‘จำได้ว่าเพิ่งโดนแทงมาไม่ใช่เรอะ?’
ในหัวตอนนี้รู้สึกมึนงงสับสนและ้าคำอธิบายอย่างมาก มือของโตโต้กุมบริเวณหน้าท้องพร้อมกับสีหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ความเ็ปที่แผ่ซ่านนั้นถึงกับทำให้ตัวของเขาเกร็งค้างอยู่ในท่านั้น แต่คิดยังไงก็คิดไม่ตก แผลมันหายไปไหน? หรือจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ถูกแทงอะไรหรอก แต่เมาเบียร์แล้วล้มหัวฟาดพื้นสลบ จากนั้นก็ฝันเป็ตุเป็ตะว่าถูกแทง แต่ยิงคิดยิ่งรู้สึกเหลวไหล เบียร์กระป๋องเดียวมันจะเมาจนล้มหัวฟาดพื้นได้ยังไง? โตโต้เริ่มจะสับสนกับตัวเอง มือของเขาเตะบนหัวพลางลูบผมไปมา มันเป็ท่าประจำตัวเมื่อต้องใช้ความคิด ซึ่งเป็ความเคยชินส่วนตัว
“หืม?”
ทันทีที่มือลูบหัวขึ้นลงสองสามครั้งพลันรู้สึกถึงความไม่คุ้นเคยประการหนึ่ง
‘ทำไมผมสั้น?’
โตโต้ใช้มือแตะบนหัวซ้ายทีขวาที แต่ไม่ทันที่จะได้สำรวจต่อ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าฉงนของต้นเสียง
“โต้ ปวดท้องเหรอ? เมื่อคืนกินอะไรมารึเปล่า? ไปโรงเรียนไหวไหม? เดี๋ยวแม่ไปเอายามาให้”
“แม่..? ไปโรงเรียน?”
โตโต้เอ่ยขึ้นอย่างงุนงง แต่ไม่ทันที่จะได้ถามอะไรแม่ก็เดินออกจากห้องไป จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เขาเพิ่งจะสังเกตว่าตอนนี้นอนอยู่ในห้องเก่าของตัวเอง ห้องที่อยู่บ้านคุณตา นั่นยิ่งทำให้เขามึนหนักกว่าเดิม เพราะสภาพห้องมันไม่เหมือนกับครั้งล่าสุดที่เขากลับมาเยี่ยมบ้าน ขณะที่โตโต้ชำเลืองมองรอบๆ ห้องพลางกุมท้องนอนขดตัวงอเป็กุ้ง แม่ก็เดินเข้ามาพร้อมขวดยาธาตุน้ำขาว
“ดีขึ้นก็ลงไปกินข้าวนะ เปิดเทอมวันแรกก็ป่วยฉลองซะเเล้ว อื้อ...ชุดนักเรียนแม่รีดแขวนไว้ในตู้นะ”
แม่ชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้า จากนั้นก็วางขวดยาไว้หัวเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“ชุดนักเรียน?”
โตโต้พึมพำกับตัวเอง ชุดนักเรียนอะไรแม่? ผมเรียนจบมาหลายปีแล้ว! แต่ทันใดนั้นเองเหมือนมีอะไรบางอย่างมาทำให้เขาเอะใจ หน้าท้องที่ปวดจนตัวเกร็งจู่ๆ อาการปวดก็หายไปอย่างน่าประหลาด โตโต้ดีดตัวขึ้นจากที่นอนแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ เมื่อเห็นเงาตัวเองที่ฉายในกระจกเขาถึงกับตักน้ำขึ้นมาราดหัว ขยี้ตารัวๆ เเล้วเงยหน้ามาส่องดูอีกครั้ง รูปลักษณ์ที่สะท้อนบนเงากระจกก็คือตัวเขาเอง แต่เป็ตัวเองในเวอร์ชันตอนมัธยม!
“แม่! วันนี้วันที่เท่าไหร่?”
โตโต้ะโออกไปถามแม่ที่ทำงานบ้านอยู่ข้างนอก
“วันที่ 18 ไง! 18 พฤษภา...เปิดเทอมวันแรกลืมแล้วเหรอ!”
“แม่! พ.ศ. อะไร?”
“2552 ถามทำไม? อย่าบอกว่าลืม พ.ศ.? บ้าไปแล้วลูกชั้น @#$%^&”
ถัดจากคำตอบคือเสียงบ่นของแม่ร่ายยาวตามมา
เปิดเทอมวันแรก 18 พฤษภาคม 2552
“ห๊ะ!”
หลังจากนับนิ้วบวกลบคูณหารโตโต้ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน เปิดเทอมปี 52 อยู่ ม.4! เขาส่องกระจกดูอีกครั้ง เอามือลูบหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา
‘กำลังฝันอยู่รึเปล่าวะ? ถ้าฝันมันก็เหมือนจริงเกินไปนะ อย่างนี้ต้องพิสูจน์’
โตโต้ลูบคางป้อยๆ พลางสอดส่องสายตาไปทั่วห้องน้ำ
‘ลองเยี่ยวดูดีรึเปล่าหว่า? เฮ้ย! เดี๋ยวๆ มันอาจเป็กับดัก ถ้าฝันจริงตื่นขึ้นมาคงดูไม่จืดแหงมๆ อืม...เอาแบบนี้แล้วกัน’
โตโต้ส่องกระจกอีกครั้ง เขาเอานิ้วชี้ทั้งสองบีบกดไปที่สิวเม็ดเป้งที่อยู่บนหน้าผาก อันที่จริงหน้าของเขาไม่มีสิวมาหลายปีแล้ว แต่เมื่อย้อนกลับไปตอนสมัยมัธยม แน่นอนว่าวัยสะรุ่นกับสิวย่อมเป็ของคู่กัน
“โอ๊ะ!”
หัวสิวแตกออกมาตามแรงกด และมันถึงกับทำให้โตโต้น้ำตาเล็ดออกมา
‘แล้วจะพิสูจน์อะไรอีกล่ะ? จริงด้วย!’
“แม่!”
“อะไร๊!”
“ตาไปไหนแล้ว?”
โตโต้ะโถามแม่อีกครั้ง
“เอ้อ!”
เสียงที่ตอบกลับมารอบนี้ไม่ใช่แม่ แต่เป็เสียงผู้ชายที่ฟังดูมีอายุพอสมควร และเป็อีกเสียงที่โตโต้คุ้นเคยเป็อย่างดี ทันทีที่ได้ยินใจของเขาถึงกับเต้นไม่เป็จังหวะ ขนทั่วร่างลุกเกรียว น้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะเอ่อล้นออกมา นั่นก็เพราะคุณตาของเขาเสียเพราะโรคระบาดมาประมาณ 4 ปีแล้ว ถ้าได้ยินเสียงอีกครั้งนั่นแสดงว่า…
โตโต้แง้มประตูห้องน้ำออกแล้วมองไปที่ต้นเสียงเมื่อครู่ แล้วเขาก็เห็นคุณตาจริงๆ แกกำลังนั่งแกะถุงน้ำเต้าหู้อยู่หน้าทีวี
“เออ..เชื่อก็ได้วะ!”
ถึงจะไม่อยากเชื่อ แต่ถ้าคนตายไปแล้วมานั่งให้เห็นเป็ตัวเป็ตนอยู่แบบนี้ก็คงหาอะไรมาแย้งไม่ได้แล้ว ถ้างั้นก็แสดงว่าเขาย้อนกลับมาเป็ตัวเองในตอนที่อายุ 16 งั้นสินะ แต่ความทรงจำและประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมายังชัดเเจ๋ว โดนแทงตายแล้วย้อนกลับมางั้นเรอะ? ถ้าเผลอไปบอกใครเข้าคงมีแต่คนหาว่าบ้าแน่ๆ โตโต้ยืนจังก้าแขนสองข้างเท้าสะเอวอยู่หน้ากระจก สายตาสอดส่องพินิจพิเคราะห์ทั่วร่างก่อนจะสูดอากาศเข้าเต็มปอดพลางคิดในใจ
‘นี่สินะความรู้ที่ได้กลับมาเป็วัยหนุ่มแรกแย้ม ไร้มลทิน ผู้บ่าวสำน้อยที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเพลง 14 อีกครั้งของพี่เสกโลโซ’
โตโต้ยิ้มให้ตัวเองพลางส่ายหัวให้กับโชคชะตาที่ไม่รู้เล่นตลกอะไรกับเขา ไอ้เื่ที่ว่าย้อนกลับมาได้ยังไง? ทำไมถึงต้องย้อนกลับมา? ได้ถูกโยนทิ้งออกไปจากหัวของโตโต้ทันที ใครจะไปคิดเื่พรรค์นั้นให้รกสมอง แค่ไม่ตายยังหายใจอยู่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว และสิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากนี้แน่นอนว่าต้องเป็การปรับตัว และที่น่าตลกคือ ธรรมดาคนเราจำเป็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ แต่ตอนนี้ตัวเขากลับต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งเดิมๆ สภาพเเวดล้อมเดิมๆ ที่เคยอยู่กับมันมาหลายปี ยิ่งคิดยิ่งไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี