“เพื่ออนาคตห้างฯ ของเรา ฉันมีเป้าหมายที่จะสร้างที่นี่ให้เป็นห้างสรรพสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบครบวงจรขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของชาวอำเภอหลี่ว์ในตอนที่พวกเขาจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
ดังนั้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ห้างทั้งหมดจะเริ่มทำการตกแต่งใหม่ พวกคุณทุกคนจะต้องไปเข้าร่วมการฝึกอบรมวิชาชีพระหว่างที่ห้างปิดปรับปรุงเป็นเวลาครึ่งเดือน ฉันหวังว่าหลังจากผ่านไปครึ่งเดือน ทุกคนจะสามารถกลับมาทำงานด้วยบุคลิกภาพแบบใหม่ได้
ฉันอยากถามว่า ใครเป็นหัวหน้าสำนักงานคะ”
“ฉันค่ะ”
ทันทีที่คังอิงพูดจบ หญิงสาววัยสามสิบกว่าๆ คนหนึ่งก็ยกมือขึ้น คังอิงเห็นว่าหล่อนดูฉลาดหลักแหลม ค่อนข้างพอใจกับบุคลิกภาพของอีกฝ่ายในปัจจุบัน
“แนะนำตัวหน่อยสิ” คังอิงกล่าว
“ฉันชื่อกวนเสี่ยว เป็นหัวหน้าสำนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานบุคคล การเงิน บริการด้านหลัง และสวัสดิการต่างๆ ของพนักงานในห้างค่ะ”
คังอิงพยักหน้า จากนั้นก็บอกกับพนักงานคนอื่นๆ “เลิกประชุมได้ค่ะ ส่วนเรื่องงานเฉพาะด้านต่างๆ รอประกาศจากหัวหน้ากวนอีกที”
การเปลี่ยนสถานะและเปลี่ยนหัวหน้ากะทันหันเช่นนี้ ทำให้พนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพรู้สึกหดหู่ใจ พวกเขาคิดว่ามันควรมีพิธีที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่ใช่หรือ? ทำไมเพียงแค่ให้คนไม่กี่คนมาประกาศแบบนี้ ก็เหมือนกับว่าเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว?
พวกเขาเดินออกจากห้องประชุมด้วยท่าทางสับสน ส่วนคังอิงเรียกกวนเสี่ยวให้รออยู่ตรงนั้น ผู้จัดการและรองผู้จัดการของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพถูกย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว คังอิงสอบถามดูก็พบว่ามีคำสั่งย้ายพวกเขาตั้งแต่เมื่อวาน
คังอิงเดาว่าอันที่จริงคำสั่งย้ายนี้น่าจะเพิ่งจะมีมติในวันนี้เอง ดังนั้นวันที่เขียนในคำสั่งจึงเป็นวันก่อนหน้าวันนี้
นอกจากผู้จัดการกับรองผู้จัดการจะถูกย้ายไปแล้ว ผู้บริหารระดับกลางที่ตำแหน่งต่ำกว่ารองผู้จัดการยังคงทำงานอยู่ที่เดิม
หลังจากเลิกประชุมแล้ว ผู้จัดการไช่ก็ได้ส่งมอบงานให้กับคังอิงอย่างง่ายๆ ก่อนจะออกไป ยังมีเอกสารอีกมากที่ต้องจัดการในภายหลัง วันนี้พวกเขามาที่นี่เพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่าคังอิงเข้ามารับตำแหน่งแล้วเท่านั้น
กวนเสี่ยวที่ถูกคังอิงเรียกตัวไปยังห้องทำงานของผู้จัดการรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที เธอไม่รู้ว่าคังอิงจะปฏิบัติต่อเธออย่างไร ตำแหน่งนี้ของเธอจะยังคงอยู่หรือเปล่า?
แต่ก่อนเธอเคยเป็นพนักงานขาย เธอพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักงาน ตอนนี้เธอนับว่าเป็นผู้บริหารระดับกลางแล้ว หากคังอิงไม่ต้องการใช้งานเธอ หรือย้ายเธอกลับไปทำงานที่เดิม เธอคงรู้สึกเสียหน้ามาก
แต่อย่างไรเสีย ห้างแห่งนี้ได้ปรับโครงสร้างใหม่แล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเจ้านาย ทำเอากวนเสี่ยวรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
คังอิงและสือเจียงหย่วนเดินเข้าไปในห้องทำงานของผู้จัดการไช่ แม้ว่าผู้จัดการไช่จะยังไม่ได้เก็บของใช้ส่วนตัวของเขาทั้งหมด แต่เขาก็ออกจากที่นี่ไปแล้ว เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมาเก็บของใช้ส่วนตัวที่เหลือ คังอิงจึงใช้ห้องทำงานของเขาเป็นห้องทำงานของเธอไปพลางๆ ก่อน
เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะน้ำชาของผู้จัดการไช่ยังคงมีชาสองแก้วที่เพิ่งจะชงให้พวกเขาดื่มเมื่อครู่ คังอิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อกี้เธอยังเป็นแขกอยู่เลย พริบตาเดียวก็กลายเป็นเจ้าของที่นี่เสียแล้ว
“หัวหน้ากวน ต่อไปนี้ฉันมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณหลายอย่าง” คังอิงกล่าวกับกวนเสี่ยวที่เดินตามเข้ามาด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ
“ได้ค่ะ เชิญคุณคังสั่งมาเลยค่ะ”
กวนเสี่ยวมารยาทดีอย่างนอบน้อม ตอนนี้สำหรับเธอแล้ว การที่คังอิงมีงานให้เธอทำนั่นหมายความว่า ตอนนี้เธอยังคงมีประโยชน์อยู่ ซึ่งทำเอาเธอดีใจแทบแย่
“คุณช่วยจัดทำบัญชีรายชื่อพนักงานให้ฉันหน่อยนะคะ ถ้ามีวิธีติดต่อก็เขียนเอาไว้ด้วย อย่างเช่นเบอร์โทรศัพท์ เบอร์เพจเจอร์ และอื่นๆ ส่วนวิธีติดต่อของคุณก็เขียนให้ฉันด้วยนะ ช่วงนี้อาจจะมีเรื่องต้องติดต่อคุณตลอดเวลา
ส่วนเรื่องการอบรมพนักงาน คุณไม่ต้องไปก็ได้นะคะ ฉันยังมีงานให้คุณช่วยที่นี่อีก คุณเป็นคนที่รู้เรื่องราวต่างๆ ของห้างนี้มากที่สุด ตอนนี้ฉันขาดคุณไปไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
หลังจากที่คังอิงพูดจบ กวนเสี่ยวก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ สิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดก็คือกลัวว่าคังอิงจะไม่ใช้งานเธอ หรือไม่ให้ความสำคัญกับเธอ แต่ไม่กลัวเลยหากคังอิงจะมีงานให้ทำ
หากเป็นก่อนหน้านี้ที่ยังคงมี ‘ขันข้าวเหล็ก’ ในมือ โดนสั่งให้ทำงานมากมายขนาดนี้ เธออาจจะรู้สึกไม่พอใจ
เพราะคนอื่นต่างไม่ต้องทำงาน ไปเข้ารับการอบรมกันหมด ทำไมเธอต้องทำงานคนเดียว? ทำไมกัน?
แต่ตอนนี้พนักงานคนอื่นไม่มีงานให้ทำ มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่มีงานให้ทำ กวนเสี่ยวกลับรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก เธอพยักหน้าอย่างไม่ลังเลแล้วกล่าวว่า
“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบจัดการให้ ฉันเองก็มีเพจเจอร์ ถ้าคุณมีธุระอะไรก็ติดต่อฉันทางเพจเจอร์ได้เลยค่ะ”
กวนเสี่ยวกล่าวพลางจดเบอร์วิทยุติดตามตัวให้คังอิง
ส่วนเรื่องข้อมูลติดต่อของพนักงานคนอื่นๆ กวนเสี่ยวมีบัญชีรายชื่อพนักงานอยู่แล้ว แม้ว่ามันจะเก่าไปหน่อย แต่เธอแค่ตรวจสอบดูอีกครั้ง ทำการเพิ่ม หรือลบบางส่วน ก็จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ไม่นาน กวนเสี่ยวก็จัดทำบัญชีรายชื่อพนักงานเสร็จ เธอนำมันไปมอบให้กับคังอิง
ถึงแม้ว่าคังอิงจะอายุน้อยกว่าเธอและดูเด็กกว่า แต่ก็เป็นเจ้านายของเธอแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มกวนเสี่ยวก็ใช้ท่าทางนอบน้อมและเชื่อฟังคังอิง ทำให้คังอิงรู้สึกพอใจมาก
คังอิงเปิดบัญชีรายชื่อพนักงานออกแล้วดูไม่กี่หน้า เธอพบว่าข้อมูลที่รวบรวมมานั้นละเอียดมาก มีทั้งที่อยู่บ้าน หมายเลขโทรศัพท์บ้าน และหมายเลขวิทยุติดตามตัว
แน่นอนว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนจะมีวิทยุติดตามตัว ในบรรดาพนักงานสามสิบกว่าคน มีพนักงานราวสิบกว่าคนเท่านั้นที่มีวิทยุติดตามตัว
คังอิงหันไปถามกวนเสี่ยวว่า “พนักงานบางคนไม่มีทั้งเบอร์โทรศัพท์และเพจเจอร์ ฉันจะติดต่อพวกเขายังไงดีคะ?”
กวนเสี่ยวตอบว่า “ส่วนใหญ่พนักงานของห้างเราพักอยู่ในเขตตัวเมืองค่ะ สำหรับคนที่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์และเพจเจอร์ หากเป็นเรื่องเร่งด่วน ฉันจะปั่นจักรยานไปแจ้งพวกเขาเองค่ะ”
คังอิงมองดูบัญชีรายชื่อแล้วพบว่ามีพนักงานสิบกว่าคนที่ไม่มีทั้งวิทยุติดตามตัวและโทรศัพท์ เธอจึงบอกว่า “แบบนี้คุณก็เหนื่อยแย่เลย หัวหน้ากวน ต่อไปในอนาคตคุณลองถามพวกเขาดูก็ได้นะคะ ว่าเพื่อนบ้านหรือบริเวณใกล้ๆ บ้านเขามีเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า บอกให้พวกเขาจดเบอร์โทรเอาไว้ จะได้ไม่ต้องลำบากให้คุณต้องไปแจ้งข่าวกับพวกเขาตลอดเวลา
ฉันหวังว่าหลังจากที่ห้างกลับมาเปิดทำการแล้วไม่เกินหนึ่งปี พนักงานของเราทุกคนจะมีเงินซื้อโทรศัพท์กับเพจเจอร์ได้” คังอิงกล่าว
กวนเสี่ยวได้ฟังก็รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย เธอคิดว่าคังอิงกำลังพูดโอ้อวด การติดตั้งโทรศัพท์หนึ่งเครื่องต้องเสียเงินหลายพันหยวน ส่วนวิทยุติดตามตัวก็เช่นกัน
ของสองสิ่งนี้ล้วนแต่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในชีวิตประจำวัน ด้วยเงินเดือนที่พวกเขาได้รับในตอนนี้ จะมีปัญญาซื้อของพวกนี้ภายในหนึ่งปีได้อย่างไร? ถ้าอยากจะมีของพวกนี้คงต้องประหยัดอดออมกันสักสี่ห้าปีถึงจะซื้อได้กระมัง
แต่อย่างไรเสีย การเผชิญหน้ากับหัวหน้าคนใหม่ โดยที่กวนเสี่ยวยังคงไม่รู้จักนิสัยใจคอของคังอิงดีพอ เธอจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก ทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
“หัวหน้ากวน ฉันหวังว่าคุณจะใช้ความคิดริเริ่มได้มากขึ้น ขอแค่คุณตั้งใจทำงาน ฉันไม่มีทางปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับคุณแน่”
คังอิงรู้ดีว่าการพูดปลอบใจอะไรทำนองนั้นไร้ประโยชน์ การให้ผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา อาจทำให้กวนเสี่ยวรู้สึกสบายใจมากกว่า
“ขอบคุณค่ะคุณคัง ฉันจะตั้งใจทำงานอย่างแน่นอนค่ะ” เมื่อกวนเสี่ยวที่กำลังกอดกองเอกสารอยู่ได้ยินคำพูดของคังอิงแล้ว ในใจของเธอก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ใช่แล้ว คุณรู้จักโรงเรียนไหนบ้างไหมคะ ที่มีสถานที่ให้เช่า? ตอนที่พวกเราอบรมพนักงานจะได้ใช้สถานที่ของเขาได้”
คังอิงถามกวนเสี่ยว
กวนเสี่ยวอายุสามสิบกว่าๆ ดูก็รู้ว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน เรื่องพวกนี้ย่อมรู้ดีอยู่ คังอิงเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เรื่องขุดค้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนทุกๆ คน