ไม่กล้าตามขจรเข้าไป ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มจะมืด เพราะเมฆฝนดำครึ้มกำลังตั้งเค้า คาดว่าอีกไม่นาน ต้องมีฝนตกหนักแน่

    ขจรเดินเข้าไปใน ตึกสีชมพูเพียงคนเดียว ด้านอกอาคารมีต้นไม้ใหญ่ขึ้น มีดอกไม้มากมายขึ้นเต็มไปหมด พอก้าวเข้าไปในตัวตึก ก็พบว่าบรรยากาศเย็นระเยือกผิดปกติ  ด้านในมีโลงศพ ตั้งอยู่กลางห้องโถง สองโลง ด้านข้าง มีภาพของ ท่านเจ้าพระยาอัครเดโชชัย กับ ขุนหลวงเจนภพ  สภาพโดยรอบมีแต่หยากไย่ ไยแมงมุมเต็มไปหมด แต่น่าแปลกกลับมีผีเสื้อสีชมพู บินเข้าออกในตึกนี้หลายตัวทีเดียว   ขจรสัมผัสได้ว่า สองโลงนี้ เป็นแต่เพียงโลงศพที่ว่างเปล่า หามีร่างของทั้งสองไม่

    ทันใดนั้นเอง ก็มีร่างวิญญาณของขุนหลวงเจนภพปรากฏกายขึ้นต่อหน้าขจร

    “ เป็นคุณนั่นเอง นี่กล้าแปลงกายมาหลอกท่านหญิงเชียวหรือ?”

    “ หากผมทำเช่นนั้น มีหรือ ที่ท่านหญิงจะอนุญาตให้ผมเข้ามาที่นี่ บอกมาตามตรง

    คุณใช่ไหม ที่ทรมานท่านหญิงทุกคืน มาตลอด20 ปี คุณยังแค้นใจท่านหญิงใช่ไหม ที่ขัดขวางความรักของคุณกับ ท่านเจ้าพระยา”

    “ นี่คุณพูดบ้าอะไร  ฉันให้ความเคารพท่านเจ้าพระยากับ ท่านหญิงเปรียบดั่งพ่อแม่บังเกิดกล้า ไม่ได้คิดบัดสี บัดเถลิงอย่างที่คุณคิดสักหน่อย”

    ขจรได้ฟังก็ถึงกับมึนตึบไปเลย

    “ อ้าว แล้วทำไมทุกคนต่างก็บอกว่า คุณกับเจ้าพระยา เป็นคู่รักกันหรือว่าพวกเขาต่างเข้าใจผิดกันไปเอง”

    “ เฮ้อ เรื่องนี้ฉันก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน พูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อ  ในตอนนั้นท่านเจ้าพระยาป่วยเป็นโรคร้าย มันทำให้ท่านเจ็บปวดแสนสาหัส มันเหมือนหนอนนับร้อยชอนไชเข้าไปในตัวของท่าน  ดังนั้น ด้วยความรักที่มีต่อท่านหญิงรัตนาวดี ท่านจึงได้ย้ายตัวออกมา ที่ตึกสีชมพูแห่งนี้ เพื่อไม่ให้ ท่านหญิงต้องมาเป็นห่วงท่าน”

    “ หรือว่าที่ท่านเจ้าพระยาให้คนมาทาสีตึกภายนอกภายในเป็นสีชมพู เพราะว่าเชื้อโรคร้ายได้ทำลายเซลล์ประสาทตาของท่านจนกลายเป็นคนที่มองเห็นสีชมพูได้เพียงสีเดียวเท่านั้น” ขจรเริ่มนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

    “ คุณกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ท่านทนทรมานอยู่เช่นนี้นานสามเดือน โดยที่ไม่ยอมบอกท่านหญิง ในที่สุดท่านก็ทนไม่ไหว เสด็จจากพวกเราไป”

    “  เรื่องนี้ท่านเจ้าพระยาน่าจะบอกกับ ท่านหญิง ผมเชื่อว่า ท่านน่าจะรับได้อย่างแน่นอน”

    “ ก่อนที่ท่านเจ้าพระยาจะจากไป ท่านได้เขียนจดหมายฝากให้น้องชาย ท่านเจ้าพระยาอิสเรศให้ไปมอบกับ ท่านหญิงแล้ว แต่ว่า ท่านเจ้าคุณคงไม่นำไปให้อย่างแน่นอน”

    “ เจ้าพระยาอิสเรศ ทำเช่นนั้นเพื่ออะไร?”

    “ เพราะเขาอยากได้วังมโนรมย์แห่งนี้น่ะซิ”

    “ ในเมื่อคุณหลวงก็ล่วงรู้เยอะขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นถึงไม่ไปบอกกับ ท่านหญิงเล่า”

    “ ฉันถูกฆ่าตาย แล้ว นำศพไปแขวนคอเอาไว้ในตึกสีชมพู แล้วถูกสะกดวิญญาณเอาไว้ไม่ให้ออกไปจากตึกนี้ และไม่สามารถสื่อสารกับผู้ใดได้”

    “ อะไรนะ ที่แท้ขุนหลวงถูกฆาตกรรมอย่างนั้นรึ?”

    “  ใช่ พวกมันส่งคนมาแล้วจัดฉากว่า ฉันได้แขวนคอตัวเองตาย เพื่อตามไปรับใช้ท่านเจ้าพระยา แล้วพวกมันก็ใช้ หน้าผากของฉัน มาลงเลขยันต์กักขังวิญญาณเอาไว้ที่นี่ โดยนำตะปูเจ็ดป่าช้า 13 ตัว มาตรึงวิญญาณของฉันให้อยู่ที่นี่ไปตลอดไป มิให้ออกไปไหนได้”

    “ แล้วใครกันที่ ทำให้ท่านหญิงแน่นหน้าอก เหมือนเพลิงเผาผลาญใจอยู่ทุกคืน”

    “ มันเป็นผีโหงพรายของ ไอ้หมอผีแก้ว มันเป็นคนของ เจ้าพระยาอิสเรศ มันคิดจะฆ่าท่านหญิงแต่ว่า มันไม่มีทางทำสำเร็จ หากตราบใดที่ท่านหญิงยังคงอยู่ที่วังมโนรมย์แห่งนี้ ไม่มีใครคิดทำร้าย ท่านหญิงได้อย่างแน่นอน”

    ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็มืดมิด ฟ้าผนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ขจรมองไปที่ตึกที่ท่านหญิงประทับอยู่ เห็นพวกผีโหงพรายหลายตัว กำลังพุ่งตัวไปเข้าไปในตึกอย่างรวดเร็ว

    ขจรรีบออกไปจากที่นี่ทันที เพราะต้องรีบไปช่วยท่านหญิง เรื่องช่วยวิญญาณของขุนหลวงเจนภพ เลยต้องพักเอาไว้ก่อน

    ขจรพุ่งตัวเข้าตึก แล้วรีบไปดูอาการของ ท่านหญิง ที่บัดนี้ ร่างของท่าน ถูกผีโหงพรายเหยียบเข้าที่หน้าอก แล้วมีบางตัว ก็กลายเป็นเปลวไฟ พุ่งเข้าไปในร่างของท่านหญิงรันตนาวดี แล้วทันใดนั้นเอง ก่อนที่ขจรจะเข้าไปช่วย ก็มีเงาวิญญาณสีทอง พุ่งเข้ามากระแทกผีโหงพรายออกไปจากร่างของ

    ท่านหญิงราชวดีจนหมด แล้ววิญญาณสีทองดวงนั้นก็ค่อยๆลอยกลับไปที่ตึกสีชมพูตามเดิม

    “ ที่แท้เรื่องราวเป็นแบบนี้เอง”

    ขจรในคราบหมอเทียนเดินเข้าไป แล้วใช้ฝ่ามือค่อยๆ ไล่พลังวิญญาณผีร้ายออกจากร่างของท่านหญิงไปทั้งหมด

    แล้วท่านหญิงก็ฟื้นลืมตาตื่นขึ้นมา

    “ เอาอีกแล้ว โรคบ้านี้กำเริบอีกแล้ว แต่เอ๊ะ.. คราวนี้ทำไมฉันหายเร็วจัง ไม่รู้สึกปวดเมื่อย หรือ อ่อนเพลียอีกแล้ว”

    “ หมอเทียนช่วยรักษาให้น่ะครับ” อาจารย์หมอธารินทร์เอ่ยตอบเบาๆ

    “ ขอบใจคุณหมอมากจริงๆ แล้วคุณหมอเข้าไปในตึกสีชมพู พบสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”

    “ พบครับ”

    ขจรคิดจะเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ท่านหญิงฟัง แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน ท่านหญิงคงไม่เชื่อแน่ เพราะตลอด 20 ปี ท่านมีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง ท่านเจ้าพระยากับ คุณหลวงเจนภพมาตลอด จึงตัดสินใจยังไม่พูดเรื่องราวทั้งหมดในตอนนี้

    “ พบอะไรบ้าง”

    “ ในตอนนี้มีคนคิดปองร้าย ท่านหญิง ซึ่งพวกมันยังใช้คุณไสยเล่นงานคุณหญิงมาตลอด 20 ปี ผมขอถามเรื่องหนึ่ง หากว่า ท่านหญิงสิ้นไป ใครจะได้มรดกทั้งหมดของท่านหญิงในตอนนี้”

    “ ฉันเขียนพินัยกรรมเอาไว้แล้ว ทรัพย์สมบัติ ครึ่งหนึ่งจะมอบให้กับ มูลนิธิการกุศลทั้งสิบแห่ง แล้วอีกสองส่วนจะแบ่งให้กับ ทายาทของตระกูลเดโชชัย  กับ ตระกูลนาคบดินทร์เท่าๆ กัน ส่วนวังมโนรมย์แห่งนี้จะถูกประมูลขายทอดตลอดนำเงินมาเข้ากองกลางเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินแบ่งออกเป็นสามส่วน  ตอนนี้พินัยกรรมอยู่ที่ ทนายความประจำตระกูล ฉบับหนึ่ง อยู่ที่ฉันอีกฉบับหนึ่ง มีปัญหาอะไรหรือ?”

    “ ผมเกรงว่า ฝ่ายของท่านพระยาอิสเรศ คงไม่ยอมแน่ๆ หากรู้ความประสงค์ของท่านหญิงแบบนี้”

    “ เชอะ มันเป็นสิทธิของฉัน พวกเขาไม่เกี่ยวข้องด้วย ที่ฉันมอบทรัพย์ 25 % ให้พวกเขาถือว่าฉันเมตตามากแล้ว”

    ทันใดนั้นเอง ก็มีเฮลิคอปเตอร์ บินมาจอดที่วังมโนรมย์สามลำ ทั้งสามลำมีทหารรวมแล้ว 40 นาย มีเจ้าพระยาอิสเรศ เดินนำหน้ามากับ ลูกชายคุณหลวงอิสมันต์ มี ชายวัย 60 แต่งกายชุดดำ ห้อยลูกประคำที่คอ ดูหน้าแล้วเหมือนพวกหมอผี ที่ชอบ เล่นไสยเวทย์ดำ แล้วยังมีชายแต่งกายคล้ายหัวหน้าทหาร 1 คนเดินเข้ามาด้วย

    “ สวัสดี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ท่านหญิงรัตนาวดี”......

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน