ใครๆ ก็บอกว่าผมเป็คนไร้หัวใจ
ในสายตาของคนอื่น 'คิริน' นักศึกษาชั้นปีที่สี่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเครื่องกล คือผู้ชายที่แสนจะเ็า หยิ่งยโส และเข้าถึงยากที่สุดในมหาวิทยาลัย ใบหน้าที่มักจะเรียบตึงเป็เส้นตรง ั์ตาสีเข้มที่จ้องมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความไร้อารมณ์ และคำพูดที่นับคำได้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาตีสนิทหรือวุ่นวายกับชีวิตผมมากนัก
ผมพอใจกับภาพลักษณ์นั้น มันช่วยกันพวกน่ารำคาญออกไปจากชีวิตได้เยอะ ทำให้ผมมีเวลาโฟกัสกับการเรียน ธุรกิจของครอบครัว และการใช้ชีวิตในแบบที่ผม้า
จนกระทั่ง... ผมได้เจอกับ 'เขา'
ย้อนกลับไปเมื่อ่ต้นเทอมของการเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษา ในวันรับน้องรวมของมหาวิทยาลัย ท่ามกลางนักศึกษาปีหนึ่งนับพันคนที่นั่งเรียงแถวกันอยู่กลางสนามฟุตบอลที่ร้อนอบอ้าว รุ่นพี่หลายคนกำลังะโสั่งการด้วยเสียงอันดัง น่ารำคาญและวุ่นวายสุดๆ ผมซึ่งถูกบังคับให้มานั่งเป็สตาฟฟ์คุมแถว ได้แต่นั่งหน้านิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ มองภาพความวุ่นวายนั้นด้วยความเบื่อหน่าย
แต่แล้ว สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับเด็กผู้ชายคนหนึ่งในแถวของคณะอักษรศาสตร์
เด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน ผิวขาวจัดจนแทบจะเรืองแสงได้เมื่อกระทบกับแสงแดด ใบหน้าหวานที่ขัดกับสรรพนาม 'เด็กผู้ชาย' กำลังงองุ้มด้วยความหงุดหงิด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็โบว์ ริมฝีปากบางสีพีชขยับมุบมิบบ่นกระปอดกระแปดตลอดเวลา ในขณะที่มือเล็กๆ ก็พยายามพัดวีตัวเองด้วยสมุดเล่มบางเพื่อคลายร้อน
เขาดูขัดใจกับทุกสิ่งรอบตัว ดูดื้อรั้น ไม่ยอมคน และขี้หงุดหงิดเป็ที่สุด
แต่สำหรับผม... ภาพนั้นมันกลับ 'โคตรน่ารัก'
วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงะโของรุ่นพี่หรือเสียงโห่ร้องของเฟรชชี่คนอื่นหายไปจากโสตประสาท ผมได้ยินแต่เสียงก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายที่มันเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ผมแอบมองเขาตลอดทั้งกิจกรรม แอบยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเขาแอบเบ้ปากใส่รุ่นพี่ที่ทำตัวกร่าง แอบขำตอนที่เขาพยายามจะหลบแดดด้วยการมุดไปอยู่หลังเพื่อนตัวโต ผมจดจำทุกรายละเอียดของเขาเอาไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว
'ต้นหนาว' คือชื่อของเด็กดื้อคนนั้น
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา ผมก็กลายเป็คนโรคจิตที่คอยแอบตามดูชีวิตของต้นหนาวเงียบๆ ผมรู้ว่าเขาชอบกินอะไร ชอบไปนั่งอ่านหนังสือที่ไหน และมักจะบ่นเื่อะไรให้เพื่อนสนิทฟังบ้าง ผมใช้คอนเนคชั่นทั้งหมดที่มีในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็เพื่อนต่างคณะ หรือรุ่นน้องที่ผมเคยช่วยติวหนังสือให้ เป็สายสืบรายงานความเคลื่อนไหวของต้นหนาวให้ผมฟัง
ผมอยากเข้าไปทำความรู้จัก อยากเข้าไปอยู่ใกล้ๆ อยากจับแก้มกลมๆ ที่มักจะพองลมเวลาเ้าตัวงอนนั่นมาฟัดให้ช้ำ แต่ด้วยภาพลักษณ์ 'เสือยิ้มยาก' ที่ผมสร้างขึ้นมา ประกอบกับท่าทีของต้นหนาวที่ดูจะไม่ชอบพวกรุ่นพี่ขี้เก๊ก (ซึ่งผมก็ดันตรงสเปกคนที่เขาเกลียดพอดี) ทำให้ผมต้องคอยรักษาระยะห่าง เอาแต่มองเขาจากที่ไกลๆ มาตลอด
จนกระทั่งโอกาสทองหล่นทับผมในเย็นวันนี้
"เฮียคิรินครับ มีเื่ด่วนรายงานครับ"
เสียงข้อความไลน์จาก 'ไอ้เต้' รุ่นน้องปีสองที่เช่าหอพักอยู่ตึกเดียวกับต้นหนาวเด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ของผม
ผมที่กำลังนั่งจิบกาแฟดำและอ่านเอกสารหุ้นอยู่ที่โซฟาในเพนต์เฮาส์สุดหรูของตัวเอง ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดเข้าไปอ่าน
'หอพักไอ้หนาวท่อประปาแตกครับเฮีย น้ำท่วมห้องมันเละเทะไปหมด แถมไฟยังมาดับทั้งตึกอีก ตอนนี้มันกำลังสติแตกโวยวายใหญ่เลยครับ เห็นว่ากำลังโทรหาเพื่อนหาที่นอนคืนนี้อยู่'
ข้อความนั้นทำให้ผมชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ริมฝีปากที่เคยกดลึกเป็เส้นตรงจะค่อยๆ ยกย่องอขึ้นเป็รอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ถ้าใครมาเห็นคงต้องขนลุกซู่ เพราะมันเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และแผนการร้ายกาจ
หอน้ำท่วม? ไม่มีที่นอน?
นี่มัน์ทรงโปรดชัดๆ!
สมองอันชาญฉลาดของนักศึกษาวิศวะอย่างผมประมวลผลอย่างรวดเร็ว ผมรู้ว่าเพื่อนสนิทที่ต้นหนาวมักจะพึ่งพาเสมอคือ 'ไอ้บาส' ซึ่งโชคดีที่ไอ้บาสคนนี้ ดันเป็รุ่นน้องร่วมภาควิชาของผม และที่สำคัญ... มันติดหนี้บุญคุณผมเื่ที่ผมเคยช่วยแก้โค้ดโปรเจกต์ให้มันผ่านตอนปีหนึ่ง
แผนการ 'ล่ารูมเมต' จึงถูกร่างขึ้นมาในหัวผมอย่างรวดเร็ว ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาไอ้บาสทันที
(ฮะ... ฮัลโหลครับ พี่คิริน มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ) เสียงของปลายสายสั่นเล็กน้อย บ่งบอกว่ามันกำลังใและเกรงกลัวผมอยู่ไม่น้อย
"กูมีเื่ให้มึงช่วยหน่อย บาส"
ผมกรอกเสียงเรียบนิ่งและดุดันลงไปตามสาย เพื่อคงคอนเซปต์รุ่นพี่สุดโหดเอาไว้
(คะ... ครับพี่ สั่งมาได้เลยครับ)
"เพื่อนมึง... ต้นหนาว กำลังหาที่นอนใช่ไหม"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง คงกำลังช็อกที่ผมรู้จักชื่อเพื่อนสนิทของมัน (ชะ... ใช่ครับ พี่รู้ได้ไงเนี่ย หอมันเพิ่งน้ำท่วมเมื่อกี้นี้เอง มันกำลังโทรมาโวยวายกับผมอยู่เลย)
"กูรู้ก็แล้วกัน"
ผมตอบปัดๆ ไม่อยากอธิบายอะไรยาว
"มึงบอกมันไปว่า กู... กำลังหารูมเมตมาแชร์ค่าคอนโด คอนโดกูอยู่ใกล้บีทีเอส ใกล้มอ ให้มันมาอยู่ที่นี่"
(ห๊ะ! พี่คิรินเนี่ยนะครับหารูมเมต? แต่... แต่ไอ้หนาวมันไม่ชอบอยู่กับรุ่นพี่นะครับพี่ มันโลกส่วนตัวสูงมาก ผมว่ามันคงไม่ยอม...)
"มึงก็หาวิธีพูดให้มันยอมสิวะ"
ผมกดเสียงต่ำลง เพิ่มความกดดันเข้าไปอีก
"บอกมันว่าห้องกว้างมาก ต่างคนต่างอยู่ ไม่วุ่นวาย ค่าเช่ากูคิดแค่ค่าน้ำค่าไฟพอ บอกไปว่ากูรวย กูแค่เหงา... เอ้ย แค่อยากหาคนมาช่วยแชร์ขำๆ เข้าใจไหม"
(ตะ... แต่ว่า...)
"ถ้ามึงทำให้ต้นหนาวมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ โปรเจกต์จบปีสี่ของมึง... มึงเตรียมตัวหาที่ปรึกษาใหม่ได้เลย กูจะไปคุยกับอาจารย์ให้เอง"
ผมงัดไม้ตายขึ้นมาขู่ ซึ่งผมรู้ดีว่าสำหรับเด็กวิศวะแล้ว โปรเจกต์จบคือความเป็ความตายของชีวิต
(เชี่ย! อย่านะพี่! โอเคๆ ผมยอมแล้ว ผมจะเกลี้ยกล่อมไอ้หนาวให้มาอยู่กับพี่ให้ได้ พี่รอรับโทรศัพท์ผมเลยนะ!) ไอ้บาสร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบวางสายไปเพื่อไปจัดการตามคำสั่งของผม
ผมโยนโทรศัพท์ลงบนโซฟา เอนหลังพิงพนักนุ่มๆ อย่างอารมณ์ดี ความตื่นเต้นที่ถูกกดทับไว้ภายในเริ่มปะทุขึ้นมาจนผมแทบจะนั่งไม่ติดที่
อีกไม่กี่ชั่วโมง... ต้นหนาวกำลังจะมาอยู่ที่นี่ ในอาณาจักรของผม!
ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเพนต์เฮาส์ที่กว้างขวางเกินกว่าจะอยู่คนเดียว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นเกาะ เพราะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ทุกสัปดาห์
แต่เดี๋ยวก่อน... ถ้าผมให้ต้นหนาวมาอยู่ เขาต้องขอแยกไปนอนห้องนอนเล็กแน่ๆ ซึ่งห้องนอนเล็กมันก็กว้างพอๆ กับห้องนอนหลักของหอพักทั่วไปเสียด้วยซ้ำ ขืนเป็แบบนั้น แผนการที่จะได้ใกล้ชิดกับเด็กดื้อของผมก็พังไม่เป็ท่าสิ
คิดได้ดังนั้น ผมก็เดินตรงไปยังห้องนอนเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องนอนหลักของผม จัดการล็อกประตูด้วยกุญแจอย่างแ่า จากนั้นก็เดินไปที่ตู้ควบคุมระบบน้ำของห้อง จัดการปิดวาล์วน้ำในห้องน้ำของห้องนอนเล็กซะ
'ท่อน้ำรั่ว ช่างกำลังซ่อม' นี่คือข้ออ้างสุดคลาสสิกที่ผมเตรียมไว้ตอบคำถามของต้นหนาว
แค่นี้... เด็กดื้อก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องมานอนบนเตียงคิงไซส์หนานุ่ม... ในห้องนอนของผม
ผมยิ้มร้ายให้กับตัวเองในกระจกบานใหญ่ รู้สึกพอใจกับแผนการที่ตัวเองวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จากนั้นผมก็เดินกลับไปที่ห้องนอนหลัก จัดการเก็บกวาดข้าวของส่วนตัวที่ดูรกหูรกตา (ซึ่งแทบจะไม่มี) ให้เข้าที่เข้าทาง เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนเป็ชุดใหม่เอี่ยมสีเทาเข้มที่ซักด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นที่ผมชอบที่สุด ฉีดสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นโอเชียนมินต์จางๆ ให้ห้องดูสดชื่น
ผมตั้งใจจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อต้อนรับ 'ว่าที่รูมเมต' อย่างดีที่สุด โดยไม่ลืมที่จะเว้นพื้นที่ว่างในตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งไว้ให้เขาด้วย
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น หน้าจอโชว์ชื่อของไอ้บาส
ผมกระแอมไอเบาๆ ปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้กลับมาเป็ 'คิรินคนเดิม' ก่อนจะกดรับสาย
"ว่าไง"
(สำเร็จแล้วครับพี่คิริน ไอ้หนาวมันยอมไปอยู่กับพี่แล้วครับ ตอนนี้มันกำลังเก็บของอยู่ คงจะออกไปโบกแท็กซี่เดี๋ยวนี้แหละครับ) น้ำเสียงของไอ้บาสดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด (ผมทำตามที่พี่สั่งทุกอย่างแล้วนะครับ โปรเจกต์ผมปลอดภัยแล้วใช่ไหมพี่!)
"เออ ดีมาก ขอบใจ"
ผมตอบสั้นๆ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งโดยที่ปลายสายไม่มีทางเห็น
"แล้วมึงบอกมันไปว่าไงบ้าง"
(ผมก็บอกว่าพี่ใจดี ไม่เื่มาก ให้มันมาอยู่ฟรียังได้เลย! แล้วผมก็บอกว่าพี่แอบเหงา เลยอยากหาคนมาอยู่เป็เพื่อน ฮ่าๆๆ!)
ไอ้เด็กเวร! ผมสบถในใจ ใครใช้ให้มันไปแต่งเติมเื่จนผมดูเป็คนขี้เหงาแบบนั้นวะ แต่ก็ช่างเถอะ ขอแค่ผลลัพธ์มันออกมาตามที่ผม้าก็พอแล้ว
"เออ ช่างเถอะ แค่นี้แหละ กูจะเตรียมตัวรับแขก"
ผมตัดบทแล้วกดวางสายทันที ไม่อยากฟังมันพล่ามอะไรต่อ
ผมกำโทรศัพท์ในมือแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และคาดหวัง ผสมปนเปกันไปหมดจนผมต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์
'ใจเย็นไว้คิริน มึงต้องคีพลุค มึงคือรุ่นพี่จอมดุ ห้ามแสดงอาการดีใจออกหน้าออกตาเด็ดขาด' ผมท่องประโยคนี้ในใจซ้ำๆ หน้ากระจก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึง เ็า และดูไร้อารมณ์เหมือนเดิม
เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของผม ผมเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่น หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านก็ไม่รู้เื่ เปิดทีวีดูก็ไม่เข้าหัว จิตใจมันจดจ่ออยู่แต่กับเด็กดื้อที่กำลังเดินทางมา
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะสี่ทุ่มครึ่ง
ผมเดินไปหยุดอยู่ที่ริมระเบียงกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์ชั้นยี่สิบห้า ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่บนถนนเส้นหลักตัดกับแสงไฟจากตึกสูงรอบด้าน ดูวุ่นวายแต่น่าหลงใหล
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมมากที่สุด ไม่ใช่วิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร แต่เป็ร่างเล็กๆ ของใครบางคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถแท็กซี่สีชมพูจืดชืด แล้วมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหน้าทางเข้าคอนโดของผม
ต้นหนาว
เขามาแล้ว
แม้จะมองจากความสูงชั้นยี่สิบห้า แต่ด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับพญาเหยี่ยวของผม (บวกกับความลำเอียงที่โฟกัสแค่เขาคนเดียว) ผมก็สามารถจำรูปร่างที่คุ้นตานั้นได้อย่างแม่นยำ
เด็กดื้อของผมอยู่ในชุดนักศึกษาที่ดูหลุดลุ่ย กางเกงยีนส์สีซีดที่ดูเหมือนจะเปียกน้ำไปครึ่งค่อนตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็ทรง ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางใบย่อมและเป้สะพายหลังใบใหญ่ เขายืนแหงนหน้ามองตึกสูงด้วยท่าทางตื่นตะลึง มือเล็กๆ ยกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะค่อยๆ ลากกระเป๋าเดินเข้ามาในเขตคอนโดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ท่าทางกระวนกระวายและหวาดระแวงเหมือนลูกแมวหลงทางนั่น ทำให้ผมต้องหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
"น่ารักชะมัด"
ผมพึมพำกับตัวเอง สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างเล็กที่เดินเข้าไปหยุดยืนรออยู่ที่หน้าล็อบบี้ รปภ. หันมามองเขาด้วยความสงสัย แต่เขาก็ทำหน้าดุสู้ กลับเป็ฝ่าย รปภ. ซะอีกที่ต้องรีบหลบตา
แค่เห็นความดื้อรั้นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ผมก็แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้แกล้ง ได้ปั่นหัว และได้เด็กคนนี้
ผมยืนมองเขาอยู่แบบนั้น ปล่อยให้เขายืนรอด้วยความตื่นเต้นและหวั่นใจไปก่อนสักพัก ให้เวลาเขาได้ซึมซับบรรยากาศความหรูหราที่เขาไม่คุ้นเคย และให้เวลาตัวเองได้ซึมซับชัยชนะที่กำลังจะมาถึง
หนูเดินเข้ามาติดกับดักของพี่เองนะ ต้นหนาว
และพี่สัญญา... ว่าพี่จะไม่มีวันปล่อยหนูออกไปจากกรงทองของพี่เด็ดขาด
ผมกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและการที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันแสนเ็า
ผมหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในห้อง จัดการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำที่สวมอยู่ออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกขาวและไหปลาร้าที่ผมรู้ดีว่าเป็จุดดึงดูดสายตา ฉีดน้ำหอมกลิ่นสปอร์ตโปรดของตัวเองซ้ำอีกครั้งที่หลังใบหูและข้อมือ เช็กความเรียบร้อยหน้ากระจกเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้องตรงไปยังลิฟต์
เกมไล่จับหนู... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!