เมื่อคนในศาลาเห็นกลุ่มคนทั้งสามเดินเข้ามาจึงลุกขึ้นยืน ิเจ๋อหันไปทางโจวหลิงเอ๋อร์พร้อมประสานมือคารวะ “เป็เกียรติยิ่งนักที่ผู้าุโมาเยือนถึงที่ ขออภัยหากผู้แซ่ิไม่ได้ให้การต้อนรับที่ดีนัก” จากนั้นจึงผายมือเชิญโจวหลิงเอ๋อร์ไปยังโต๊ะน้ำชา
เซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้เห็นดังนั้นจึงเดินไปยืนอยู่ข้างหลังิเจ๋อและผู้าุโเฉิน
โจวหลิงเอ๋อร์ยอบกายขอบคุณครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะน้ำชา
ิเจ๋อเห็นสตรีชุดขาวยังไม่นั่ง จึงหันไปสังเกตบุคคลทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลังโจวหลิงเอ๋อร์
คนหนึ่งเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีท่าทางเป็มิตรดูสุขุม อีกคนเป็สาวน้อยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลิวจื่ออี้ หน้าตาสะอาดสะอ้านงดงามมีความน่าเอ็นดู ท่าทางอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ทั้งคู่สวมเครื่องแต่งกายไม่เหมือนศิษย์ของสำนักวสันต์เขียวทั่วไป อีกทั้งยังห้อยป้ายหยกสีครามสลักอักษร ปี้ (碧) ไว้ที่เอว
ิเจ๋อเห็นดังนั้นจึงผายมือไปยังทั้งคู่ก่อนเอ่ยถาม “ทั้งสองท่านนี้คือ...”
โจวหลิงเอ๋อร์เบี่ยงตัวเล็กน้อยก่อนจะแนะนำ “คือปี้อวิ๋นหลานและปี้ชิงเหยา บุตรชายคนรองและบุตรสาวของเ้าสำนักวสันต์เขียวในปัจจุบัน ท่านเ้าสำนักให้ทั้งคู่ออกนอกเมืองหลวงเดินทางไกลเป็ครั้งแรก ข้ามีกิจธุระพอดี จึงถือโอกาสเป็ผู้ปกป้องมรรคาให้พวกเขาระหว่างเดินทาง”
ชายหนุ่มที่สะพายกระบี่ประสานมือคารวะ “ปี้อวิ๋นหลาน ศิษย์สายตรง เป็ผู้ฝึกกระบี่”
หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงประสานมือคารวะตาม “ปี้ชิงเหยา ศิษย์สายตรงของพี่หญิงโจว”
ิเจ๋อเลิกคิ้วก่อนคารวะตอบ “ิเจ๋อ พ่อค้าธรรมดาไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง” ก่อนผายมือไปด้านหลัง
“ผู้าุโท่านนี้คือเฉินเวินอวี้ เป็ที่ปรึกษาของข้า ส่วนแม่นางตรงนี้คือหลานข้า ชื่อหลิวจื่ออี้กับสหายของนาง เซิ่งมู่”
โจวหลิงเอ๋อร์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนหย่อนกายลงนั่งที่โต๊ะน้ำชาเป็คนแรก ตามด้วยิเจ๋อและคนอื่นๆ ที่นั่งลงตามๆ กัน
เซิ่งมู่ที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลังิเจ๋อและเฉินเวินอวี้ อาศัยจังหวะนี้โน้มตัวไปกระซิบถามหลิวจื่ออี้ด้วยความสงสัย “ใช่สำนักวสันต์เขียวจากชิงอวิ๋นหรือเปล่า?”
หลิวจื่ออี้พยักหน้ายืนยันคำถามจากเซิ่งมู่ เซิ่งมู่จึงถามย้ำ “แล้วเ้ารู้จักผู้าุโท่านนี้ไหม?”
หลิวจื่ออี้ปรายตามามองพลางเลิกคิ้ว “นี่เ้าถึงขั้นสนใจสาวงามกับเขาด้วยเหรอ?”
เซิ่งมู่ขมวดคิ้ว “ข้าแค่อยากรู้เฉยๆ”
หลิวจื่ออี้กรอกตาเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายกับเซิ่งมู่ “นางค่อนข้างมีชื่อเสียงในชิงอวิ๋นพอสมควร ว่ากันว่าเป็นักบำเพ็ญพเนจรที่บรรลุเต๋าได้ก่อนอายุร้อยปี สำนักวสันต์เขียวจึงเสนอตำแหน่งผู้าุโของสำนักให้ แต่ที่โด่งดังยิ่งกว่าคือเื่ความงดงาม นางถูกขนานนามว่า ธิดา์แห่งชิงอวิ๋น เทียบเคียงกับธิดา์อีกสองคนจากชิงเหอและชิงซาน”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงพยักหน้าอย่างชื่นชม ทว่าทันใดนั้นเขากลับสบเข้ากับสายตาของโจวหลิงเอ๋อร์ที่หันมายิ้มอ่อนโยนให้พอดี เซิ่งมู่จึงสะดุ้งรีบหันกลับมาหาหลิวจื่ออี้ “นางได้ยินที่เราคุยกันหรือเปล่า?”
หลิวจื่ออี้ตอบกลับ “ผู้ฝึกตนระดับนั้น บทสนทนาเพียงเท่านี้ย่อมได้ยินเป็ธรรมดา หากยิ่งฝึกสูงการรับรู้จะยิ่งสูงตาม แต่เ้าไม่ต้องกังวลไปเพราะการกระจายััการรับรู้แบบนั้นจะใช้เมื่อเดินทางหรือระวังภัย ไม่มีทางมาได้ยินบทสนทนาของเราในตอนนี้แน่ หากทำแบบนั้นจริงผู้าุโเฉินคงไม่อยู่เฉยหรอก”
เซิ่งมู่จึงทำหน้างงงย “แล้วทำไมนางมองข้าแบบนั้น” หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินจึงทำหน้าไม่พอใจก่อนจะหันมาสบตาเซิ่งมู่ “ก็ดูท่าทางของเ้าสิ อาการนบ่งบอกหมดแล้วว่ากำลังคุยเื่อะไร คนเขาไม่รู้สิแปลก! หากเ้าออกไปท่องนอกเมืองเล็ก หัดเก็บท่าทางให้ดีกว่านี้หน่อยเถอะ!”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินเกาหัวยิ้มแห้งๆ ก่อนจะแอบประสานมือทำท่าขออภัยไปทางโจวหลิงเอ๋อร์ลับๆ
โจวหลิงเอ๋อร์ที่เห็นจึงเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ
“ท่านพี่โจว เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ปี้ชิงเหยาที่เห็นท่าทางของโจวหลิงเอ๋อร์จึงขยับตัวมาถาม
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่แกล้งคนนิดหน่อยเท่านั้นเอง” โจวหลิงเอ๋อร์ยิ้มตอบ “ข้าแกล้งด้วยได้ไหม?” ปี้ชิงเหยาทำท่าทะเล้น แต่กลับถูกปี้อวิ๋นหลานผู้เป็พี่ชายเขกมะเหงกลงบนศีรษะเบาๆ “ออกมาข้างนอกแล้ว สำรวมหน่อย เพลาๆ เื่เล่นลงบ้าง!”
ปี้ชิงเหยาทำหน้ามุ่ยพลางบ่นอุบอิบ
ิเจ๋อเฝ้ามองบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าให้เฉินเวินอวี้ ก่อนจะเปิดปากกล่าวถึงประเด็นสำคัญ “แม่นางโจวตามหาหมอเทวดาแห่งตระกูลหลิวด้วยเหตุใดหรือ?” ิเจ๋อรินน้ำชาใส่ถ้วยให้โจวหลิงเอ๋อร์พลางถามต่อ “หรือมีใครในสำนักวสันต์เขียว้ารับการรักษา?”
โจวหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้า “ข้ามาครั้งนี้เพียงเพื่อทำตามคำสั่งของท่านเ้าสำนัก ถึงสำนักวสันต์เขียวของเราจะถูกเรียกว่าเป็หนึ่งในสามสำนักใหญ่ของชิงอวิ๋นเคียงคู่สำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ยและสำนักเมฆาคราม ชิงอวิ๋น แต่หากพูดถึงพลังโดยรวมแล้ว สำนักวสันต์เขียวของเรายังห่างไกลนัก การตามหาหมอเทวดาในครั้งนี้เป็เพราะข้าได้ยินมาว่าหมอเทวดาแห่งสกุลหลิวมีตบะล้ำลึก อีกทั้งยังไม่อยู่ใต้อำนาจใด หากได้มาร่วมสำนักย่อมเป็วาสนา แต่หากไม่ได้... เพียงแค่ได้ผูกมิตรไว้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว”
ิเจ๋อหันไปสบตากับหลิวจื่ออี้ เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้ จึงยิ้มออกมา “ที่ท่านมุ่งหน้ามายังศาลาแห่งนี้ คาดว่าคงเดาตัวตนของหลานสาวข้าได้แล้วสินะ”
โจวหลิงเอ๋อร์เพียงแต่ยิ้ม ไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ หลิวจื่ออี้จึงลุกขึ้นยืนกล่าวอย่างเป็ทางการ “ข้าหลิวจื่ออี้ หลานสาวหมอเทวดาแห่งสกุลหลิว หากท่านผู้าุโ้าพูดคุยกับท่านปู่ข้าขอรับหน้าที่เป็ตัวแทนเชิญทุกท่านไปยังจวนตระกูลหลิว” หลิวจื่ออี้หันไปหาิเจ๋อ “ท่านน้าิิ เื่ค้าขายเดี๋ยวข้าจะติดต่อท่านมาอีกที”
ิเจ๋อโบกมือปัด “ไปเถอะ ข้าอยู่ที่นี่อีกนาน ไม่รีบร้อน”
หลิวจื่ออี้จึงผายมือเชิญทั้งสามคนให้เดินทางไปยังจวนหลิว เซิ่งมู่ที่ไม่รู้ว่าตนควรทำเช่นไรดีจึงมองไปยังหลิวจื่ออี้ “เ้าก็มาด้วยธุระของข้ากับเ้ายังไม่จบนะ!”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงลุกขึ้นเดินตามทั้งสามคนไป
...
เมื่อมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม สายลมหวน เซิ่งมู่จึงพบว่ารถม้าคันเดิมที่ตนนั่งมาพร้อมหลิวจื่ออี้นั้นได้มารออยู่แล้ว
เซิ่งมู่จึงเปิดปากเอ่ยบอกหลิวจื่ออี้ว่า “ข้าขอเป็สารถีดีกว่า เ้าคุยธุระกับผู้าุโไปเถอะ”
หลิวจื่ออี้สบตาเซิ่งมู่ “เ้าขับรถม้าเป็หรือไม่?” เซิ่งมู่ตอบ “ตอนเ้าแอบเที่ยวเขตว่าการเมือง ตอนนั้นใครเป็คนพาเ้าไปละ?” หลิวจื่ออี้จึงพยักหน้า ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าไป
ขณะที่คนทั้งสามกำลังขึ้นรถม้า ในจังหวะนั้น ปี้อวิ๋นหลาน ชายหนุ่มสะพายกระบี่ก็เปิดปากเอ่ยว่า “ผู้าุโโจว ข้าขอนั่งที่นั่งสารถีเช่นกัน มาท่องยุทธภพหาประสบการณ์ สิ่งนี้นับว่าเป็ประสบการณ์ได้กระมัง?”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงหันมาทางเซิ่งมู่ เซิ่งมู่ที่เห็นก็พยักหน้าตอบ “เขามานั่งด้วยได้ ไม่ถือว่ารบกวน”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงพยักหน้ารับก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไปพร้อมกับสาวน้อยอีกคน
เมื่อรถม้าเริ่มออกตัว ปี้อวิ๋นหลานที่จากทีแรกดูเคร่งครัดมีวินัยกลับเปลี่ยนท่าทีไปโดยสิ้นเชิง บุรุษหนุ่มเริ่มบิดี้เีก่อนจะเอนกายพิงที่นั่งอย่างสบายอารมณ์ “ถ้าข้าขึ้นไปนั่งในห้องด้วยจะไม่แปลกเอาหรือ? แม้จิตใจข้าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องปานใด แต่บุรุษหนึ่งคนกับสตรีอีกสามคนนั่งในห้องแคบๆ ด้วยกัน... เป็เ้าไม่อึดอัดตายหรอกหรือ? เพราะแบบนั้นข้าถึงมานั่งเป็สารถีกับเ้าที่นี่ เ้าก็คิดเหมือนข้าใช่ไหม?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงขมวดคิ้ว เหตุใดบุรุษหนุ่มที่ดูสง่างามเข้าถึงยากคนเมื่อครู่ ถึงได้กลายเป็คนพูดมากราวดั่งกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่เช่นนี้
“เอ๊ะ? หรือไม่ใช่? เ้าไม่ได้คิดแบบข้าหรอกเหรอ? นี่ข้าอึดอัดคนเดียวหรือนี่? สงสัยข้าต้องออกมาท่องเที่ยวนอกสำนักบ่อยๆ อย่างที่พี่ใหญ่บอกบ่อยๆ แล้ว... ว่าแต่เ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นไรดี? เ้าได้ออกนอกเมืองเล็กบ่อยหรือไม่... ซู่เมิ่ง!”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิมก่อนจะหันมามองหน้าคนข้างกายตน หากตัดเื่หน้าตาคมคายดูดีดั่งบุตรชั้นสูงออกไป ตัดเื่ความสูงและรูปร่างผอมโปร่งออกไป นิสัยความกวนประสาทแบบนี้มันช่างละม้ายคล้ายใครบางคนจริงๆ
ขณะที่เซิ่งมู่กำลังพินิจสังเกตบุรุษเบื้องหน้าตนอยู่นั้น อยู่ดีๆ ปี้อวิ๋นหลานก็ร้องลั่นพลางชี้ไปข้างหน้าด้วยท่าทางตื่นตระหนก
เมื่อเซิ่งมู่หันไปจึงพบว่ารถม้าของตนกำลังออกนอกทางเดินรถม้าและกำลังจะพุ่งชนกับรถม้าคันที่สวนมา เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงรีบกระตุกเชือกกลับ ทำให้รถม้าเกิดโคลงเคลงอย่างแรง รถม้าของเซิ่งมู่จึงรอดจากการพุ่งชนมาได้อย่างหวุดหวิด ตามมาด้วยเสียงก่นด่าะโสองเสียง เสียงแรกเป็เสียงของชายวัยกลางคนที่ขับรถม้าอีกคัน ส่วนเสียงที่สองดังมาจากในห้องผู้โดยสาร ซึ่งเป็เสียงที่เซิ่งมู่คุ้นเคยดี
“น้องชาย หากเ้าขับไม่เป็ ข้าว่าเ้าให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นทำแทนเถอะ” ปี้อวิ๋นหลานตบไหล่เซิ่งมู่พลางทำหน้าเห็นใจ
เซิ่งมู่ปัดมืออกก่อนกล่าวว่า “ใครเป็น้องชายเ้านะ?”
ปี้อวิ๋นหลานจึงทำหน้าใก่อนเอ่ยว่า “ตรงนี้มีบุรุษคนอื่นอีกหรือ? ในรถม้าก็มีแต่สตรี หรือเ้าอยากเป็น้องสาว?”
เซิ่งมู่สูดหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์แล้วตั้งหน้าตั้งตาขับรถม้าต่อ ปี้อวิ๋นหลานที่เห็นท่าทางเซิ่งมู่จึงเริ่มตบอกหัวเราะชอบใจ “ข้าแกล้งเ้าหรอกน่า เอางี้นะข้าแนะนำน้องสาวข้าให้เ้ารู้จัก ส่วนเ้าแนะนำแม่นางหลิวให้ข้า น้องข้าแม้จะซนไปนิดแต่พร์สูง หน้าตาก็หมดจด เ้าว่าอย่างไร?
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงขมวดคิ้วอีกรอบ “นี่เ้าขายน้องสาวตนเองให้กับคนที่พึ่งเจอหน้าหรือ?”
ปี้อวิ๋นหลานยักไหล่ “ไม่ได้ขายสักหน่อย ขอแค่แนะนำเอง เป็อย่างไรสนใจหรือไม่?”
เซิ่งมู่ได้ยินจึงส่ายหน้า “เ้าสนใจหลิวจื่ออี้เพราะนางเป็บุตรีสกุลหลิวหรือ?”
ปี้อวิ๋นหลานลดเสียงลงพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าจริงจัง “พูดตามตรง ข้าตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็นเลยล่ะ ในสำนักข้าไม่เคยเห็นใครงดงามทัดเทียมนางได้เลย”
“แล้วผู้าุโโจวล่ะ?” เซิ่งมู่ถาม ปี้อวิ๋นหลานทำหน้าเหลือเชื่อก่อนเอ่ยว่า “ระดับท่านผู้าุโนั้นเหนือกว่าคำว่างดงามไปแล้ว เ้ารู้หรือไม่ท่านโจวหลิงเอ๋อร์มีชื่อเสียงในยุทธภพว่า ธิดา์แห่งชิงอวิ๋น เชียวนะ เหตุที่ทุกคนกล่าวเช่นนั้นเป็เพราะความงามของนางสูงส่งเกินไป จนคนธรรมดาอย่างพวกเราเทียบไม่ติด”
เซิ่งมู่เอียงหัวถาม “บุตรคนรองเ้าสำนักวสันต์เขียวอย่างเ้าน่ะเหรอ คนธรรมดา”
ปี้อวิ๋นหลานทำท่าใก่อนจะชี้หน้าเซิ่งมู่ “เพ้ย! อย่าพูดเื่เื่ยศถาบรรดาศักดิ์สิ! เรากำลังถกเถียงเื่หน้าตาต่างหากเล่า!”
เซิ่งมู่กวาดสายตามองปี้อวิ๋นหลานั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะชี้มาที่ตนเอง “งั้นบอกข้าที เทียบกับข้าแล้ว เ้ายังเป็คนธรรมดาอยู่ไหม?” ปี้หวิ๋นหลานจึงกวาดสายตามองเซิ่งมู่ั้แ่หัวจรดเท้าบ้าง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าเ้าว่าอย่างนั้น ข้าก็คงหล่อเหลาจริงๆ”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงขมวดคิ้วอีกรอบ ก่อนจะเหวี่ยงหมัดไปยังปี้อวิ๋นหลาน แต่เมื่อปี้อวิ๋นหลานหลบหมัดนั้นได้ เซิ่งมู่จึงชะงักไปชั่วครู่ เพิ่งนึกได้ว่าตนเพิ่งรู้จักคนผู้นี้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กลับกล้าลงมือทำกิริยาไม่เหมาะสมเสียแล้ว
ขณะที่เซิ่งมู่กำลังจะประสานมือขออภัย ปี้อวิ๋นหลานกลับะเิเสียงหัวเราะออกมา “เ้าแสดงท่าทีเช่นนี้ ก็ถือว่าพวกเราเป็สหายกันแล้วนะ!”
เซิ่งมู่นิ่งอึ้งไป ก่อนจะเริ่มคิดว่าเมื่อครู่ตนก็คุยกับบุรุษเบื้องหน้าตนดั่งคนที่รู้จักมานานจริงๆ แต่จะเรียกสหายกับคนพึ่งพบหน้าได้จริงหรือ?
“ไม่ต้องคิดอะไรมากมายนัก ในยุทธภพขอแค่ดื่มเหล้าคุยกันถูกคอก็เป็สหายได้แล้ว อย่าคิดให้มากความเลย”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินรู้สึกกระจ่างในใจ จึงะเิเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะกุมมือคารวะ “ข้าเซิ่งมู่!”
“ข้าปี้อวิ๋นหลาน!” ปี้อวิ๋นหลานคารวะตอบ “นับเป็วาสนาที่ได้พบ... น้องเซิ่ง!”