“อัจฉริยะที่แกร่งที่สุดของเมืองหลินเหยียน...ฮึ อย่างมันน่ะหรือ?”
น้ำเสียงเย็นเฉียบบาดลึกถึงกระดูกราวกับหอกน้ำแข็งยามเหมันต์ทุกคนในที่นั้นล้วนใกับสภาพการณ์เบื้องหน้า
หลิ่วเซียวบนเวทียกยิ้มยั่วเย้าสนุกสนาน
พร้อมกันนั้นก็รับตราศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิมาจากมือของข้ารับใช้ แล้วหันไปยักไหล่ให้ฉู่เหินหัวเราะแ่เบายั่วโทสะ “มหาอัจฉริยะฉู่ จะชี้แนะอันใดหรือ?”
ถ้อยคำแสนเรียบง่ายแต่เปิดเผยความเหยียดหยาม
ทุกคนในที่นั้นต่างก็ดูถูกฉู่เหินอย่างเปิดเผย
แต่กระนั้น คำพูดถัดมาของฉู่เหินกลับทำให้พวกเขาต้องตะลึงอยู่กับที่
“ข้าว่า... เ้าไม่มีคุณสมบัติเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลินเหยียนเพราะเหตุนั้น ตราศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิจึงไม่คู่ควรที่จะอยู่ในกำมือเ้า”
เพียงคำนี้เอื้อนเอ่ยออกไป ทั้งงานก็ฮือฮา
“ฮ่าๆ น่าขำเป็บ้า ยังมีคนกล้าพูดว่าศิษย์พี่หลิ่วเซียวไม่มีคุณสมบัติเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลินเหยียนอยู่อีกเส้นปราณฟื้นฟูแล้วก็จริง แต่สมองคงกู่ไม่กลับแล้วกระมัง!”
“เป็ไปได้มากสวะที่ถูกศิษย์พี่หลิ่วเซียวกระทืบเสียจนตะเกียกตะกายลุกไม่ขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน ยังมีหน้ามาวางก้ามอยู่ที่นี่อีก”
“โง่เกินเยียวยาแล้ว”
...
เสียงเสียดสีด่าทอทุกรูปแบบดังขึ้นทั่วงานต่างก็หันหอกเข้าหาฉู่เหินเป็ทางเดียว
เย่เหยาในฝูงชนกำหมัดแน่น ดวงหน้าน้อยสดสวยเครียดขึงเวลานี้นางหวังเหลือเกินว่าพี่สาวนางจะออกหน้าช่วยพูดให้พี่ฉู่เหินสักคำ
แต่กระนั้น เย่โยวก็ยังคงยืนอยู่บนเวทีอย่างเงียบงันเช่นเดิม
ดวงหน้าสูงศักดิ์สิทธิ์เ็าดั่งน้ำค้างแข็งเปิดเผยความดูถูกและไม่แยแสชัดเจน
“ฮึ ก่อเื่วุ่นวายนัก...” ชิงสือเ้าสำนักเส้าจงยืนขึ้นมาชี้หน้าฉู่เหินด้วยสะอิดสะเอียนอย่างยิ่งยวด “ฉู่เหินเ้าถูกขับออกจากสำนักเส้าจงแล้ว ไม่มีสิทธิ์มาโหวกเหวกโวยวายที่นี่รีบไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้า ก่อกวนลำดับการทดสอบเช่นนี้ เ้าสำนักอย่างข้าไม่ละเว้นเ้าแน่!”
ชิงสือฉีกหน้ากันเช่นนี้แล้ว แต่ฉู่เหินยังไม่เปลี่ยนสีหน้าอันใดเลย
“เ้าสำนักชิงสือ เท่าที่ข้ารู้มาไม่ได้มีเพียงศิษย์สำนักเส้าจงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบ อีกทั้งเมื่อครู่ท่านอาจารย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิได้เอ่ยแล้วว่า อัจฉริยะสามคนที่แกร่งที่สุดของเมืองหลินเหยียนข้ามาที่นี่หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับสำนักเส้าจงไม่”
“เ้า...”
ชิงสือขมวดคิ้วทันใด แต่ไม่รู้ว่าควรเถียงกลับเช่นไรดี
อาจารย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิอย่างลี่กู้คลี่ยิ้มสนุกสนานอยู่ข้างๆมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตื่นเต้นมิใช่น้อย
ยามนี้เองที่เย่ฉิง เ้าตระกูลเย่เปิดบทเสียงเย็น “ฉู่เหินเ้าไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสำนักเส้าจงนั้นมิผิด แต่ที่นี่คือบ้านตระกูลเย่ของข้า หากเ้าตระกูลเย่เช่นข้า้าให้เ้าออกไปจากที่นี่เล่าเ้าจะคัดค้านอันใดได้?”
กระทั่งเ้าตระกูลเย่ยังเอ่ยปากแล้ว ฉู่เหินจะมีน้ำหน้ายืนอยู่ได้อย่างไร?
ฝูงชนโดยรอบยิ้มสุขใจในทุกข์ของผู้อื่น
โดยเฉพาะหลิ่วเซียวที่หน้าตากระแนะกระแหน หัวเราะเย็นลับๆ เขาว่า “ฮึสวะเอ๊ย สามเดือนก่อนข้าไม่ฆ่าเ้า วันนี้กลับรนหาที่อัปยศเสียเอง โง่เง่าสิ้นดี”
ฉู่เหินประสานสายตาดุจลำแสงปืนใหญ่ของเย่ฉิงแล้วก็ตอบกลับเสียงนิ่ง“หากเ้าตระกูลเย่อยากขับไล่ข้า ผู้น้อยย่อมไม่อยู่ที่นี่นาน แต่ทว่าข้าเห็นต่างเื่อัจฉริยะที่แกร่งที่สุดของเมืองหลินเหยียนทั้งสามที่ท่านเลือก”
“แล้วอย่างไร?” เย่ฉิงน้ำเสียงเย็นะเืขึ้นเรื่อยๆคุณหนูรองตระกูลเย่ผู้เป็ห่วงฉู่เหินเพียงคนเดียวในงานเลี้ยงเริ่มร้อนใจอยู่ไม่สุข
“ด้วยเหตุนั้น...”
ฉู่เหินเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ตามองตรงไปยังหลิ่วเซียวยกมือขวาขึ้นมาชี้หน้าอีกฝ่าย ดวงตาลึกล้ำเรืองรองแววเย็นเยียบ “หลิ่วเซียวเสนอหน้าลงมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
หลังสิ้นคำของฉู่เหิน รังสีพลานุภาพไร้ตัวตนก็ม้วนตลบออกมาจากภายในกาย
‘เสนอหน้าลงมา!’
ท้าทาย ท้าทายอย่างที่สุด เป็การท้าทายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลบหลู่
ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ถูกท้าทายเช่นนี้ ย่อมไม่อาจอยู่นิ่งเฉยไม่ลงมือ
เ้าตระกูลหลิ่วสีหน้ามืดมัว เ้าสำนักชิงสือยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกเ้าตระกูลเย่แววตาเย็นเฉียบดั่งน้ำค้างแข็งเหล่าผู้สนับสนุนหลิ่วเซียวนับไม่ถ้วนล้วนโกรธเกรี้ยว
“ศิษย์พี่หลิ่วเซียวฆ่ามันเลย!”
“ไอ้สวะนี่คลั่งเกินไปแล้วคราวก่อนศิษย์พี่หลิ่วเซียวยอมไว้ชีวิตเ้าเพราะสมเพชวันนี้เ้ายังมาพูดจาสามหาวไม่รู้จักอายศิษย์พี่หลิ่วเซียวสมควรฆ่าเ้าทิ้งได้แล้ว”
“ฉู่เหิน ไสหัวไปจากบ้านเย่!”
“ไสหัวไป!!!”
...
การกระทำเช่นนี้ของฉู่เหินทำให้คนในงานโกรธขึ้น
กระทั่งเย่โยวและเหลียงอี้ิก็ยังเผยสีหน้าไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเอาความมั่นใจจากไหนมาถึงกล้าพูดถ้อยคำเช่นนี้โดยเฉพาะเย่โยว ที่มองฉู่เหินด้วยแววตาเ็าและเห็นใจเจือจาง
ในสายตานาง ฉู่เหินแค่มาหาเื่เท่านั้นเองเพราะเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้จิตใจเขาไม่ปกติ
หรือก็คือ ตอนนี้เย่โยวมองฉู่เหินไม่ต่างจากคนบ้าข้างถนน
บรรยากาศเงียบและกดดันอบอวลในอากาศฉู่เหินและหลิ่วเซียวประสานสายตากลางอากาศ ปะทะเป็ประกายไฟแห่งความแค้นและชิงชัง
“ฮ่าๆๆๆ!”
หลิ่วเซียวหัวเราะ หัวเราะอย่างดูถูก เขากางแขนออก ตวาดลั่นไม่แยแส“พ่ายแพ้ไปกับมือ ข้าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเ้าเอาความกล้าที่ไหนมายืนอยู่ตรงนี้ในเมื่อเ้าอยากตายนัก คุณชายผู้นี้จะไม่สนองให้ได้อย่างไร...”
ว่าจบ หลิ่วเซียวก็ยกตราสำนักยุทธวายุจักรพรรดิในมือขึ้นมา ะโเสียงเย็น“หากเ้ามีปัญญาชนะข้าได้ ข้าจะมอบตรานี้ให้ด้วยสองมือ แต่ว่า...หากเ้ากล้าก้าวขึ้นแท่นสูงนี่เป็ตายฟ้าลิขิต ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะแทรกแซงได้”
หลิ่วเซียวพูดหวังให้ถึงตาย
ทุกคนในที่นั้นเข้าใจเป็อย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อยฉู่เหินไปเป็แน่
“ฮึ พอดีกับที่ข้าคิดไว้เลย...” ฉู่เหินคลี่ยิ้มเยือกเย็นรูปหน้าแข็งแกร่งปลดปล่อยความโเี้รุนแรงหลายส่วน
พริบตาต่อมา ทุกคนในงานต่างก็ถอยหลังไปสองสามก้าว
แต่อาจารย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจอันใด เย่ฉิงหลิ่วเสวียน และเ้าสำนักชิงสือก็ไม่ได้พูดอะไรมากความ
ในเมื่อฉู่เหินรนหาที่ตายเอง สงเคราะห์ให้สักหน่อยจะเป็ไรไป
เย่โยวและเหลียงอี้ิ สองอัจฉริยะลงจากเวทีสูงที่ใจกลางกลับไปยืนเื้ัเ้าตระกูลทั้งหลาย
หลิ่วเซียวหยัดยืนบนเวที มองฉู่เหินเบื้องหน้าอย่างผู้สูงส่งกว่าความรู้สึกนั้นดูราวกับมองศพคนตาย
ตึกตึก
ฉู่เหินเดินเข้าใกล้เวทีสูงนั้นขึ้นทีละก้าวๆเมื่อห่างจากเวทีไม่ถึงห้าเมตร ร่างคมกล้าของชายหนุ่มอีกคนก็ปรากฏตรงหน้าเขาในพลันขวางทางที่จะไปหาฉู่เหิน
“ฮึ สวะฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ เ้าไม่มีสิทธิ์ขึ้นแท่นนี่หากอยากประมือกับศิษย์พี่หลิ่วเซียวของข้า ก็จงผ่านด่านเว่ยทงผู้นี้ไปให้ได้เสียก่อน!”
เว่ยทง วรยุทธระดับเปิดชีพจรขั้นหกเป็อัจฉริยะแถวหน้าของสำนักเส้าจงเช่นกัน
ยามปกติเว่ยทงจะคลุกคลีอยู่กับพวกหลิ่วเซียวสามเดือนก่อนที่วางกับดักฉู่เหิน เว่ยทงก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน
ฉู่เหินมองใบหน้าโเี้ดูแคลนของเว่ยทงแล้วก็ขยับริมฝีปากเอ่ยสองสามคำอย่างเยียบเย็น
“ไสหัวไปไกลๆ!”
“ฮึ รนหาที่!”
เว่ยทงดวงตาวาววามดุร้ายรังสีพลานุภาพระดับเปิดชีพจรขั้นหกปะทุออกจากร่างทันตา เคลื่อนกายวูบหนึ่งพุ่งปรี่เข้าหาฉู่เหินเยี่ยงสัตว์ร้าย
ตึงตัง!
พลังหยวนแท้อันกร้าวแกร่งไต่ขึ้นแขนขวาเว่ยทงเหมือนเส้นเอ็นพันนาฬิกา เขาเงื้อมือกำหมัดเหวี่ยงเข้าหาอกฉู่เหิน
หมัดนี้พลานุภาพดุจวัวเก้าตัวประสานแรง อานุภาพเบิกผาทลายหิน
อย่าว่าแต่ฉู่เหินตอนนี้เลยต่อให้เป็แต่ก่อนก็ใช่จะหลบเลี่ยงการโจมตีนี้จากเว่ยทงได้ดวงตาผู้คนเผยแววสะใจเมื่อเห็นฉู่เหินตกทุกข์
“ไปตายเสีย!”
กระแสปราณปั่นป่วน แต่ตอนนี้เองที่ฉู่เหินก้าวไปด้านข้างก้าวหนึ่งหลบการบุกของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ไม่ทันให้เว่ยทงได้เปลี่ยนกระบวนท่าฉู่เหินก็เอนตัวไปเบื้องหน้า พร้อมกำหมัดซ้าย พลังหยวนแท้โหมกระหน่ำพันรอบด้านหมัดอันหนักหน่วงกระแทกตำแหน่งใต้อกเว่ยทงเข้าอย่างแรง
ปึง!
เสียงหนักหน่วงะเิในอากาศ ทุกคนในที่นั้นตาค้างเติ่ง
วินาทีนั้น เว่ยทงตาแทบถลนออกจากเบ้า หน้าซีดเซียวความเ็ปรวดร้าวของกระดูกแหลกลุกลามไปทั่วร่าง
“หมัดดาวมืด!”
ฉู่เหินตวาด พลังมืดปลดปล่อยออกไป ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อนับคู่ไม่ถ้วนเว่ยทงกระอักเืออกมา ร่างร่วงหล่นลงพื้นดิน กระดูกแตกละเอียดอวัยวะภายในแหลกเละ อกยุบลงไปอย่างน่ากลัว
“พระเ้าช่วย!”
“เป็ไปได้อย่างไร?”
หมัดเดียว หมัดเดียวเท่านั้นเว่ยทงผู้อยู่ระดับชีพจรขั้นหกก็พ่ายแพ้หมดรูป
ฝูงชนเริ่มหนาวใจน่ากลัวว่าฉู่เหินเมื่อสามเดือนก่อนจะทำถึงขั้นนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำนี่มันเื่อะไรกันแน่? ฉู่เหินที่ถูกทำลายเส้นปราณไม่มีชิ้นดีไปแล้วกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมได้อย่างไร?
พวกเย่ฉิง ชิงสือ และหลิ่วเสวียนต่างก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
เย่โยวกำมือเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว คิ้วงามขมวดเล็กน้อย ดวงหน้าสับสน
...
“ขอโทษที ลงมือหนักไปหน่อย เห็นทีวันนี้เ้าคงหมดทางเข้าร่วมการทดสอบแล้ว”ฉู่เหินเปรยนิ่ง
เว่ยทงตัวสั่นงันงก อยากจะร้องก็ร้องไม่ออก เดิมอยากจะเอาหน้าแท้ๆไม่นึกเลยว่าจะปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม
กระนั้น ฉู่เหินกลับไม่ชายตาแลเขาอีกเลยเคลื่อนกายาวูบหนึ่งกระโจนไปถึงแท่นสูงที่ใจกลาง เผชิญหน้ากับหลิ่วเซียว
“เ้า เ้าฟื้นฟูพลังแล้วหรือนี่?” หลิ่วเซียวขมวดคิ้วมุ่นหว่างคิ้วปรากฏแววโเี้หลายส่วน
“ฮึ ใหรือ? ยังมีเื่ให้น่าใกว่านี้อยู่อีก”
ดวงตาฉู่เหินวาววามประกายคมกล้าน้ำเสียงที่เอ่ยวาจาพลันกระแทกกระทั้นดุจหิมะน้ำแข็ง “หลิ่วเซียวไอ้ต่ำช้าวันนี้พ่อจะถลกหนังแกทิ้งเสีย...”
จิตชิงชัง ชิงชังไปถึงกระดูกดำ!
กลิ่นอายน่าขนลุกที่แผ่ออกมาจากฉู่เหินเหมือนเข็มบาดลึกถึงกระดูก ทุกคนเบื้องล่างต่างหน้าเปลี่ยนสีซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่ยังใช่ฉู่เหินคนเดิมอยู่หรือไม่? กลิ่นอายเช่นนี้จะเยือกหนาวเกินไปแล้ว
หลิ่วเซียวเองก็เผยจิตสังหารรุนแรงเช่นกัน “ฮึๆ ไอ้สวะเอยต่อให้เ้าฟื้นพลังแล้วอย่างไร? ข้าเคยกระทืบเ้ามาแล้วครั้งหนึ่งข้าย่อมกระทืบเ้าเป็ครั้งที่สองได้”
ฟ้าว
ชั่วพริบตา หลิ่วเซียวทะยานขึ้นปรี่เข้าหาฉู่เหินว่องไวดุจวาฬเพชฌฆาตตะปบเหยื่อ
พลังหยวนแท้ที่แกร่งกล้ายิ่งกว่าเว่ยทงไม่รู้เท่าไรไหลทะลักออกมาจากในกายหลิ่วเซียวผู้ทะลวงชีพจรยุทธเส้นที่เจ็ดแล้ว มิใช่ผู้ที่เว่ยทงจะเทียบเทียมได้ไม่ว่าทางใด
“ศิษย์พี่หลิ่วเซียวฆ่ามันเลย”
“ศิษย์พี่หลิ่วเซียวต้องชนะ สั่งสอนไอ้ไร้ยางอายนี่ให้สาสม”
...
ยามทุกคนพูดคุยกันอยู่นั้น หลิ่วเซียวก็พุ่งมายังเบื้องหน้าฉู่เหิน มือขวาเปลี่ยนเป็ฝ่ามือดาบหมายสะบั้นคออีกฝ่าย
“ฮึ!”
ฉู่เหินหัวเราะเสียงเย็นก้าวเท้าเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือดาบนั้นได้อย่างแสนง่ายดาย
“ช้าไปแล้ว ไอ้สวะฉู่!” หลิ่วเซียวตวาดลั่นมือซ้ายเข้าจู่โจมทันใด ยามเคลื่อนไหว พลังหยวนแท้สายหนึ่งพันรอบแขนซ้าย รอบฝ่ามือซ้ายของหลิ่วเซียวปรากฏภาพกรงเล็บคมของราชสีห์เลือนราง
กรงเล็บคมเฉียบฉีกสิ้นอากาศธาตุ!
ฝูงชนเบื้องล่างอุทานชอบใจ ภาพมายากรงเล็บนี้ฉีกอกฉู่เหินได้แน่
“ที่ช้าไปน่ะคือเ้าต่างหาก”
“อะไรนะ?”
พูดไม่ทันขาดคำ ฉู่เหินพลิกตัวไปข้างหลัง ขณะเดียวกับที่หลบการบุกของศัตรูได้เขาก็ยกขาวาดเป็ลูกเตะถีบยอดอกอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง
ปึ้ง!
หลิ่วเซียวถูกฉู่เหินถีบจนถอยร่นไปเื้ั ท่ามกลางสายตาตกตะลึงนับไม่ถ้วน
เป็ไปได้อย่างไร?
เ้าสำนักเส้าจง เ้าตระกูลหลิ่ว เ้าตระกูลเย่ และเ้าตระกูลเหลียงหน้าเปลี่ยนสีอีกรอบ
………………………..