ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 18. ตอนที่ 3. ดาบคู่พรหมเสก

    ดาบเล่มยาวที่มีฝักทำจากไม้ ลงลักปิดทองดูเก่าคล่ำคลา คาดรัดข้อต่อด้วยเงินดุลลายวิจิตร ถูกส่งถึงมือครูบาเจ้า ท่านชักดาบออกมาช้า ๆ ใบดาบนั้นกว้างและหนา ทรงปลายตัดอันเป็นเอกลักษณ์ขององครักษ์โบราณ ทันทีที่ท่านกระชับด้ามดาบ ท่วงท่าของพระป่าผู้สมถะพลันเลือนหายไป เหลือเพียงเงาอดีตของแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองซัวเข้ามาแทนที่ ผู้ซึ้งเคยควบม้าคุมกองทัพเพื่อปกป้องอาลักขาเจ้านางเมืองซัว ผู้ล่วงลับมายังดินแดนแห่งนี้ ทันทีที่ท่านกระชับด้ามดาบเงิน ท่วงท่าของพระป่าผู้สมถะก็มลายหายไปสิ้น

    “เข้ามาเถิดพ่อพญาขุนหลวงเวียงชัย อย่าได้ออมมือให้อาตมาเชียวหนา ดาบมีคมไร้หูตา ต้องเลือดตกยางออกขึ้นมา อย่าได้โทษโกรธเคืองกัน!”

    พญาพรหมเสกเห็นกระแสกดดันที่แผ่ออกมา ก็รู้ซึ้งได้ว่าเบื้องหน้าคือของจริง พระองค์จึงตั้งท่าขุมสี่ วาดดาบคู่เตรียมรุกรับในทันที

    “เคร้ง!”

    เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นลานวัดจนนกพิราบที่เกาะบนหลังคาโบสถ์วิหาร พากันบินว่อนแตกฮือ พญาพรหมเสกโถมดาบคู่เข้าใส่ดั่งคลื่นกระทบฝั่ง ทว่าครูบาเจ้ากลับยืนนิ่งดั่งหินผาต้านสายน้ำ ท่านใช้ดาบเล่มเดียวในมือวาดเป็นวงกลมสั้น ๆ ปัดป้องคมดาบคู่ได้อย่างอัศจรรย์ ท่วงท่าของท่านคือเจิงดาบสายเมืองชัว ที่เน้นความหนักแน่นมั่นคงและเข้าจุดตายในดาบเดียว

    “นี่คือท่าพญานาคขดตัว!” ครูบาเจ้าคำรามเบา ๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบคมดาบของพญาพรหมเสกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วเอี้ยวตัวใช้สันดาบกระแทกเข้าที่ข้อมือของพญาหนุ่ม จนพระองค์ถึงกับกระเด็นถอยไปสามก้าว

    “สู้! สู้!” เสียงปลุกเล้ารอบทิศทางดังขึ้น

    พญาพรหมเสกมองดูเชิงดาบลึกลับด้วยความประหลาดใจ นานแล้วที่ไม่มีใครปะทะต้านคมดาบของพระองค์ได้เช่นนี้ แถมยังต้านจนพระองค์เสียหลักอยู่หลายหน ห้วงคำนึงของพญาหนุ่ม ทรงนึกย้อนกลับถึงกระบวนท่าที่เพิ่งผ่านพ้น ที่แท้เป็นตนเองที่เปิดช่องโหว่ให้ถูกเขาโจมตี

    อีเอื้องที่ยืนดูอยู่เคียงข้างเจ้านางซอมพอ ถึงขั้นยกมือขึ้นทาบอกหวาดเสียว มันชะเง้อมองลุ้นระทึก ภาวนาให้ชายคนรักไม่เสียท่าเพลี่ยงพล้ำจนเจ็บกาย เหล่าทหารจากเรือนพิมาน แลเจ้าหาญถึงกับเบิกตาค้าง นี่เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้พวกมันไม่เคยเห็นใครเลย ที่จะรับมือกับพญาพรหมเสกได้สูสีเช่นนี้มาก่อน

    “ขุมเท้าของท่าน...มั่นคงนักพระคุณเจ้า!” พญาพรหมเสกเอ่ยชมด้วยใจจริง ก่อนจะเริ่มร่ายเจิงชั้นสูงนกอินทรีสอยปลา พลิกดาบซ้ายลงต่ำ แลตวัดดาบขวาขึ้นสูง หวังปิดฉากการต่อสู้อันดุเดือดนี้ให้สิ้นสุดลง แต่ครูบาเจ้าสบปินกลับย่อกายลงต่ำตั้งรับในท่าเสือลากหาง ที่แท้จริงแล้วดาบของครูบาเจ้านั้น กลับตวัดยกขึ้นต่างกับท่าที่กำลังตั้งรับ คมดาบผ่านหน้าขาของพญาพรหมเสกห่างไปเพียงคืบ ก่อนจะมาหยุดกึกที่ยอดอกของพ่อพญาหนุ่มอย่างแม่นยำ หากนี่ไม่ใช่การประลองเพื่อเรื่อนรู้เชิงดาบ ชีวิตนี้คงถึงคราวกลับคืนแดนแถน

    ทั้งลานวัดเงียบกริบ...พญาพรหมเสกยืนนิ่งอึ้ง มองปลายดาบที่จ่ออยู่ที่อกของตนด้วยความอัศจรรย์ใจ หยาดเหงื่อจากปลายจมูกหยดลงสู่พื้นดิน จนรับรู้ได้ถึงเสียงของมัน

    เจ้าหาญถึงกับเผลอลุกขึ้นยืน ส่วนเหล่าช่างตีดาบต่างนิ่งงัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพญาพรหมเสกผู้ไร้พ่าย จะถูกปลายดาบผู้เฒ่าจ่ออกได้เช่นนี้

    “พอเท่านี้เถิด...อาตมาเหงื่อตกเสียแล้ว แก่แล้วจักสู้คนหนุ่มเช่นพระองค์ได้เยี่ยงไร” ครูบาเจ้าลดดาบลงพร้อมรอยยิ้มเดิมที่กลับคืนมา “เห็นหรือไม่เจ้าหาญ? เชิงดาบของพญาพรหมเสกนั้น ทั้งพริ้วไหวแลดุดันดั่งสายน้ำไหล แต่ต้องมีสติกำกับอันมั่นคงดั่งหินผา เหมือนวิชาดาบเมืองชัวของกู หากเจ้าเรียนรู้ที่จะผสานความเร็วเข้ากับความนิ่ง เจ้าจักปกป้องแผ่นดินยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ได้”

    เจ้าหาญกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยรู้ดีว่าฝีมือตนนั้นห่างชั้นอยู่มากโข ต้องฝึกหนักอีกกี่สิบปีถึงจักทำได้เช่นที่ครูบาเจ้าท่านตักเตือน

    คำพูดที่เปล่งออกมา แม้นดูเหมือนต้องการสั่งสอนราชบุตรเวียงสรวง แต่แท้จริงแล้ว กลับเหมือนสั่งสอนไปถึงพญาหนุ่มแห่งเวียงชัยไปด้วยในที พญาพรหมเสกก้มลงกราบแทบบาทครูบาเจ้า “ขอบพระคุณ พระคุณเจ้ายิ่งนักเจ้าข้า ที่ช่วยปลุกสติแลแสดงวิชาที่สาบสูญให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ แลได้เห็นเป็นบุญตา”

    ในใจของครูบาเจ้าสบปินหวนนึกถึงภาพเก่า ๆ ภาพที่ท่านเคยสาบานต่อหน้าเจ้านางเมืองซัวว่าจะปกป้องเจ้านางน้อยซอมพอด้วยชีวิต บัดนี้อาวุธในมืออาจเป็นเพียงดาบเหล็ก แต่ดวงตาของท่านบอกชัดว่า หากใครกล้าแตะต้องสายเลือดของเจ้านางที่ท่านรัก แม่ทัพเฒ่าผู้นี้ ก็พร้อมจักละทิ้งจีวร กลับมาจับดาบอีกครั้งเพื่อล้างผลาญศัตรูให้สิ้นวงค์!

    เจ้านางซอมพอเห็นการประลองยุติลง ก็ทรงหันหลังกลับไปยังเรือนทรงงานพร้อมเหล่านางกำนัลรับใช้ เหลือเพียงอีเอื้องสาย ที่ยังคงยืนมองดูพญาพรหมเสกด้วยความห่วงใย แม้พระองค์จักมิได้ต้องคมจนเจ็บกาย แต่ท้วงท่าแลกำลังดาบของครูเจ้านั้นหนักหน่วง สู้เพียงหนึ่งมิต่างกับทหารกล้านับร้อย

    “ขุนหลวง พระองค์ตามอาตมามาทางนี้สักครู่เถิด” ครูบาเจ้าส่งดาบให้สามเณร แล้วเดินมุ่งหน้าไปอีกด้านของพระวิหาร

    กุฏิไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ภายใต้แมกไม้ร่มรื่น อันเป็นที่พำนักของตุ๊เจ้า(พระสงฆ์) แวดล้อมไปด้วยกุฏิหลังอื่นที่มีอยู่เพียงไม่กี่หลัง มีแนวรั้วสูงเพียงเอว ก่ออิฐถือปูนกางกั้นขอบเขตสงฆ์ออกจากส่วนอื่นชัดเจนเป็นสัดส่วน

    กุฏิของครูบาเจ้านั้นเรียบง่าย แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นหิ้งบูชาครู อาวุธดาบหลากหลายรูปแบบถูกตั้งบูชา พานขันดอกบายศรีแม้นจักแห้งเหี่ยว แต่ก็ทำให้รู้ว่าภิกษุรูปนี้มีครูบาอาจารย์ แลยังส่งต่อสืบทอดกันไม่สิ้นสุด

    ขุนหลวงพรหมเสกคลานเข่าก้มกราบลงหน้าหิ้งด้วยใจศรัทธา ครูบาเจ้าหายไปเพียงครู่ก็กลับออกมาจากห้องเล็กด้านใน พร้อมอาวุธบางอย่างที่ห่อไว้ด้วยผ้าแดง แลปั๊บสาที่ห่อด้วยผ้าทอลายงามตา

    “นี่อะไรหรือขอรับพระคุณเจ้า”

    ครูบาเจ้ายกห่อผ้าแดงขึ้นจบ แลบริกรรมคาถาแล้วพ่นใส่ “กูให้…บัดนี้มันเจอเจ้าของแล้ว”

    พญาพรหมเสกกราบพระบาทพระคุณเจ้า แล้วรับเอาห่อผ้าแดงมาเปิดออกดู ดาบง้าว[28]ด้ามทองดุนลายเฉพาะใบก็ยาวร่วมสองศอกไม่นับด้าม ลวดลายดอกบัวคว้ำบัวหงาย แสดงถึงชั้นยศอันสูงส่งของผู้ครอบครอง แลดูงามแปลกตาทั้งสองเล่ม มันถูกเก็บรักษาอย่างดี ชายหนุ่มมองดูคมเงาโลหะที่สะท้อนเข้าดวงตาด้วยความชอบใจ “ดาบง้าวนี่…”

    “จากเรื่องเล่าของเจ้าหาญ เกี่ยวกับบรรดาราชบุตรแห่งสุวรรณโคมคำ เจ้าพรหมเสกสืบเชื้อเหล่ากอแต่ชาวลัวะ ชำนาญอาวุธทุกชนิด ดูแลทัพช้างทั้งปวง เมื่ออาตมาได้เห็นพระองค์ในคราแรก ก็รู้ได้ว่าผู้มีบุญยาได้มาเยือนแล้ว สมแล้วที่พี่ท่านจักยกหัวเมืองเหนือให้พระองค์ดูแลปกครอง ภายหน้าภาระหนักหนายังจักคงเฝ้ารอพระองค์อยู่ ดาบง้าวคู่นี้เป็นของอาตมาเอง นานแล้วมิได้ใช้มัน แลยามนี้ก็แก่เฒ่าก้าวเข้ามาครึ่งคน แม้นอีกไม่นานอาตมาอาจจำต้องสละทิ้งซึ่งผ้าเหลือง ดาบง้าวนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อยู่ดี อยู่กับพระองค์ยังจักช่วยงานแผ่นดินได้ดีกว่าอยู่กับอาตมา”

    ขุนหลวงพรหมเสก หมอบกราบต่อครูบาเจ้าอีกครา ลวดลายบนตัวดาบบัดนี้ได้บ่งชี้ถึงสถานะของภิกษุรูปนี้แล้ว

    “ข้าพเจ้าจักนำดาบง้าวคู่นี้ไปใช้งาน แลสานต่อเจตนาของผู้ให้ ขอบพระคุณพระคุณเจ้ายิ่งแล้ว ที่มอบอาวุธดีคู่นี้ให้แก่ข้าพเจ้า”

    “พระองค์ชำนาญดาบคู่ ดาบง้าวคู่นี้จึงเหมาะกับพระองค์ น้ำหนักอาจมากกว่าดาบปกติทั่วไปอยู่สักหน่อย แต่หากใช้จนเข้ามือ มันจักกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าของ แลยังมีสิ่งนี้ ที่อาตมาต้องการฝากฝังพระองค์ ให้นำไปมอบแก่เจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวาย”

    ปั๊บสา[29]ในห่อผ้าไหมลายงาม ถูกยื่นส่งให้ขุนหลวงพรหมเสก พระองค์มองดูห่อปั๊บสาแลมองหน้าครูบาเจ้าสบปินด้วยความฉงนใจ

    “นี่คืออะไรหรือ”

    “หากอาตมาคาดเดาไม่ผิด อีกไม่นานขุนหลวงพระองค์ใหม่แห่งสุวรรณโคมคำ จักถึงคราวเคราะห์หนักที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เวียงสรวงเองก็มิต่างกัน นี่คือของสะสมที่อาตมารวมรวมคัดลอกเก็บรักษาเอาไว้ หวังว่าเมื่อถึงยามจำเป็น จักช่วยให้ขุนหลวงอินทร์ถวาย ทรงรอดพ้นคราวเคราะห์ในยามที่ต้องเผชิญไปได้อย่างปลอดภัย”
     

    [28]ง้าวล้านนา (Lanna Halberd/Pole-sword):อาวุธด้ามยาวโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใบง้าวล้านนามักมีรูปทรงแบนกว้าง ปลายใบงอนโค้งตลบขึ้นหรือหักมุมงดงาม (ต่างจากง้าวภาคกลางหรือง้าวจีน) โคนใบง้าวจะสวมเข้ากับด้ามไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 1.5 – 2 เมตร ที่เรียกว่า "ด้ามง้าว" ซึ่งมักจะหุ้มด้วยปลอกสำริดหรือเหล็กถักเป็นข้อ ๆ เพื่อความแข็งแรงและป้องกันการถูกฟันด้ามขาด ในทางมานุษยวิทยา ง้าวไม่ได้เป็นเพียงอาวุธร้ายแรงในกองทัพขุนหลวงและแม่ทัพชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังเป็น "เครื่องราชูปโภค" หรือสิ่งมงคลในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีฟ้อนผีผา หรือพิธีสรงน้ำชำระศัสตราวุธประจำเมือง

    [29] ปั๊บสาหรือพับสา เป็นสมุดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวจนกลายเป็นเอกสารของชาวล้านนา ที่มีความสำคัญรองจากคัมภีร์ใบลาน พับสา ทำขึ้นจากต้นปอสา หากทำจากต้นข่อย จะเรียกชื่อว่า สมุดข่อย ในการทำสมุดมักทำความหนาและความกว้างให้เพียงพอต่อการบันทึกข้อความ พับสา แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่
     ๑. พับสาลั่น มีลักษณะเป็นกระดาษสาแบบยาว พับซ้อนกันไปมาเป็นขั้น ๆ วิธีใช้ คือ เปิดพับขึ้นไปทีละด้าน สามารถบันทึกข้อความได้ทั้งสองด้าน มักทาเคลือบปกด้วยยางรักสีดำทั้งด้านหน้าปกและด้านหลังตัวเล่ม ขนาดตัวเล่ม ความกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว ความยาวไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้ว ทำให้สามารถบันทึกข้อความได้ประมาณ ๕ - ๘ บรรทัด
     ๒. พับสาก้อม มีลักษณะไม่ต่างจากพับสาลั่นนัก แต่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากพับสาก้อมมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าพับสาลั่น โดยมีความกว้างประมาณ ๓ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว แต่ละหน้าสามารถบันทึกได้ สูงสุด ๕ บรรทัด
     ๓. พับหัว ใช้การเย็บหน้ากระดาษด้วยเชือกปอหรือฝ้ายในส่วนหัวของตัวเล่ม ทำให้มีลักษณะคล้ายสมุดฉีกในปัจจุบัน สามารถเปิดอ่านได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน คือ เปิดขึ้นไปด้านบนโดยตลอด พับหัวมีหลายขนาด ส่วนมากมักมีความกว้าง ๕ นิ้วหรือความยาวมากกว่า ๕ นิ้ว พับหัวจึงบันทึกได้หลายบรรทัดขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวเล่ม
     การใช้ประโยชน์จากพับสานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกของชาวบ้าน ซึ่งบันทึกข้อความที่เป็นตำนานความเชื่อ ไสยศาสตร์ ยันต์ คาถา ตำรา และมีเพียงส่วนน้อยที่บันทึกเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น คำถวายทานต่าง ๆ หรือกรรมฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน  

     

    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359