Chapter 10
ตัวเลือกสำคัญ
ดรัณภพขับรถคันหรูมาส่งนวตาถึงหอที่เธอเช่าอาศัยอยู่แต่เมื่อเดินทางมาก็พบกับหอที่แสนจะเก่าแถมยังอยู่ในซอกทางเดินเล็กๆรถไม่สามารถขับเข้าไปได้ด้วยซ้ำ
คนตัวสูงนิ่งอึ้งไปขณะที่มือก็ยังกำพวงมาลัยแน่นนี่นวตาทำไมถึงมาอยู่ในสถานที่และสภาพแวดล้อมแบบนี้นะ หน้าตาก็ดี ตัวก็นิดเดียวแถมเป็นักศึกษาจบใหม่ ทั้งยังได้เริ่มงานในบริษัทที่ดีแต่ทำไมเลือกจะมาอยู่ตรงนี้?
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณภพ”
นวตาเตรียมจะเปิดประตูลงจากรถไปแต่ก็โดนคนตัวใหญ่กระชากข้อมือไว้ไม่ให้ลงดวงตาเรียวเฉี่ยวคมของดรัณภพจ้องมองนวตาอย่างสื่อความหมายเหมือนมันจะเต็มไปด้วยคำถาม
“มีอะไรรึเปล่าครับ?”
เมื่อเห็นเขาจ้องหน้าแบบนั้นก็ถามด้วยความข้องใจว่าผู้เป็เ้านายมีอะไรจะพูดกับเขาอีกหรือ
“ทำไมถึงเลือกมาอยู่หอตรงนี้”
ทั้งที่มีหอที่ดีกว่านี้ตั้งมากมายแต่ทำไมนวตาถึงเลือกจะมาอยู่ในซอกในหลืบแบบนี้นั่นคือสิ่งที่ดรัณภพข้องใจอยู่ไม่น้อย
“ชีวิตคนเรามันก็ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรมากมายนักหรอกครับ”
นั่นคือความจริงที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ฐานะทางบ้านนวตาไม่ได้ดีอะไร
“แต่มันก็ควรจะดีกว่านี้แบบนี้มันไม่ปลอดภัยนะรู้มั้ย”
“ผมไม่มีทางเลือก”
“แล้วทางเลือกที่ฉันเสนอไปล่ะ?ไม่สนใจหน่อยเหรอ?”
ดรัณภพยังคงใช้ตาคมคู่นั้นเอ่ยถามไปอย่างสื่อความหมายแม้จะรู้ว่าคนตัวเล็กคงปฏิเสธเขาอีกเป็ร้อยรอบ
ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของนวตานั้นมีสูงนักการที่จะมายอมเป็เด็กในความสัมพันธ์ลับเป็คู่นอนของประธานบริษัทอย่างดรัณภพนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยสักนิด
“ไม่ครับผมขอตัวก่อนดีกว่า เดี๋ยวคุณภพคงจะต้องไปทำงานที่ผับต่อ”
“หึงั้นก็ได้…ไว้นาย้าเมื่อไรก็บอกฉันได้เสมอ”
ดรัณภพแสยะยิ้มเขาหวังว่ายังไงสักวันก็คงจะมีวันที่นวตายอมใจอ่อนดวงหน้าเล็กได้แต่มองหน้าผู้เป็เ้านายด้วยแววตาเศร้าก่อนจะเปิดประตูแล้วลงจากรถไป
นวตานั้นจะไม่ยอมเป็เด็กเก็บของใครง่ายๆอย่างแน่นอนเธอได้แต่มองตามรถคันหรูที่แล่นจากออกไป
“เฮ้อทำไมชีวิตมันลำบากแบบนี้วะไอ้ตาเอ๊ย”
อยากจะทำงานชิวๆไม่ต้องเจอเื่ประสาทแดกแต่นี่กลับมาเจอพนักงานด้วยกันหมั่นไส้เพราะตัวเธอสนิทกับประธานบริษัทเป็พิเศษ
ดรัณภพทั้งหล่อทั้งรวย ถูกใจถูกต้องตามสเป็คที่นวตา้าทุกอย่าง แต่ไม่รู้ทำไม…เธอไม่กล้าที่จะข้ามเส้นไปมากกว่านี้ คงเพราะว่ากลัวใจดวงน้อยของตัวเองจะเสียใจ
ร่างเล็กเดินขึ้นมาจนถึงห้องของตัวเองเรียกได้ว่าค่อนข้างใช้เวลาในการเดินสักพักเพราะซอยก็อยู่ค่อนข้างลึก
เมื่อมาถึงก็แผ่ตัวนอนลงบนเตียงแข็งๆทันที
ติ๊งงง
ยังไม่ทันที่จะได้หลับตาเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นร่างเล็กเหลือบไปมองด้วยความเหนื่อยอ่อนก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้เหนือหัวขึ้นมาดู
พบว่าคนที่โทรมาคือผู้เป็ป้าซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด
“ตา!แม่เอ็งมันป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล!”
“ฮะ?ละ แล้วแม่อยู่ที่โรงพยาบาลไหนอะป้า เดี๋ยวเดี๋ยวผมรีบนั่งรถตู้กลับไปเลย”
นวตาใมากกับสิ่งที่ได้ยินจากป้าตัวเองชีวิตเธอนั้นเหลือแค่แม่คนเดียวสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงให้นวตายังอยากมีชีวิตต่อไปก็คือผู้เป็แม่หากแม่เป็อะไรไปเธอจะทำยังไง!
“โรงพยาบาลในอำเภอแหละเดี๋ยวให้หมอตรวจดูก่อน เห็นเขาว่าอาจจะต้องส่งเข้าโรงพยาบาลจังหวัด”
“โอเคครับๆเดี๋ยวผมรีบออกไปตอนนี้เลย”
นวตารีบคว้าโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์พร้อมของมีค่าติดตัวออกมาในทันที
ณโรงพยาบาลในตัวจังหวัด
นวตาใช้เวลาเดินทางประมาณสามถึงสี่ชั่วโมงก็กลับมาถึงสถานีขนส่งของตัวจังหวัดโชคดีที่มีรถเที่ยวกลางคืน
เมื่อมาถึงก็กดเรียกแกร็บให้พาไปส่งที่โรงพยาบาลจังหวัดเพราะแม่ของเธอถูกส่งตัวมาที่นี่
“ป้า!”
รีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็ป้าที่อยู่หน้าห้องฉุกเฉินในทันทีใจนวตาตอนนี้มันสั่นระส่ำไปทั้งกาย กลัวว่าแม่จะเป็อะไรไป
“ตา!แม่เอ็งอยู่ในห้องฉุกเฉินนู่น อยู่ๆก็เป็ลมล้มหมดสติไป”
รอไปได้สักพักคุณหมอก็ออกมาแจ้งเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่
แม่ของนวตาเป็โรคความดันและมีโรคหัวใจแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยรู้เลยเพราะมัวแต่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองทั้งยังต้องเจียดเงินส่งให้ลูกที่เรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพอีก
แม้นวตาจะทำงานหาเงินเรียนเองแต่มันก็ไม่พ้นที่จะต้องใช้เงินส่วนหนึ่งจากที่แม่ส่งมาให้อยู่ดีเพราะค่าใช้จ่ายในกรุงเทพช่างเยอะเหลือเกิน
หลังจากตรวจโดยคุณหมอจนเสร็จแม่ของนวตาก็ถูกย้ายไปยังห้องรวมผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐบาลซึ่งแน่นอนว่าเธอก็รีบตามขึ้นไปในทันที
รวมถึงป้าของตาก็เดินตามขึ้นมาด้วยโดยมีคุณลุงซึ่งเป็สามีของป้ารออยู่ด้านล่าง
“ป้าคงอยู่ได้ไม่นานนะตาเดี๋ยวจะต้องไปเตรียมของขายต่อพรุ่งนี้แล้ว ลุงมันก็รออยู่ที่รถ”
“ไม่เป็ไรครับป้า...เดี๋ยวผมดูแลแม่ต่อเองป้ากลับไปเตรียมของขายสำหรับพรุ่งนี้เถอะ”
นวตาเข้าใจดีสำหรับสายอาชีพหาเช้ากินค่ำเพราะแม่ของเธอเองก็ขายของอยู่ในตลาดนัดและป้าที่หมายถึงนี้ก็ไม่ใช่ป้าแท้ๆแต่เป็ป้าที่สนิทกับแม่ของเธอั้แ่จำความได้นวตาก็เห็นป้าคนนี้สนิทกับแม่และขายของที่ตลาดนัดด้วยกัน
“อือเดี๋ยวป้าเข้าไปเยี่ยมแม่เอ็งสักหน่อยแล้วเดี๋ยวค่อยกลับ”
ขึ้นมาจนถึงห้องพักรวมผู้ป่วยพบว่าแม่ของนวตาในตอนนี้ฟื้นได้สติแล้วโดยมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่
“ตา...กลับมาทำไมลูกไหนว่าทำงานอยู่ที่กรุงเทพไง ออกมาแบบนี้จะโดนไล่ออกหรือเปล่า”
สิ่งแรกเมื่อเห็นหน้าลูกชายก็ถามถึงงานในทันทีไม่อยากให้ลูกต้องมาเป็ห่วงเธออยู่อย่างนี้เพราะกลัวว่านวตาจะตกงานงานในปัจจุบันนี้ช่างหายากยิ่งนักเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้งานในบริษัทใหญ่โตก็รู้สึกดีใจลูกจะได้ไม่ต้องมาลำบากลำบนขายของตลาดนัดเฉกเช่นเธอ
“แม่...อาการหนักขนาดนี้ทำไมไม่ยอมบอกตาเลยอ่ะว่าป่วยทำไมไม่บอกกันบ้างเลย ถ้าแม่เป็อะไรไปมากกว่านี้ตาจะอยู่คนเดียวยังไง”
นวตาพูดพร้อมกับกอดแม่อย่างเต็มรักผู้เป็แม่เมื่อเห็นลูกมีอาการแบบนั้นก็ยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆเพื่อเป็การปลอบโยน
“แม่ไม่เป็อะไรหรอกลูกก็เป็โรคคนแก่ทั่วไปนั่นแหละ เวียนหัวบ้างปวดหัวบ้างมันเป็เื่ธรรมดา”
“ไม่รู้แหละ...ต่อจากนี้ตาไม่ให้แม่ขายของแล้วนะ”
นวตาพูดไปทั้งอย่างนั้นทั้งที่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของแม่มีมากแค่ไหน ลำพังค่ากินก็กินแบบประหยัดแต่ก็ยังจะต้องมีค่าห้องเช่าค่าน้ำ ค่าไฟอีก ไหนจะรถมอเตอร์ไซต์มือสองคันเก่าที่ยังผ่อนไม่หมดเรียกว่าจะไปขายของแต่ละทีก็ลำบากเพราะไม่มีรถยนต์เหมือนใครเขา
“เอ็งก็พูดง่ายไอ้ตาถ้าไม่ให้แม่เอ็งขายของจะเอาอะไรกินล่ะ”
ผู้เป็ป้าเพื่อนสนิทของแม่ว่าขึ้นบ้างเธอเข้าใจดีในเหตุผลของการต้องทำงานหาเงินสำหรับคนหาเช้ากินค่ำแบบพวกเราไม่หาเงินแล้วจะเอาอะไรกิน ไหนจะบ้านที่เช่าเขาอยู่ไม่ได้มีบ้านเป็ของตัวเองแบบคนอื่นเขา
“ป้าก็เห็นว่าแม่สุขภาพไม่ดีเอาซะเลยฝืนตัวเองไปมากกว่านี้แล้วเป็อะไรไปขึ้นมาจะทำยังไง”
“แม่ไม่เป็อะไรหรอกลูก..พักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย สองสามวันแม่ก็กลับไปขายของได้แล้ว”
ผู้เป็แม่ว่าอย่างนั้นพร้อมกับลูบศีรษะลูกตัวเบาๆด้วยความเอ็นดูเธอรู้ดีว่าร่างกายยังพอไหวแม้จะมีโรคประจำตัวที่เพิ่มขึ้นแต่ก็คงจะเป็โรคคนแก่ทั่วไปที่ต้องมีกันบ้าง คนเราใครเล่าจะไร้ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ…พอถึงเวลามันก็ต้องมีกันบ้างเป็ธรรมดา
“ตาไม่อยากให้แม่ขายแล้ว...เลิกทำงานเถอะนะ อยู่บ้านเฉยๆเดี๋ยวตาส่งเงินให้แม่ใช้เอง”
“เอ็งเพิ่งเริ่มงานไม่ใช่เหรอตาจะเอาเงินจากไหนมาส่งแม่เอ็ง ไหนจะค่าเช่าบ้านอีก”
“เดี๋ยวเงินเดือนตาก็ออกแล้ว...อย่าสิป้าตาได้งานบริษัทใหญ่โตเชียวนะ ยังไงก็ไม่มีทางปล่อยให้แม่ลำบากหรอกเพราะฉะนั้นแม่เลิกขายของที่ตลาดนัดเถอะ”
“ตา...แม่ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเลยแค่ต้องเรียนไปทำงานไปแม่ก็รู้สึกผิดมากพออยู่แล้วที่ส่งเสียลูกเหมือนเพื่อนไม่ได้”
ผู้เป็แม่ทำสายตาเศร้าเด็กคนอื่นมีพ่อแม่ส่งเรียนไม่ต้องลำบากลำบนหางานทำแต่กับนวตามันไม่ใช่อย่างนั้น เธอต้องทำงานพาร์ทไทม์มากมายหลายงานเพื่อที่จะมีเงินส่งเสียตัวเองจนเรียนจบเรียกได้ว่าลำบากมากและพอเรียนจบแล้วนวตาได้งานมีงานทำในบริษัทที่ดีเธอก็อยากจะให้ลูกได้ใช้เงินกินเที่ยวอย่างเต็มที่ในส่วนของตัวเองถือว่าได้ชดเชยกับตอนเรียนที่ไม่ได้เที่ยวเหมือนคนอื่น
“ตาไม่ได้ลำบากอะไรเลยนะแม่...เพื่อแม่แล้วตาทำได้ทุกอย่างตอนนี้ก็ได้งานในบริษัทดีๆแล้ว เดี๋ยวก็มีโอทีมีอะไรอีกเงินมันก็มีให้เรื่อยๆอ่ะแม่ เพราะฉะนั้นแม่เลิกไปขายของเถอะนะ”
“ถ้าลูกมันว่าขนาดนั้นแล้วเอ็งก็เชื่อลูกมันเถอะว่ะตรีสุขภาพเอ็งหลังๆมันก็ย่ำแย่จริง ทำงานขายของยกของหนักคนเดียวไม่ได้มีผัวช่วยมันก็ลำบาก”
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไงเล่าพี่ปลา...เลิกขายของลูกมันก็ต้องส่งเงินมาให้ฉันแล้วก็คงจะทำงานหนักมากขึ้นฉันทนให้ลูกลำบากอย่างนั้นไม่ได้หรอก”
“เชื่อตาสักครั้งนะแม่...เลิกขายของ เดี๋ยวถ้าตาไม่ไหวตาจะบอกแม่เอง แต่ตอนนี้ตายังไหว…แม่คนเดียวตาเลี้ยงได้”
“แต่ว่า...”
“ถือซะว่าตาขอร้องนะแม่”
“เฮ้อลูกนี่มันดื้อจริงๆ โอเค...แม่จะเลิกขายของก็ได้ แต่ถ้าวันใดวันนึงตารับไม่ไหวให้รีบบอกแม่นะลูกอย่าแบกรับภาระพวกนี้ไว้คนเดียว”
รับปากลูกไปก่อนเพราะไม่อยากให้ลูกต้องเป็ห่วงไปมากกว่านี้ลูกเพิ่งจะได้งานใหม่ที่บริษัทใหญ่และดี อยากให้นวตาโฟกัสกับเื่งาน ไม่ต้องมาเครียดกับเื่ของเธอเพราะฉะนั้นจึงไม่อยากเถียงอะไรลูกในตอนนี้ ปล่อยให้เป็ไปอย่างที่ควรจะเป็ก่อน แล้วหลังจากนั้นถ้าไม่ไหวยังไงเธอก็ตั้งใจจะกลับมาขายของอย่างแน่นอนไม่ปล่อยให้ลูกต้องลำบาก
“รักแม่ที่สุดเลยนะ...เดี๋ยวตาจะเลี้ยงแม่เองต่อจากนี้”
นวตาว่าไปอย่างงั้นพร้อมสวมกอดผู้เป็แม่ด้วยความรักยิ่ง
ถ้าหากเงินเดือนภายในบริษัทอย่างเดียวมันไม่พอ…นวตาก็จะทำมากกว่านั้น
ลำพังตัวเธอเองลำบากไม่เท่าไหร่แต่จะไม่ยอมให้ผู้เป็แม่ลำบากไปด้วยแน่ นวตาต้องคิดทำอะไรสักอย่างตัวเลือกของเธอในตอนนี้มีอยู่มากกว่าคนอื่น
ตัวเลือกที่ว่านั่นก็คือ
ประธานบริษัทอย่างดรัณภพนั่นเอง....