บทที่ 11 ทวงคืนความเป็ธรรมให้ข้าที
ท้องฟ้าปลอดโปร่งมวลเมฆเบาบาง แสงตะวันยามเที่ยงอาบไล้พระราชวังที่กว้างขวางโอฬาร ร่างของนางเจิดจรัสอยู่ท่ามกลางประกายแสงแพรวพราว
่เช้าผ่านไปอย่างน่าหวาดเสียว แต่สามารถสร้างความประทับใจที่ดีให้ฝ่าาได้ก็ไม่เลวเช่นกัน คิดได้ดังนี้ฝีเท้าก็เบาสบายขึ้นมาก
จวินเจ๋อมองเงาหลังของนางจากไกล ๆ สายลมในเมืองหลวงพัดแรง ผมสีดำดุจหมึกของกู้อวี้รวบขึ้นเป็ทรงหางม้าพลิ้วสยายอยู่บนแผ่นหลัง
เรือนร่างเพรียวบางในอาภรณ์สีเขียวอ่อนเหมือนจะถูกลมพัดปลิวได้ ราวกับว่าชั่วพริบตาถัดไปก็จะถลาขึ้นสู่ห้วงฟ้า ลอกคราบกลายเป็เซียนขึ้น์ไปทั้งอย่างนั้น
บุคคลที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นนี้ช่างไม่สมควรเข้าสู่ราชสำนักที่แปดเปื้อนดินโคลนและเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์เพทุบายโดยแท้
จวินเจ๋อหรี่ตา ลูบแหวนในมือโดยไม่รู้ตัว
ราวกับััได้ กู้อวี้รู้สึกหนาวสันหลังวาบ หันกลับมาโดยสัญชาตญาณก็เห็นเซียวเหยาอ๋องในอาภรณ์สีแดงยืนอยู่เหนือบันไดั*[1] ประหนึ่งแต้มชาดท่ามกลางพระราชวังที่ทึมเทาลึกล้ำ โดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก
เหลียวมองจากไกล ๆ เช่นนี้ แม้ไม่อาจเห็นแววตาของอีกฝ่าย แต่กู้อวี้กลับััได้ถึงกลิ่นอายของอันตราย
…
เมื่อกลับไปถึงจวนเจิ้นกั๋วกง กู้อวี้ไปรายงานต่อฮูหยินใหญ่เป็อันดับแรก แต่เพียงเข้าประตูไปก็ได้ยินเสียงด่าทอของอี๋เหนียงและเสียงร้องไห้ของกู้ฉยงผู้เป็น้องสาวโดยไม่คาดคิด นางจึงรีบสาวเท้าเข้าไปข้างใน
ดวงหน้าที่ละม้ายกู้อวี้เป็อย่างยิ่งของน้องสาวเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา แต่ต่างจากพี่สาวฝาแฝดตรงที่เรือนร่างอรชรในอาภรณ์สีเหลืองของนางแลดูงดงามน่าทะนุถนอมดุจดังดอกซิ่งแรกแย้มที่ไม่อาจต้านทานแรงลม
กู้ฉยงเห็นพี่เข้ามาก็ถลาเข้าสู่อ้อมอกของอีกฝ่าย กล่าวเสียงสะอื้นว่า “พี่ชาย ท่านช่วยทวงคืนความเป็ธรรมให้ข้าที”
ตัวตนที่แท้จริงของกู้ซื่อจื่อ แม้แต่น้องสาวร่วมอุทรก็ยังไม่รู้ กู้อวี้เห็นดังนั้นก็ผลักน้องสาวออกเบา ๆ เช็ดน้ำตาให้นางพลางเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”
ซูอี๋เหนียงเดินเข้ามาคว้าแขนกู้อวี้ กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ต่งฉางเม่า! เ้าคนสารเลวผู้นั้นทำให้น้องสาวเ้าเสียเวลามาหลายปี ยังไม่พ้น่ไว้ทุกข์ก็ไปเกาะแกะซงหยางจวิ้นจู่แล้ว”
กู้อวี้บังเกิดโทสะแล่นขึ้นมาเป็ริ้ว ๆ ต่งฉางเม่าเป็คู่หมั้นของน้องสาว เป็บุตรชายคนโตที่เกิดจากอนุภรรยาของเ้ากรมพระราชยานหลวง*[2] ไม่กี่ปีก่อนสอบรับราชการจนได้ตำแหน่งจวี่เหริน*[3] ซูอี๋เหนียงช่วยดูตัวให้แทนน้องสาว
นางรู้สึกมาตลอดว่าต่งฉางเม่าผู้นี้มีนิสัยไม่ซื่อ แต่จนใจที่ซูอี๋เหนียงถูกมารดาบังเกิดเกล้าของต่งฉางเม่าพูดจากรอกหูจนหน้ามืดแลกเปลี่ยนของหมั้นกับอีกฝ่ายไปโดยพลการ อีกทั้งนางยังทราบว่าไม้กลายเป็เรือแล้ว*[4] จึงจำใจรับสินสอดตอนน้องสาวอายุสิบหก นัดหมายกันไว้ว่าปีถัดไปจะจัดงานมงคล
มิคาดว่ามารดาของต่งฉางเม่าป่วยเสียชีวิตกะทันหันใน่เทศกาลปีใหม่ เขาจำเป็ต้องไว้ทุกข์สามปี น้องสาวจึงได้แต่รอเรื่อยมา จนกลายเป็ ‘สาวทึนทึก’ ที่ใครต่อใครเรียกกัน
กู้อวี้ยังคงไม่ไว้วางใจในความประพฤติของต่งฉางเม่า จึงแอบส่งคนไปจับตามองจวนตระกูลต่ง
เห็นบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ คนผู้นี้ก็คือคนที่นางส่งไปสอดแนมผู้นั้น จึงเอ่ยว่า “บอกมาให้หมดว่าเ้าเห็นอะไรมาบ้าง”
บ่าวผู้นั้นค้อมกายรายงานต่อกู้อวี้ “เรียนซื่อจื่อ คนดูแลรถม้าในจวนใต้เท้าต่งเป็คนบ้านเดียวกันกับบ่าว พบว่าพักหลังมานี้คุณชายใหญ่ตระกูลต่งมักออกไปพบซงหยางจวิ้นจู่บ่อยครั้ง”
“เขานำเื่นี้มาเล่าให้บ่าวฟัง เดิมทีบ่าวยังไม่เชื่อ วันนี้เขาส่งข่าวมาให้อีกครั้ง บ่าวจึงตามไปดู คิดไม่ถึงว่าพอไปถึงป่าเหมยนอกเมืองแล้ว ซงหยางจวิ้นจู่จะรออยู่ที่นั่นจริง ๆ เมื่อคุณชายใหญ่ตระกูลต่งได้พบซงหยางจวิ้นจู่แล้วก็แสดงท่าทางสนิทสนมกัน ถึงขั้น…”
กู้อวี้ร้อนใจจนโพล่งออกมา “ถึงขั้นอะไร? รีบพูด”
“ถึงขั้นพูดว่า รอจนครบกำหนดไว้ทุกข์ก็จะหาข้ออ้างมาถอนหมั้นที่จวนตระกูลกู้ ทั้งยังเอ่ยวาจาไม่ให้เกียรติคุณหนูสามคราแล้วคราเล่า”
ฮูหยินใหญ่ที่เอนกายอยู่บนตั่งพลุ่งพล่านใจจนไอติดต่อกันหลายครั้ง กู้อวี้จึงเข้าไปช่วยลูบหลังให้นาง
ฮูหยินใหญ่กล่าวอย่างขุ่นแค้น “อวี้เอ๋อร์ เ้าเห็นหรือยัง ต่งฉางเม่าผู้นี้รังแกพวกเราราวกับว่าในจวนตระกูลกู้ไม่เหลือใคร ตอนนี้ถึงขั้นหมายปองจวิ้นจู่ ไม่เห็นกุ้ยเฟยในวังหลวงอยู่ในสายตาเลยสักนิด”
กู้อวี้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาวาวโรจน์ของฮูหยินใหญ่ ในนั้นแฝงนัยลึกซึ้ง นางทราบว่าฮูหยินใหญ่กำลังส่งสัญญาณให้
ธิดาในคราบบุรุษจึงคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮูหยินใหญ่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ลูกเข้าใจแล้ว ความอัปยศในวันนี้ ลูกจะจดจำเอาไว้ในใจ”
หากกู้จวินอี้บิดาของนางยังอยู่ บุตรชายคนโตสายรองของเ้ากรมพระราชยานหลวงที่เป็เพียงขุนนางขั้นสามคนหนึ่งยังไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะจูงม้าให้บิดาของนางด้วยซ้ำ
ตอนนี้จวนกั๋วกงตกต่ำเสื่อมโทรม ต่งฉางเม่าจวี่เหรินตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้รับราชการคนหนึ่งยังกล้าดูแคลนธิดาในจวนกั๋วกง
ได้ยินกู้อวี้กล่าวเช่นนั้น ฮูหยินใหญ่ก็พยักหน้าเบา ๆ “เ้าเข้าใจก็ดี”
กู้อวี้หันไปพูดกับซูอี๋เหนียงและกู้ฉยง “แม่เล็ก น้องสาว พวกท่านวางใจได้ ต่งฉางเม่าผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูง ข้าจะต้องให้เขาชดใช้อย่างสมน้ำสมเนื้อเป็การระบายโทสะให้น้องสาว แล้วเอาสินสอดกลับไปคืนให้จวนตระกูลต่งเองถึงที่”
ฮูหยินใหญ่เห็นนางมีแผนการในใจแล้วจึงกล่าวกับสองคนนั้นว่า “ในเมื่ออวี้เอ๋อร์กล่าวเช่นนี้ พวกเ้าก็วางใจเถอะ ผู้หญิงในเรือนเราไม่จำเป็ต้องง้อให้ใครมาสู่ขอ”
ฮูหยินใหญ่ปรับลมหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อไป “ฉยงเอ๋อร์ ไม่ต้องกังวลเื่ออกเรือน รอบนี้ไม่ได้แต่ง ย่อมต้องมีคนที่ดีกว่ารออยู่แน่นอน ซูอี๋เหนียง เ้าไปดูตัวโดยไม่ต้องห่วงพะวงใด ๆ ทั้งสิ้น อย่าเห็นว่าฉยงเอ๋อร์อายุมากแล้วก็ดูถูกตัวเอง หากพบคนที่เหมาะสม ถึงจะให้กุ้ยเฟยช่วยออกหน้าก็ไม่ใช่ปัญหา”
ซูอี๋เหนียงกับกู้ฉยงตอบรับเสียงสะอื้น กู้อวี้ปลอบโยนต่อครู่หนึ่ง ฮูหยินใหญ่ค่อยให้พวกนางกลับไปรอฟังข่าว
[1] บันไดั หรือตานปี้ (丹壁、丹陛石) คือแผ่นหินแกะสลักลวดลายประณีต ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวั้แ่ 2 เมตรขึ้นไป ทอดขึ้นสู่ที่ประทับของฮ่องเต้ เป็สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจของจักรพรรดิ
[2] เ้ากรมพระราชยานหลวง (太仆寺卿) หรือ ไท่ผูซื่อชิง มีหน้าที่ดูแลม้าและราชรถ รวมถึงจัดผู้ติดตามและเตรียมยานพาหนะเมื่อฮ่องเต้เสด็จประพาสนอกสถานที่
[3] จวี่เหริน (举人) หมายถึง คนที่สอบผ่านรอบเซียงซื่อ (การสอบท้องถิ่น) ในการสอบเคอจวี่
[4] ไม้กลายเป็เรือ (木已成舟) หมายถึง เื่ราวดำเนินไปถึงขั้นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก