บทที่ 11 หลินชี่หยางท้าทายอำนาจ
หวังเฉิงเดินเข้ามาในห้อง เห็นลูกชายทรุดลงคุกเข่าอยู่บนพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ไอ้ชั้นต่ำ! แกกล้าดียังไงถึงได้บังคับให้ลูกชายฉันคุกเข่า!"
เสียงะโดังลั่น หวังเฉิงโมโหจนหนวดสั่น ทุกคนในห้องต่างสั่นสะท้าน
แต่หลังจากใไปแล้ว หลายคนกลับนึกหัวเราะในใจ หลินชี่หยางไม่ใช่หรือที่เคยหยิ่งผยองไม่เห็นหัวพวกเขา?
จ้าวหนิงซีใบหน้าซีดเผือด ถึงแม้เมื่อคืนหลินชี่หยางจะทำให้เธอทึ่ง แต่วันนี้กลับบังคับให้หวังฉางคุกคำนับตน นี่มันหาเื่ใหญ่แล้ว!
จ้าวหนิงซีบีบแขนเสื้อแน่น มองหลินชี่หยางด้วยความผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ดื้อรั้นแบบนี้นะ
บรรยากาศในห้องอึดอัด หวังฉางลุกขึ้นโดยจับหัวไว้ ไม่รู้ว่าหลินชี่หยางใช้แรงมากแค่ไหน หัวของเขามีก้อนนูนถึงสามก้อน ใบหน้าบิดเบี้ยว "พ่อ ช่วยลูกด้วย!"
"ไปให้พ้นหน้าพ้นตาฉันซะ ไอ้คนไม่ได้เื่!"
ถึงแม้หวังฉางจะเป็ผู้สืบทอดตระกูลหวัง แต่หวังเฉิงก็ไม่ได้เป็ห่วงที่เขาโดนตีสักเท่าไร สิ่งที่เป็ห่วงคือศักดิ์ศรีของตัวเอง ศักดิ์ศรีของตระกูลหวังทั้งหมดที่ถูกดูิ่
"หลินชี่หยาง ใครให้แกมีหน้ามายุ่งกับคนตระกูลหวังฉัน?"
"ตระกูลหวัง? ใต้หล้านี้มีตระกูลหวังเยอะแยะ หวังไหนล่ะของนาย?"
"แก..."
ไขมันบนใบหน้าของหวังเฉิงสั่นระริก กล้าดียังไงพูดว่าไม่รู้จักเขาหวังเฉิง ตลก! นี่มันตลกที่สุดในใต้หล้าแล้ว!
แต่ไม่นาน เขาก็หัวเราะเยาะออกมา "ได้! หลินชี่หยาง ไอ้ขี้ข้า ในเมื่อแกกล้าหยิ่งผยองได้ขนาดนี้ งั้นดี วันนี้ผู้ถือหุ้นทุกคนอยู่ที่นี่ ใครเต็มใจจะอยู่ข้างฉันหวังเฉิง ก็เข้ามา!"
ผู้ถือหุ้นในห้องมองหน้ากัน แล้วก็เข้าไปยืนด้านหลังหวังเฉิงกันหมด
ใครจะไม่รู้จักฉายาของหวังเฉิงที่เรียกว่าหวังลอกหนัง? นั่นคือเขาจะลอกหนังพวกเขาจริง ๆ ส่วนหลินชี่หยางนี่ เฮอะ...ก็แค่ไอ้ขี้ข้า!
ไม่รู้ว่าเส้นประสาทเส้นไหนของเขาผิดปกติไป ถึงกล้าลงมือกับคนของตระกูลหวัง เบื่อที่จะหายใจต่อแล้วหรือไง?
หลี่จงมีสีหน้าที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปห้ามปราม เมื่อคืนนี้หลินชี่หยางใช้วิชาเดียวก็จัดการศัตรูได้ พลังของเฮยเตี้ยนนั้นใครบ้างไม่รู้?
คนพวกนี้ช่างอยากตายจริงๆ
"หลินชี่หยาง เห็นหรือยัง? ตระกูลหวังของฉันสืบทอดกิจการมานานนับพันปี หยั่งรากลึกลงในเมืองไห่เฉิงนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ ใส่หน้าฉันหรอก! ถ้าแกยังมีสติอยู่ล่ะก็ คุกเข่าลงมา กราบฉันซะ บางทีฉันอาจจะไว้ชีวิตพวกแกตระกูลจ้าว! ไม่อย่างนั้น..."
"ปู๊ด~"
เสียงแหลมเจ็บแก้วหูดังขึ้นในห้อง ขัดจังหวะคำพูดของหวังเฉิง
หลินชี่หยาง ยื่นก้นออกมา ปล่อยลมเหม็น ลูบท้องแล้วพูดยิ้มๆ "โล่งอก!"
ทุกคนในห้องรีบปิดจมูก ช่างน่ารังเกียจ!
แต่ใบหน้าของหวังเฉิงกลับดำเหมือนก้นหม้อ "แก...แกกล้าดูถูกฉัน!"
ใครที่มีตาดูก็รู้ หลินชี่หยาง้าบอกหวังเฉิงว่า คำพูดของเขาก็แค่ลมปี๊ด!
"ในเมื่อแกอยากตายขนาดนี้ ฉันจะช่วยให้แกสมใจ!"
"เดี๋ยวก่อน!" จ้าวหนิงซี รีบก้าวเข้ามาขวางระหว่างพวกเขา จ้องมองหลินชี่หยาง "นายน่ะเงียบไปเลย"
"ลุงหวัง เห็นแก่หน้าพ่อแม่ของหนูเถอะ ไว้ชีวิตเขาสักครั้ง เขาเป็แบบนี้แหละ ชอบหาเื่ ลุงหวัง เงินที่ลุง้า หนูจะให้เพิ่มเป็สองเท่า ลุง..."
ตระกูลจ้าวตอนนี้ตกต่ำแล้ว การให้เงินหวังเฉิงเพิ่มเป็สองเท่า ก็เหมือนเอาน้ำแข็งไปวางบนหิมะ แต่เธอกลัวอะไรบางอย่างโดยไม่ทราบสาเหตุ กลัวที่จะสูญเสียผู้ชายคนนี้ไป
หลินชี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ในความทรงจำของเขา นอกจากเมื่อคืนนี้แล้ว เขากับจ้าวหนิงซีดูเหมือนจะไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเนื้อหนังมังสากันเลย เพื่อเขา ผู้หญิงคนนี้ถึงกับยอมจ่ายเงินให้หวังเฉิงเพิ่มเป็สองเท่า...
ผู้คนรอบข้างหัวเราะเยาะ ดูเหมือนว่าหลินชี่หยางนี่ก็เป็แค่ขยะ ขยะที่ต้องพึ่งผู้หญิงคอยหนุนหลัง ในเมื่อจัดการได้ง่ายขนาดนี้ พวกเขาก็มีความมั่นใจ กำหมัดเตรียมพร้อมที่จะแบ่งส่วนแบ่ง
"คุกเข่าลงซะ!"
หวังเฉิงหัวเราะเ็า มองไปที่จ้าวหนิงซี
อะไรนะ?
จ้าวหนิงซี เบิกตากว้างด้วยความใ
"ต้องให้ฉันพูดอีกรอบหรือไง? ถ้าเธอคุกเข่าลง ขอโทษฉัน บางทีฉันอาจจะปล่อยเขาไปก็ได้นะ!"
จ้าวหนิงซีเป็สาวงามระดับท็อปของเมืองไห่เฉิง การที่ได้เห็นสาวงามขนาดนี้คุกเข่าลงตรงหน้า เหมือนสุนัขที่คอยเลียรองเท้าของเขา...
แค่คิดแววตาของหวังเฉิงก็เต็มไปด้วยความโลภ
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาไม่มีใครก้าวออกมาห้ามปราม ต่างคนต่างก็รอคอยที่จะเห็นจ้าวหนิงซีคุกเข่าลงกับพื้น
เพราะเธอเป็สาวงามอันดับหนึ่งของเมืองไห่เฉิง และเพราะเธอเป็คนเ็า พวกเขาอยากเห็นสีหน้าของเธอตอนที่คุกเข่าจริง ๆ
อกของจ้าวหนิงซีสะท้อนขึ้นลง น้ำตาไหลออกมาจากหางตา
เธอกัดฟัน หายใจลึก ๆ "ถ้าฉันคุกเข่าลง คุณจะปล่อยเขาจริง ๆ ใช่ไหม?"
"แน่นอน!"
"ได้! ฉันจะคุกเข่า!"
จ้าวหนิงซี รู้สึกราวกับหัวใจกำลังตาย แต่เพื่อครอบครัวนี้ เพื่อความปรารถนาสุดท้ายของคุณปู่ เธอก็ต้องอดทน!
แต่ในดวงตาของหลินชี่หยางกลับมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนมันจะกลายเป็ความดุร้าย
ท่ามกลางสายตาของกลุ่มคนที่กำลังรอคอยอย่างสะใจให้จ้าวหนิงซีคุกเข่าลงไป วินาทีที่จ้าวหนิงซีกำลังจะคุกเข่าลงไปเพื่อเขา หลินชี่หยางก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คว้าตัวจ้าวหนิงซีไว้และดึงเธอขึ้นมา
"นาย..."
จ้าวหนิงซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในตอนนี้หลินชี่หยางมีออร่าอันทรงพลังที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รับรู้ได้ว่ามันกำลังแผ่ออกมา เมื่อเขาประคองเธอไว้ในชั่วพริบตานั้น ทำให้เธอรู้สึกอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัวอย่างประหลาด แต่ก็รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
"คนสวย ตราบใดที่ฉันยังอยู่ เธอไม่ต้องไปอ้อนวอนใครทั้งนั้น!"
หลินชี่หยางประคองเธอไว้ พยักหน้าให้เธอในขณะที่ดวงตามองลึกไปในแววตาของอีกคน ในตอนนั้น แม้แต่จ้าวหนิงซีเองก็ยังััได้ว่าว่าผู้ชายคนนี้ดุร้ายราวกับหมาป่า แต่ก็ดูเหมือนจะปกป้องเธอได้...
หญิงสาวกัดริมฝีปากแดงของเธอ น้ำตาไหลซึมแต่ในหัวของเธอกลับว่างเปล่า
"เ้าหนุ่ม! แกอย่าได้ถือดีนัก..."
หวังเฉิงโมโหจนหน้าเขียวไปหมด หลินชี่หยาง กล้าดียังไงมาขัดขวางเื่ดี ๆ ของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างหาเื่ตายชัด ๆ!
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
"อ๊ากกก!"
ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นหวังเฉิงคุกเข่าลงกับพื้นแล้ว
เข่าทั้งสองข้างของเขากระแทกลงบนพื้นหินอ่อนจนเป็รอยบุ๋มลึก ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตไหลอาบตามขมับ
เพียงกลืนน้ำลาย...
เสียงกลืนน้ำลายดังสรวลภายในห้อง
นี่มันพื้นหินอ่อนนะ แต่กลับถูกกระแทกจนแตกละเอียดได้ แบบนี้เข่าของเขาจะยังปกติดีอยู่ได้อีกหรอ?
ดูเหมือนว่า...
เมื่อครู่พวกเขาเห็นเพียงเงาร่างเลือนรางของหลินชี่หยางผ่านหน้าไป แต่เมื่อพวกเขาขยี้ตาแรง ๆ กลับเห็นว่าหลินชี่หยางยังคอยประคองจ้าวหนิงซีอยู่ดังเดิม ดวงตาคู่นั้นเ็าผิดดุจน้ำแข็ง ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวะเื
หลินชี่หยางละมือจากสาวงามข้างกาย เดินเข้ามา แล้วคว้าผมของหวังเฉิงก่อนกระชากขึ้น "รู้สึกดีไหม?"
"อ๊าก!"
นอกจากเสียงกรีดร้องราวกับหัวใจจะขาดแล้ว หวังเฉิงพูดอะไรไม่ออกสักคำ
หลินชี่หยางดึงผมของเขาราวกับจะดึงหนังศีรษะของเขาออก เจ็บจนหางตากระตุก
"ฉันให้เวลานายสิบวินาที รีบไสหัวไป ไม่อย่างนั้น สิ่งต่อไปที่จะขาดคือหัวของนาย"
พูดจบ เขาก็ยกเท้าเตะอกหวังเฉิงอย่างแรง หวังเฉิงกลิ้งไปหลายตลบ กลิ้งออกไปนอกห้อง
หลินชี่หยางจึงปัดไม้ปัดมือไล่ฝุ่น จากนั้นก็วาดตามองคนในห้อง "หวังเฉิงไปแล้ว แล้วพวกนายล่ะ จะเอายังไงต่อ?"
ในห้องโถงใหญ่นี้ แรงกดดันมหาศาลเกิดขึ้นในทันที คนพวกนั้นที่เมื่อครู่ยังหัวเราะเสียงดังกลับไม่มีใครหัวเราะออกอีกเลย...