เมื่อเว่ยเซี่ย เยเหนียง และถิงถิง ก้าวเดินออกมาจากถ้ำ คนทั้งสามก็ออกมายังที่โล่งกว้างขนาดใหญ่ ที่มีหน้าผาล้อมรอบ สูงเยเหนียงคาดว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นเชิงเขาฝั่งตะวันออกของพรรคมาร และ หากเดินผ่านช่องเขาไปอีกสักหน่อย ก็จะลงออกจากพื้นของพรรคมารได้
รอยยิ้มแห่งความสุขของเว่ยเซี่ยสว่างสดใสขึ้นบนใบหน้าของมัน มันกำลังจะได้กลับไปหาฟางเหนียงมารดาในอีกไม่นานแล้ว "สำเร็จแล้วท่านป้า พวกเราออกมาภายนอกได้แล้ว" เว่ยเซี่ยหันไปกล่าวกับเยเหนียงด้วยท่าทางตื่นเต้น ส่วนเยเหนียงเองก็ยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมพยักหน้ารับหลายชายของนาง เหตุที่นางมิได้ยินดีกับเว่ยเซี่ย มากนักอาจเป็นเพราะเรื่องอุบาทว์ อัปรีย์ ที่เกิดขึ้นภายในถ้ำก่อนหน้า ส่วนถิงถิงนั้นนางมิได้เอ่ยสิ่งใดออกจากปาก แถมยังไม่คิดจะมองหน้าเว่ยเซี่ยอีกด้วย สาเหตุก็คงมิได้ต่างจากมารดาของนาง
"ป้าดีใจด้วย เจ้าจงรีบลงเขาไปเถิดก่อนที่จะมีใครมาพบเขา แล้วก็ฝากความคิดถึงมารดาเจ้าด้วยนะ.." เยเหนียงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อเว่ยเซี่ยได้ยิน มันก็ยกสองมือขึ้นมาประสาน พร้อมค้อมตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกินเยเหนียงไป จากนั้นจึงกล่าวลา และหันหลังเพื่อที่จะลงเขา แต่ทว่า…ยังมิทันที่เว่ยเซี่ยจะได้จากไป จู่ ๆ เงาร่างมากบนเนินผาที่ล้อมรอบก็ปรากฏกายขึ้น ก่อนจะมีของคนผู้หนึ่งพูดขึ้น "พึ่งมาเยือนพรรคของข้าได้ไม่นาน เจ้าก็คิดจะจากไปแล้วรึเจ้าหนู อยู่สนทนากันก่อนเป็นไร…"
ผู้พูด แต่งกายอยู่ในชุดผ้าไหมสีดำสลับแดง รูปร่าง สง่างาม องอาจ ใบหน้าหล่อเหลา แต่แฝงไปด้วยความดุดัน และเพียงแค่แวบเดียว ที่เยเหนียงเงยหน้ามองเห็นมัน ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้าง เนื้อตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่นางจะเอ่ยออกมาเบา ๆ ด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า"ทะ….ท่านประมุข…"
เว่ยเซี่ยถึงกับรีบหันไปหานางอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจเช่นกันก่อนจะเอ่ยปากถาม "ท่านประมุขกระนั้นรึท่านป้า? หรือว่าคนผู้นี้ก็คือ……"
แต่ยังมิทันที่เยเหนียงจะอ้าปากตอบเสียงของผู้ชายบนหน้าผาก็กล่าวขึ้นมาเสียก่อน "นามข้าคือ หยางกงอี้ เป็นประมุขพรรคมารราคะ คนปัจจุบันยินดีที่ได้พบ แล้วเจ้าล่ะคือผู้ใด และเหตุไฉนถึงได้กล้าบุกเข้ามาในพรรคของข้า…" คำถามของหยางกงอี้ทำเอาเว่ยเซี่ยถึงกับขนลุกไปทั่วร่าง เพราะนี้ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่มันยังแฝงไปด้วยพลังปราณอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ หากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกวิชาระดับสูง หรือมิได้มีกำลังภายในอันแข็งแกร่ง มันผู้นั้นก็อาจจะบาดเจ็บภายในไปเรียบร้อยแล้ว โชคดีที่เว่ยเซี่ยนั้นเคยฝึกวิชาในคัมภีร์ เก้าเอ็น แถมยามนี้มันยกสะพายกระบี่เทพมารราคะอยู่กลางหลัง ปราณเสียงของหยางกงอี้จึงทำอะไรมันไม่ได้
แต่ทว่าในยามนั้นบนหน้าผาใกล้ ๆ กับร่างของหยางกงอี้ ก็ได้มีชายอีกคนคุกเข่า และเอ่ยปากขึ้นเสียก่อน "เรียนท่านประมุข เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้คือบุตรชายของ เว่ยถัง และ ฟางเหนียงสองคนทรยศที่ขโมยคัมภีร์เก้าเอ็นของพรรคเราหลบหนีออกไปเมื่อหลายสิบปีก่อนขอรับ.." คนพูดมิใช่ใครอื่น มันคือ ฮาวเทียน หลงจ๋าว พี่ใหญ่ของ 4 ผู้คุ้มกฎ ผู้ที่เคยไล่ล่าครอบครัวของเว่ยเซี่ย และสังหารเว่ยถังนั้นเอง
"บุตรชายของเจ้า สารเลวเว่ยถัง กับ อดีตธิดาพรรคมารราคะรุ่นก่อนนี้เอง มิน่าเล่าใบหน้าถึงได้คุ้นยิ่งนัก.." หยางกงอี้หรี่ตามองเว่ยเซี่ยด้วยความสนอกสนใจ ส่วนเว่ยเซี่ยนั้นมันก็มิได้รู้หวาดกลัวแต่อย่างใด และยิ่งเห็นศัครูที่สังหารบิดาของมันอยู่ตรงหน้าแล้วด้วย ความแค้นที่มีอยู่เดิมยิ่งทวีขึ้นอีกหลายสิบเท่า
เยเหนียงเองที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ยังรู้สึกได้ แต่การที่จะสู้กับคนทั้งพรรคมารราคะนั้นในยามนี้นั้น มิได้ต่างกับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ มีแต่จะตายสถานเดียว
แม้เยเหนียงจะได้เห็นอานุภาพของกระบี่เทพมารราคะมาแล้ว แต่เจ้ากระบี่เล่มนี้ก็มีจิตมารที่เอาแน่นเอานอนไม่ได้ หากมันไม่คิดช่วยเว่ยเซี่ยขึ้นมา เขาก็คงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เป็นแน่ ดังนั้นเยเหนียงจึงได้รีบบอกให้ เว่ยเซี่ยหนีไปนางจะเป็นผู้ถ่วงเวลาไว้ให้เอง
และพอนางกล่าวเช่นนั้น เจินหนานจง ทูตขวาที่ไม่ลงรอย กับ ทูตซ้ายเอี้ยวเอี้ยง สามีของ เยเหนียง ก็ได้รีบเอ่ยปากออกมาทันที "อ้าว ๆ เอี้ยวเอียง ดูเหมือนภรรยาของเจ้าจะทรยศไปเข้าข้างเจ้าหนุ่มนั้นเสียแล้ว ช่างน่าผิดหวังเสียจริงฮ่าๆๆๆๆ " วาจาของเจินหนานจง ทำเอาเอี้ยวเอี้ยงหน้าแดงก่ำด้วยความ อาย และความโกรธ และแถมเป็นการพูดต่อหน้า หยางกงอี้ด้วย นี่ไม่เท่ากับมันเองก็เป็นคนทรยศไปด้วยรึ? และกฎของพรรค ผู้ทรยศมีโทษสถานเดียวคือ ตาย
เอี้ยงเอี้ยงเหงื่อกาฬแตกเต็มใบหน้าก่อนที่มันจะตัดสินใจตะโกนลั่นใส่เยเหนียงที่อยู่เบื้องล่าง " เยเหนียง นั้นเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่! กล้าทรยศพรรค กับท่านประมุข เพราะเจ้าหนุ่มผู้นั้นเลยงั้นรึ"
"ท่านพี่ข้าขออภัยด้วย ข้าไม่มีทางเลือกจริง ๆ เพราะเขาเป็นหลานชายของข้า จะให้นิ่งดูดายปล่อยเขาตายได้เยี่ยงไร…" เยเหนียงเองก็ตะโกนตอบกลับสามีนางด้วยท่าทางลำบากใจเช่นกัน
"หลานรึ? หลานของผู้ทรยศพรรคเรา เจ้าจะไปนับญาติกับมันทำไม เจ้ากับลูกกลับมาหาข้าเถิด ข้าจะช่วยพูดกับท่านประมุขเพื่อขอลดโทษให้…" เอี้ยงเอี้ยงตะโกนกลับไปหาเยเหนียงอีกครั้งแต่ก็ดูเหมือนจะมิอาจเปลี่ยนใจนางได้ ส่วนถิงถิงนั้นแม้จะไม่ชอบเว่ยเซี่ย แต่นางก็เลือกที่จะอยู่ข้างมารดาด้วยเหตุผลบางประการ
และเมื่อเอี้ยงเอี้ยงใช้วาจานุ่มนวลหว่านล้อมพวกนางไม่เป็นผล สันดานถ่อยของมันจึงเผยขึ้นมาแทน
"เอางั้นก็ได้นังแพศยา ในเมื่อพวกเจ้าสองแม่ลูกคิดจะทรยศข้ากับท่านประมุข เช่นนั้นก็จงตายเป็นผีอยู่กับเจ้าหนุ่มนั้นเสียเถิด ฝ่ามือภูตมารราคะอัคคีขั้นที่แปด..!" เอี้ยวเอี้ยงผุดลุกขึ้น ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานลงมาจากหน้าผาด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับฝ่ามือที่มีเปลวเพลิงสีดำทะมึนห่อหุ้มอยู่ เยเหนียงถึงกับตื่นตะลึง เพราะนางไม่คิดว่า เอี้ยวเอี้ยง สามีจะใช้วรยุทธ์นี้ออกมา เสียงของนางร้องดังลั่นให้เว่ยเซี่ยรีบหลบไป เพราะวิชานี้ของเอี้ยงเอี้ยงนั้นรุนแรง และน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพียงแค่โดนปราณไฟนี้เผาผลาญเพียงเล็กน้อยคนผู้นั้นก็ตายอย่างน่าสยดสยอง
เว่ยเซี่ยที่ได้ยิน มันก็คิดจะใช้วิชา ฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ หลบหนี แต่ทว่า..เอี้ยวเอี้ยงยามนี้พุ่งมาเร็วมาก หากมันหลบแล้ว สองแม่ลูกข้างหลังมันเล่าจะเป็นเช่นไร?
ยามนั้นเว่ยเซี่ยก็พลันเกิดความลังเลขึ้นมา แต่ทว่า….เจ้ากระบี่เทพมารราคะที่อยู่กลางหลังก็เกิดสั่นไหวขึ้น ก่อนที่แขน และ มือข้างหนึ่งของเว่ยเซี่ยจะเริ่มขยับตาม หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือ เจ้ากระบี่เทพมารเป็นคนควบคุมแขนของมันเสียมากกว่า
"เจ้าเด็กโง่…มัวลังเลอันใดอยู่ อยากตายนักรึ.."
เสียงของกระบี่เทพมารราคะถ่ายทอดมาสู่สมองของเว่ยเซี่ย ซึ่งมันก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
"ข้า…ข้า…"
"หึหึ กลัวที่จะใช้ข้ากระนั้นรึ? เจ้าหนุ่ม ดีแล้วที่เจ้ารู้สึกแบบนั้น แต่ถึงอย่างไรเสีย เจ้าก็ต้องใช้ข้าอยู่ดี เพราะข้าไม่ยอมให้เจ้าตายง่ายหรอกฮ่าๆๆๆๆ "
เสียงของกระบี่เทพมารราคะดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่มันจะควบคุมแขนข้างหนึ่งของเว่ยเซี่ยให้ดึงกระบี่ออกมา และฟันออกไปด้านหน้าหนึ่งครั้ง เมื่อนั้นก็พลันบังเกิดคลื่นปราณสีดำขนาดใหญ่ สูงพอ ๆ กับเนินผา พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พลังของมันนั้นมากมายมหาศาลถึงขนาดผ่าร่างของเอี้ยวเอี้ยงออกเป็นสองซีกอย่างน่าสยดสยองในพริบตา ก่อนที่ร่างของมันจะสลายไปราวกับฝุ่นธุลี แต่พลังของปราณกระบี่ก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น มันยังพุ่งไปผ่าหน้าผาที่พวกหยางกงอี้ยืนอยู่จนแหลกเป็นเสี่ยง ๆ
พวกศิษย์ปลายแถวของพรรคหลายสิบที่อยู่บนนั้นพากันร่างแหลกสลาย และตายอย่างอนาถ ส่วนหยางกงอี้ สองผู้อาวุโส ทูตขวา และเหล่าผู้คุ้มกฎ สามารถใช้วิชาตัวเบาหลบได้ทัน แต่ถึงจะหลบพ้นจากพลังทำลาย พวกมันบางคนก็ได้รับบาดเจ็บพอสมควร…
จบบท