“พี่มิวหายไปไหนกันนะ นายพอรู้มั้ยโรโล่”เมโลดี้ว่าด้วยความกังวล ร่างเล็กยังคงต้องนอนติดเตียงแทบขยับไม่ได้มาหลายเดือน เนื่องจากการผ่าตัดทดลองครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอหนักมาก ผ้าพันแผลพันทั่วร่าง สารอะไรต่อมิอะไรยังคงถูกส่งเข้าตัวเพื่อบำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมโดยไว“ไม่รู้ เจ้าพวกนั้นไม่มีใครยอมตอบอะไรเลย”“ไม่ได้แล้ว ฉันจะต้องไปหาพี่”“เดี๋ยวเมล ไม่ไหวหรอกสภาพร่างกายแบบนั้นน่ะ นอนพักไปเถอะน่า” โรโล่รีบจับไหล่บางให้ล้มตัวนอนกับเตียงอย่างเบามือ แค่ฝืนขยับตัวนิดหน่อยใบหน้าหวานก็ซีดขาวจนน่ากลัว ชวนให้คนมองรู้สึกปวดใจนัก“แต่พี่...”“ไม่เป็นไร ผมจะช่วยเมลหาพี่มิวเอง เมลน่ะรีบๆ รักษาตัวให้หายดีเถอะ” มือหนาของโรโล่ลูบเส้นผมบนศีรษะของเด็กสาวเบาๆ ในขณะที่อีกฝ่ายไม่มีพี่ชายอย่างมิวสิคอยู่ด้วย เขาต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้เธอพึ่งพิง “เชื่อผมสิ พี่มิวน่ะไม่เป็นหรอก”“อื้อ...”โรโล่พยายามตามหาเบาะแสของพี่มิวในทุกๆ ที่ หลอกถามก็แล้ว ตามหาด้วยตัวเองก็แล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แวว ราวกับอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในฐานทัพอีกแล้ว หรือหนักหนาที่สุดก็คงจะ...ตายไปแล้ว แน่นอนว่าก็แค่คิดไม่ได้พูดออกไป ไม่งั้นเมลได้ฆ่าเขาตายหลายเดือนต่อมาร่างกายของมิวเริ่มดีขึ้น เธอก็พยายามตามหาพี่มิวอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อไหร่ที่อารมณ์ขึ้นแล้วตั้งใจก่อความวุ่นวาย ก็จะโดนปลอกคอลงทัณฑ์ทุกครั้งไป ...จนกระทั่งผ่านไปเป็นปีๆ เมลกับโรโล่ก็ยังคงตามหามิวไม่พบ......“อะไรกัน อยู่ๆ มาจัดทดสอบ?”เมโลดี้กับโรโล่ยืนเกาะกลุ่มกับเพื่อนร่วมห้องทดลองคนอื่นๆ อยู่ๆ พวกเขาก็ถูกพามาปล่อยยังเกาะร้างแห่งหนึ่งอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เสียงประกาศดังก้องมาจากทุกทิศทาง หากแต่ถ้อยคำที่ถูกประกาศกลับทำให้คนฟังตาโต ตกตะลึงไปตามๆ กัน[หลังจากนี้จะเป็นการทดลองครั้งสุดท้าย ผู้ที่เหลือรอดคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้ จงฆ่ากันซะ ฆ่าเพื่อที่จะเป็นผู้มีชีวิตรอด]“...หมายความว่ายังไง?”“ทำไมอยู่ๆ ถึงได้...เราต้องฆ่ากันเองเหรอ?”[เอ้าๆ รีบๆ ฆ่ากันซะ ถ้าไม่รีบฆ่ากันเอง ระวังมัจจุราชจะไปหาซะก่อนล่ะ]ควันสีขาวลอยครอบคลุมทั่วเกาะ โรโล่และเมลรีบยกมือปิดปากปิดจมูก พากันกระโดดขึ้นยอดไม้หนีควันที่พัดมาอย่างแรงราวพายุไซโคลน เมลทันเห็นว่าเพื่อนที่สูดควันเข้าไปเริ่มออกอาการบ้าคลั่งฆ่ากันเอง ราวกับกำลังขาดสติ ทั้งคู่รีบหนีห่างจากคนอื่น คอยเฝ้ามองสถานการณ์อยู่บนยอดไม้ใหญ่“...กองทัพต้องการอะไรกัน ทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเราเป็นว่าที่เจ้าหน้าที่พิเศษของกองทัพหรอกเหรอ?”เมลสั่นสะท้านยามมองเห็นคนในห้องทดลองด้วยกันฆ่ากันเอง ความสามารถของแต่ละคนลอยว่อนให้ทั่วไปหมด ประมาทแค่นิดเดียวชีวิตก็ปลิดปลิวไปอย่างง่ายดาย“เมลอย่ามอง”มือหนาเอื้อมมาปิดบังดวงตากลมโตไว้ แม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาแต่เธอก็ทันเห็นศีรษะของเพื่อนที่เคยคุยเล่นกันหลุดร่วงลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานไหลพุ่งออกจากคอที่ถูกตัดราวกับน้ำพุ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา คือตัวผู้กระทำต่างหาก“...พี่มิว...ทำไม?” เธอแงะมือหนาออกจากใบหน้า ตั้งท่าจะพุ่งลงไปหาเงาร่างสูงที่เธอคิดถึง หากแต่มือของโรโล่กลับจับตัวเธอไว้แน่น “โรโล่ ปล่อยสิ นั่นพี่มิวนะ!”“ใช่ นั่นพี่มิว แต่ไม่ใช่พี่มิวที่เรารู้จักแล้วเมล เธอดูสิ!”เมลสะดุ้งตัวโยนยามมองเห็นร่างสูงตวัดสายตากลับมามองเธอ พี่ชายที่แสนใจดี พี่ชายที่ทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน เวลานี้สายตานั่นกลับเย็นชาไร้ความรู้สึก เขายืนอยู่ท่ามกลางกองซากศพของเพื่อนร่วมห้องทดลองคนอื่นๆ ด้วยท่าทีเฉยเมย...สายตาที่เขามองเธอช่างว่างเปล่า ราวกับว่าคนๆ นั้นไม่ใช่พี่ชายของเธอ“...พวกนั้นทำอะไรกับพี่มิว?”“ผมก็ไม่รู้ แต่ดูท่าจะไม่สวยแล้ว รีบหนีกันก่อนเถอะ อะ...อึก!!”“โรโล่เป็นอะไร! โรโล่ตอบสิ!”มือหนาที่จับจูงมือเธอเตรียมจะวิ่งหนี แต่แล้วเขาก็ยกมือขึ้นกุมอกทรุดตัวลงกับพื้น เขาอ้าปากโกยอากาศหายใจได้ไม่นานก็ตาเหลือกค้าง เขาพยายามยันหลังเธอให้วิ่งไปข้างหน้า แต่เธอกลับวิ่งไม่ออก “...หนะ-หนีไปเมล...”“...ทำไม...พี่คะ...นี่หนูเองนะ...น้องเมลไง”เงาร่างสูงยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ใบหน้าคุ้นตามองต่ำ ดวงตาคมไร้ประกายเป็นสองสีแปลกตา เมลอยากจะโผเข้ากอดร่างของพี่ แต่ไม่รู้ทำไมขาสองข้างของเธอกลับสั่นจนยืนไม่อยู่...มือบางพยายามยื่นไปเบื้องหน้า คนที่เธอรัก ครอบครัวของเธอ พี่ชายของเธอ อยู่แค่ตรงนี้แค่เอื้อมมือออกไป...“...อึก...อั่ก!”หัวใจผลันรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบีบ เธอช้อนตามองพี่ชายที่อยู่ห่างแค่เอื้อมมือแล้วก็เข้าใจในอะไรบางอย่าง การผ่าตัดทดลองก่อนหน้านี้ อวัยวะ เลือดในตัวของเธอ ความสามารถของเธอถูกส่งต่อให้พี่ชาย ...เธอไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้แปลกไป เหมือนจะจำเธอไม่ได้ แต่ถ้าเขาได้ความสามารถของเธอไป พี่ก็คงจะใช้มันได้ดีแน่ๆ พลังของเธอก็จะช่วยปกป้องพี่เอง...“...หนูรักพี่นะ” ...ดังนั้นอย่าร้องไห้เลยนะคะภาพตรงหน้าพร่ามัว แต่เธอมองเห็นว่าดวงตาสองสีคู่นั้นมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ถึงท่าทางของเขาจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม แต่ภายในของเขาก็ยังคงเป็นพี่ชายที่รักเธอที่สุดในโลกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...ถึงวันนี้เธอจะตายแต่อย่างน้อยเธอก็ได้รู้ว่าพี่สบายดี...เธอมองไปยังเพื่อนสนิทที่ดีที่สุด แล้วก็ได้แต่ขอโทษเขาอยู่ในใจ ที่สุดท้ายเขาก็ต้องมาตายอย่างไร้ความหมายพร้อมๆ กับเธอ หวังว่าเขาจะไม่แค้นเคืองพี่มิว......ชาติหน้าหวังว่าจะได้เป็นพี่น้องกับพี่อีกนะคะ ไว้เจอกันใหม่นะโรโล่...“สภาพร่างกายเป็นยังไงบ้าง?”“สมบูรณ์ทุกอย่างครับ ความสามารถใช้ได้ไม่มีติดขัด ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแทรกซ้อนอะไร”เซ็ทเอ่ยด้วยท่าทีนิ่งเฉย ในขณะที่ปีนออกจากแท็งก์น้ำที่เป็นดั่งที่นอนของเขา สายอะไรต่อมิอะไรก็ถูกดึงออกจากตัวด้วยใบหน้าเฉยชา การทดสอบสุดท้ายหรือการฆ่าผู้มีความสามารถทั้งห้องทดลอง ได้สร้างบาดแผลให้เซ็ทไว้มากพอสมควร“งั้นก็คงจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดีใจด้วยเซ็ทซีโร่ จากพรุ่งนี้ไปเธอจะได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การการดูแลจากซาร์ฟนะ ตั้งใจทำงานล่ะ”“ครับ”{เปิดใช้งานระบบสมองกลผู้ช่วย ยินดีที่ได้รับใช้ครับเจ้านาย จากวันนี้ผมจะอยู่กับคุณตลอดเวลา เพื่อความสะดวกในการใช้งานกรุณาตั้งชื่อ}เสียงในหัวที่ได้ยินเป็นเสียงนิ่งๆ ของเด็กผู้ชาย และก่อนจะทันรู้ตัวเซ็ทก็อ้าปากตั้งชื่อเรียบร้อย“...โร”{ยืนยันชื่อใหม่ ‘โร’ หากไม่ต้องการแก้ไข จะใช้ชื่อนี้เป็นโค้ดเนมหลัก}...ผัวะ!! โครม!!“กรี๊ดดดดดดดดด!! ทะ-ทำอะไรของคุณน่ะ!?”ลูกพีชเผลอตัวร้องออกมาเสียงสูงเมื่อเพื่อนร่วมงานข้างกายถูกร่างสูงโปร่งเจ้าของเรือนผมสีดำปีกกาเตะอัดเข้ากับกำแพง แต่แล้วเธอก็หน้าซีดเหมือนพึ่งนึกออกว่าคนที่เธอขึ้นเสียงด้วยพึ่งฆ่านักวิจัยไปมากมาย“จะเก็บคนจับตามองไว้กับตัวรึไง เพื่อนของคุณเป็นคนของรัฐบาลนะ”เซ็ทกล่าวเสียงเรียบก่อนจะเดินไปเตะอัดนักวิจัยที่อยู่ในรายชื่อที่โรหามาที่ละคน ไม่ว่าจะพยายามหลบหลีกหนีหน้าขนาดไหนก็ถูกเซ็ทเตะเสยคางจนกระดูกคอหักหมดทุกคน“คุณ...คุณเป็นคนที่มาช่วยพวกเราใช่มั้ยคะ?”“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด คนที่อยากจะหนีออกจากที่นี่ให้ไปรวมตัวกันที่ห้องอาหาร ส่วนเธอ นำทางฉันไปห้องกักตัวผู้มีกิ๊ฟซะ”“อ๊ะ ได้ค่ะ ตามฉันมาเลย”ในความคิดเห็นของเซ็ทผู้หญิงเป็นเพศที่ประหลาด ทั้งๆ ที่หวาดกลัวแต่ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่รู้สึกอะไร ทั้งๆ ที่อ่อนแอแต่ก็แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ผู้หญิงตรงหน้าก็เช่นกัน กลัวเขาขนาดนั้นแต่ก็ยังจะทำหน้าที่นำทางให้โดยไม่แม้แต่จะมีอาการลังเลตอนรับคำ“คุณอยากจะช่วยทุกคนที่นี่ ผมก็ทำตามคำขอร้องนั่น แต่คนมากมายขนาดนี้ต่อให้หนีออกไปได้จริง จะหลบซ่อนจากสายตารัฐยังไง ได้คิดไว้มั้ย?”“คิดค่ะ ถึงจะคิดวิธีดีๆ ไม่ค่อยได้ก็เถอะ เพราะงั้น ขอแค่หนีรอดออกไปได้ก่อน เรื่องอนาคตก็ปล่อยให้อนาคตค่อยคิดหาทางอีกทีค่ะ”ถึงจะไม่เข้าใจที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ถาม แต่ลูกพีชก็ตอบออกไปตามที่คิด เพราะเธอกำลังวิ่งเสียงเลยสั่นนิดหน่อย ทว่าความจริงใจในคำตอบนั้นมีเต็มร้อย ออกจะดูเป็นคำตอบที่ไร้ความรับผิดชอบไปบ้าง แต่สำหรับเธอในตอนนี้ก็ทำได้แค่นั้นจริงๆ{คนแบบนี้ก็มีนะครับ?}“คำตอบแบบนี้ไม่น่าหลุดจากปากผู้มีกิ๊ฟประเภทที่สองเลย” เซ็ทว่าพลางส่ายศีรษะเบาๆ“เอ่อ...ในตัวฉันอาจจะมีสสารแบบเดียวกับคนที่มีกิ๊ฟมี แต่ฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่าตัวเองมีพลังพิเศษอะไรตรงไหน ฉันมีอะไรแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ?”ลูกพีชถามด้วยใบหน้างงงวย ท่าทางเด๋อด๋าจนเซ็ทเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ“ที่นี่คือศูนย์วิจัยทดลองเกี่ยวกับกิ๊ฟ แต่คุณที่เป็นหัวหน้าไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองมีกิ๊ฟอะไรเนี่ยนะ?” เซ็ทมองแรงด้วยสายตาดูถูก ยิ่งในใจตอนนี้เซ็ทมีอคติต่อพวกนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ความสมเพชก็เลยยิ่งมีมากขึ้น“...อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะชอบ ก็เลยไม่ได้กระตือรือร้นอยากรู้เรื่องกิ๊ฟด้วย” ลูกพีชว่าพลางแอบเบ้ปาก ไม่กล้าทำอย่างโจ่งแจ้งเพราะกลัวจะถูกฆ่า“งั้นขอถามก่อนว่าคุณรู้มั้ยว่ากิ๊ฟมีกี่ประเภท?”“...เอ่อ ถ้าตามที่พวกเราจำแนกก็สามค่ะ” คำตอบของลูกพีชได้รับสายตาเอือมระอาจากเซ็ทอีกหน ทำเอาลูกพีชได้แต่ยิ้มเจื่อนๆถึงจะรู้ว่าโลกในตอนนี้มันล้าหลัง จำนวนผู้มีกิ๊ฟก็น้อยกว่าในอดีตมาก แต่ก็ไม่ควรห่วยแตกขนาดแยกประเภทไม่ได้นะ “ผิด ที่ถูกคือห้าต่างหากล่ะ” เซ็ทพลางชูนิ้วขึ้นมาทีละนิ้ว “กิ๊ฟแบ่งเป็นห้าประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือสภาพกายพวกหรือแปลกประหลาดทั้งหลาย สองคือสายเทคนิคหรือพวกอัจฉริยะ สามคือพลังพิเศษหรือพวกมีพลังเหนือธรรมชาติ สี่คือพวกไร้ประโยชน์หรือพวกไร้ค่า และห้าคือสายควบคุมพิเศษหรือพวกตัวอันตรายสุดกู่”“เอ๋...แบ่งละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”“จริงๆ ยังมีที่ละเอียดยิ่งกว่านี้ แต่เธอไม่จำเป็นต้องรู้”“...งั้นฉันอยู่ในประเภทที่สอง แต่ฉันไม่ใช่พวกอัจฉริยะนะคะ ไม่ได้มีพลังแปลกๆ ด้วย”“พวกประเภทที่สองสายเทคนิคจะมีดีที่ตรงนี้” เซ็ทว่าพลางเคาะที่ขมับ “สมองของพวกกิ๊ฟประเภทที่สองจะมีด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นอัจฉริยะ หรือไม่ถ้าลงมือสร้างหรือทำอะไรก็จะได้ผลลัพธ์แปลกๆ แต่ของเธอแค่ตรวจเจอไวรัส (ของโร) ได้ก็เป็นคำยืนยันอย่างดีแล้ว”“อย่างนั้นเหรอคะ?” ลูกพีชว่าพลางจับหัวของตัวเองเบาๆ แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าอย่างเธอเป็นอัจฉริยะตรงไหน “อ๊ะ ห้องนี้ล่ะค่ะ”เธอหยุดยืนหน้าห้องๆ หนึ่ง มือบางกดรหัสผ่านประตูก่อนจะเดินเข้าไปภายใน คนกว่าสามสิบคนยังคงหลับใหลไม่ได้สติป้องกันการอาละวาด หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่าถ้าปลุกทุกคนในนี้พร้อมๆ กัน ต้องได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเป็นแน่แท้“...ปลุกขึ้นมาอธิบายสถานการณ์ทีละคนดีกว่ามั้ยคะ?”“เสียเวลา ปลุกพร้อมกันนั่นแหละ ถ้ามีใครมีปัญหาก็ฆ่าซะก็หมดเรื่อง”“...งั้นฉันปลุกพวกเขาเลยนะคะ” ลูกพีชหน้าซีด อยากจะทักท้วงแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็เดินไปที่คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องจักร มือบางพรมนิ้วลงบนแป้น ป้อนคำสั่งฉีดยากระตุ้นให้คนที่หลับใหลอยู่ตื่นขึ้น “ฉันยังไม่ได้ถามคุณเลย คุณมาจากหน่วยงานอะไรของประเทศไหน ชื่ออะไรอย่างนั้นเหรอ? ส่วนฉันชื่อลูกพีช ขอบคุณมากๆ ที่ยอมมาช่วยพวกเรา”“ชื่อไซท์ ไม่ได้มาจากหน่วยงานของประเทศไหน ที่รับงานก็เพราะอยากรับเท่านั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณอะไร” เซ็ทตอบง่ายๆ ดวงตายังคงจับจ้องไปยังเหล่าผู้ที่หลับสนิท ไม่นานเกินรอ บรรดาคนหลับก็เริ่มลืมตาตื่น ความวุ่นวายจึงเริ่มมาเยือน เพราะแต่ละคนต่างก็ตกใจระคนหวาดกลัว มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะพวกเขาต่างก็ถูกพามาโดยไม่ได้ยินยอม“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะทุกคน ได้โปรดฟังฉันพูดก่อน”“แกมันนักวิทยาศาสตร์ที่เก็บข้อมูลกูนี่หว่า กล้าดียังไงทำกับกูแบบนี้วะ!”“อ๊ะ!”ร่างบางของลูกพีชเซถลายามถูกกระชากคอเสื้อ กระดุมเสื้อเชิ้ตหลุดไปถึงสามเม็ด ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงจัดด้วยความอับอายระคนโกรธ แต่แล้วเธอก็รีบยกมือขึ้นป้องกันใบหน้าเมื่อคนหัวร้อนตั้งท่าจะง้างหมัดขึ้นต่อย ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกเจ็บ“ใจเย็นแล้วฟัง หรือจะตายก่อนค่อยใจเย็น”ร่างสูงในชุดสีดำสนิทยืนอยู่ด้านหลังของคนหัวร้อน มือหนาบีบข้อมือของคนตัวใหญ่ไว้แน่นจนอีกฝ่ายขยับไม่ได้ ชายร่างกล้ามจำต้องปล่อยมือออกจากคอเสื้อของลูกพีชเพราะรู้สึกเจ็บ เขาพยายามสะบัดตัวเองออกแต่ก็ทำไม่ได้ แขนข้างหนึ่งของเขาราวกับถูกคีมเหล็กยึดไว้“ปล่อยกูนะเว้ย!!”“ถ้าจะฟังดีๆ ก็จะปล่อย แต่ถ้าไม่ฉันจะช่วยฆ่าให้” เซ็ทว่าใช้จิตสังหารข่มขู่ ร่างใหญ่ที่มีส่วนสูงและกล้ามเนื้อมากกว่าหน้าซีด ได้แต่ยอมรับแบบไม่เต็มใจ“ไอ้เหี้ยนี่...เออๆ! กูฟังก็ได้ปล่อยสิวะ!!”พออีกฝ่ายยอมรับปากเซ็ทก็ยอมปล่อยมือตามที่พูด พอส่งสายตากดดันให้คนอื่นเงียบได้ เขาก็หันไปพยักหน้าให้ลูกพีชอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “คือว่าตอนนี้ที่ๆ เราอยู่คือสถานที่ทดลองของรัฐบาลค่ะ นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเราทุกคนต่างก็ถูกพามาโดยไม่เต็มใจ มีทั้งที่ถูกพามาทำการวิจัย มาเป็นตัวข้อมูลอย่างพวกคุณ และถูกพามาใช้ในการทดลองก็มี พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่นี่ แต่วันนี้พวกเราจะหนีออกไปค่ะ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตสงบสุขตามเดิม”“จะเชื่อได้เรอะ เธอไม่ใช่คนของรัฐที่จับตัวเรามารึไงกัน”“ฉันไม่ใช่คนของรัฐนะคะ ฉันเองก็ถูกบังคับให้อยู่ที่นี่เหมือนกัน เชื่อฉันเถอะค่ะ”พวกคนมีกิ๊ฟมักจะมีทิฐิที่สูงลิบ บางคนตั้งแง่ไม่เชื่อใจ บางคนอยากจะแยกตัวออกไป “เชิญเลย อยากจะไปไหนทำอะไรก็เชิญ ยังไงก็ถือว่าฉันทำตามข้อตกลงแล้ว แต่ถ้าถูกจับไปทดลองอีก ก็อย่าหวังว่าจะโชคดีมีคนไปช่วยเป็นครั้งที่สอง”เซ็ทกล่าวอย่างไม่ยี่หระ เดินนำหน้าลูกพีชออกจากห้องกักตัวผู้มีกิ๊ฟก่อนใคร ไม่วายว่ากล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยความหวังดี“สถานที่ทดลองนี่จะระเบิดราบเป็นหน้ากลองในอีกสามสิบนาที หนีให้รอดเอาเองก็แล้วกัน”เซ็ทไม่สนว่าจะมีคนตามเขามาหรือเปล่า เขาเพียงแต่เดินไปต่อที่ห้องเก็บร่างทดลอง สภาพของตัวทดลองแต่ละคนต่างก็ไม่สู้ดี ไม่ต้องให้หมอมาตรวจอาการเซ็ทก็รู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่มีทางรอดแน่“...เพราะฉันช่วยพวกเขาไม่ได้” ลูกพีชร้องไห้น้ำตาไหลพราก เธอกุมมือของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนหายใจรวยรินแน่น “ถ้าฉันพยายามเพื่อพวกเขามากกว่านี้ บางที...”“เธอทำอะไรไม่ได้หรอก ขัดขืนไปก็มีแต่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ต้องนอนอยู่ในนี้ด้วยก็เท่านั้นแหละ รีบไปได้แล้วเสียเวลา”“จะไม่พาพวกเขาออกไปด้วยเหรอ?”“คนตายน่ะ เป็นภาระ”เซ็ทเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก เขาไม่ใช่พระเจ้าที่จะช่วยคนใกล้ตายที่ต้องตายแน่ๆ ให้รอดพ้นจากความตายได้ เขาจำเป็นต้องรู้ตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่เขาสามารถทำได้ และต้องทำแล้วไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง ...ไม่อย่างนั้นแทนที่จะเป็นคนใจดี สุดท้ายก็จะไม่ต่างอะไรจากคนโง่ที่ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง“แกตาย----------!!”“...ยังเหลืออยู่อีกเหรอเนี่ย?”เซ็ทชักปืนออกมาเหนี่ยวไกโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา กับคนธรรมดาแค่ลูกตะกั่วก็มากเกินพอ ซึ่งไม่มีลูกปืนลูกไหนที่ออกจากลำกล้องแล้วจะพลาดเป้าแม้แต่นัดเดียว คนฆ่าคนตาไม่กระพริบยังคงเฉยเมย หากแต่พวกที่เดินตามมาเป็นขบวนด้านหลังกลับพร้อมใจกันกลืนน้ำลาย พวกเขาอาจจะมีกิ๊ฟกันทุกคนก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยลงมือฆ่าคน ยิ่งฆ่าด้วยหน้านิ่งๆ แบบนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ร่างหนาที่โดนเซ็ทจับบิดแขนลูบคอตัวเองเบาๆ รู้สึกโชคดีที่เชื่อสัญชาติญาณตัวเอง เพราะหากเมื่อสักครู่มีเรื่องกันจริงๆ ก็คงเป็นเขานั่นแหละที่จะถูกฆ่า“กรี๊ดดดดด!!” เด็กผู้หญิงวัยประมาณมัธยมกรีดร้องเมื่อคนที่น่าจะตายไปแล้วลุกขึ้นพลางทำท่าวิ่งเข้าใส่ เธอก้าวถอยหลังหนีแต่ก็สะดุดขาตัวเองจนล้ม “ช่วยด้วย!!”ตูม!!“ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” ชายร่างกล้ามเปลี่ยนหมัดตัวเองเป็นเหล็กก่อนจะต่อยอัดเข้าที่ชายโครงจนอีกฝ่ายสลบ เขายื่นมือไปช่วยดึงร่างบางของสาวน้อยให้ลุกขึ้น ก่อนจะตะโกนไปที่ด้านหน้า “เฮ้ย! เมื่อกี้ทำไมมึงไม่ช่วยเธอ แค่ยิงโป้งเดียวก็จบแล้วแท้ๆ!?”เซ็ทหันหลังกลับไปมอง ดวงตาคมเพียงมองอย่างเฉยชา มองเลยไปยังร่างของผู้หญิงที่ตัวสั่นสะท้าน มีการแอบเหลือบมองเซ็ทด้วยความเกลียดชัง แต่คนอย่างเซ็ทเคยใส่ใจซะที่ไหน “ฉันไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องใคร ชีวิตตัวเองก็รักษาเอาเอง มีมือมีตีนเหมือนๆ กันนี่ มีกิ๊ฟลอยได้ทำไมไม่รู้จักใช้ซะล่ะ คิดว่าจะมีคนยื่นมือไปช่วยตลอดเวลารึไง?”หากไม่โง่งมจนเกินไปคนฟังก็ควรรู้ได้ว่าสิ่งที่เซ็ทพูดคือคำตักเตือนบทเรียนชีวิตที่มีราคาแพง อย่างไรก็ตามไม่รอให้เสียเวลาถกเถียง เซ็ทเดินไปตามทางเดินด้วยความเร็วคงที่ จนกระทั่งถึงห้องอาหารที่เซ็ทนัดทุกคนไว้ เขากวาดตามองคนรอบตัวก่อนจะยกปืนขึ้นมาเหนี่ยวไกปัง!!“กรี๊ดดดดดด!! นะ-นายฆ่าเขาทำไม!?”“อยากได้หนอนของพวกรัฐบาลไปด้วยรึไงกันล่ะ?” เซ็ทตอบคำถามเสียงเรียบ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนถามคือใคร “ก่อนอื่น...ต้องบอกก่อนว่าทุกคนในที่นี้ ถ้าตามฐานะทางสังคมนับว่าเป็นคนตายไปแล้ว”“อะไร? หมายความว่ายังไง!?”“เงียบ!” เซ็ทตะโกนขัดเสียงพูดคุย มือหนาทุบลงบนแผ่นกระจกจนมันแตกกระจาย “ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวของบางคนก็ไม่เหลือแล้วเช่นกัน ทั้งหมดนั่นเป็นมาตรการการจัดการของรัฐบาล”“...มันเป็นเรื่องจริงนะทุกคน ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่ครอบครัวของคนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ต่างก็...” ลูกพีชช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือบางกุมเสื้อตัวเองแน่น “ถ้าไม่เชื่อพอออกไปก็เช็คดูจากข่าวก็ได้”“ก็ตามนั้น...หลังจากที่ได้ออกไปจากที่นี่ จงถามตัวเองว่าถ้าไม่มีบ้านให้กลับแล้วจะไปอยู่ที่ไหน?”บังเกิดความเงียบเข้าปกคลุมในชั่วอึดใจ ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าไม่มีใครอยากเป็นหนึ่งในนั้น ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวของตัวเองต้องตกตายหรอก ความอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอัดแน่นอยู่เต็มอก เซ็ทกวาดตามองทุกคนก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง...บรรยากาศที่หนักหน่วงดูเหมือนจะถูกทำลายหายไป“มีทางเลือกให้สองอย่างคือ...หนึ่งใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนคนตายไปแล้วตามแบบที่พวกรัฐบาลต้องการซะ แต่แน่นอนว่าวันดีคืนดีก็จะโดนพวกนั้นไลล่าจับมาใช้งานอีก และสองเปิดตัวใช้ชีวิตในสังคมร่วมกันเป็นหมู่คณะ ทำให้ข่าวเรื่องที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ดังกระฉ่อนจนพวกนั้นยื่นมือเข้ามายุ่งเป็นครั้งที่สองไม่ได้”“เรื่องพรรค์นั้นจะทำได้เหรอ?”“ทำได้สิ ห้าสิบสองชีวิตในที่แห่งนี้ ถ้าไม่มีบ้านให้กลับก็จงกลายมาเป็นบ้านให้กันและกันซะ ถ้าจะเลือกทางนั้น ก็ปล่อยที่เหลือให้ฉันจัดการ พวกนายทุกคนแค่กลับไปเตรียมใช้ชีวิตปกติก็พอ”“...เราเชื่อคุณได้แน่นะ?”“ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้นอกจากต้องเชื่อนี่ จะเอายังไงล่ะ?”เซ็ทไม่สนว่าใครจะมองเขายังไง จะมองว่าเป็นพระเจ้าหรือปิศาจหรืออะไรก็ช่าง เขาก็แค่ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และทำในสิ่งที่เขาทำได้ ทั้งหมดก็แค่นั้นเอง“เราจะเชื่อคุณ ได้โปรดช่วยเราด้วย!”เสียงตะโกนดังก้องต่อๆ กันไป บางคนแม้จะไม่ยอมรับแต่ท้ายที่สุดก็ต้องก้มหัวขอร้องเซ็ทกันไปตามๆ กัน“ขอบคุณนะคะคุณไซท์ ที่จะช่วยพวกเรามากถึงขนาดนี้”“ผมไม่ใช่พวกช่วยคนแล้วไม่คิดหน้าคิดหลังแบบคุณนี่”ลูกพีชหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะตัวเองตั้งใจไปตายเอาดาบหน้าจริงๆ จะบอกว่าเธอไม่คิดหน้าคิดหลังมันก็ไม่ผิดนักหรอก แต่ก็ไม่เห็นต้องตอกย้ำซ้ำเติมกันเลยนี่นา
‘ทำอะไรต้องอยู่ในความพอดี มีลิมิตที่เหมาะสม และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง’
--------------------------------น้องเมล ม่องเท่งตอนอายุได้เกือบสิบเจ็ดปี (เท่าอายุเซ็ทในช่วงเวลาปัจจุบัน) และโรมาจากโรโล่จริงๆ จ้ามีคนสังเกตุเห็นด้วยล่ะ อนึ่งนิยายมันไม่มีเสียงเนอะ แต่เสียงของโรกับโรโล่ในเรื่องนั้นแทบจะเหมือนกันเด๊ะๆ เลยล่ะสอบถามหน่อยว่ามีใครคิดจะเก็บนิยายเรื่องนี้ไว้มั้ยคะ เพราะถ้ามีคนสนใจแมวก็อาจจะหาที่ตีพิมพ์ ซึ่งถ้าจะพิมพ์จริงๆ แมวก็ต้องหานักวาดวาดปกด้วย ก็ถามเฉยๆ นะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่เอาก็ไม่มีปัญหาขอบคุณสำหรับทุกการสนับสนุนของทุกคนด้วยนะคะ รักน้าาา
พี่มิว น้องเมล //ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ให้อิมเมจประมาณนี้แหละ