บทที่ 6
เวลายามเย็นตะวันเริ่มลับขอบฟ้า หลี่ซื่อเดินเข้าประตูด้านหลังสำนักมาพร้อมกับเนื้อวัวชิ้นโตในห่อใบไม้ของเขา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มปลื้มปีติยินดี แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นควันโขมงลอยออกมาจากในห้องครัว จึงรีบเข้าไปดูทันที ปรากฏว่าเป็นจางซานที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆกำลังนั่งพัดเตาไฟเพื่อต้มน้ำในหม้อ บัณฑิตหนุ่มที่เห็นเพื่อนของตนกลับมาแล้วก็ต้องประหลาดใจเช่นกันที่ในมือของหลี่ซื่อมีห่อเนื้อชิ้นโตอยู่ หาใช่เนื้อกระต่ายอย่างที่บอกในคราวแรก“กระต่ายคราวนี้ตัวใหญ่จังเลยนะ” จางซานกล่าวแซวเพื่อน“นี่มันเนื้อวัว ไม่ใช่กระต่ายเฟ่ย! วันนี้ข้าได้ช่วยคนมา เขาเลยตอบแทนข้าด้วยเนื้อนี่น่ะ” หลี่ซื่ออธิบายพร้อมกับวางห่อเนื้อลงบนโต๊ะ“ขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วเจ้าไปช่วยเขายังไงล่ะถึงได้เนื้อนี่กลับมา?” จางซานถามที่มาที่ไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เจ้าต้องช่วยข้าเตรียมมื้อเย็นนะ” ชายผิวคล้ำกล่าวด้วยอารมณ์ดี“ข้าก็มาต้มน้ำรอเจ้าอยู่แล้วนี่ไงเล่า” หลังจากนั้นชายหนุ่มทั้งสองก็เริ่มเตรียมอาหารกัน โดยหลี่ซื่อก็เล่าเรื่องที่เขาได้ช่วยชีวิตหวงเลี่ยง และได้พบกับเหล่าจอมยุทธที่ออกไปตามล่าพวกโจรที่ในป่า จนกระทั่งทั้งหมดพากันกลับเข้าเมืองเพื่อพาเจ้าสำนักสิลาเหลืองไปให้หมอตรวจอีกที ส่วนเนื้อวัวที่ได้มานั้นก็เป็นการชดเชยที่ชายหนุ่มไม่อาจล่ากระต่ายได้ทันเวลาก่อนมืด แต่สิ่งสำคัญที่หวงเลี่ยงกล่าวย้ำไว้ก็คือเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณต่อหลี่ซื่ออย่างแน่นอน ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มผิวคล้ำรู้สึกลำบากใจอยู่บ้างที่จอมยุทธผู้มีชื่อเสียงจะมาติดหนี้บุญคุณตน เพราะด้วยฐานะอันต่ำต้อยของตนมันจะเป็นที่ครหานินทาว่าทำดีเพื่อผลประโยชน์ ซึ่งจากสิ่งที่หลี่ซื่อกังวลอยู่นี้ทำให้จางซานรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะสำหรับชายหนุ่มผู้ที่มาจากโลกที่ผู้คนเท่าเทียมกันแต่กลับมีเพียงคนที่เห็นแก่ตัว แก่งแย่งผลประโยชน์เพื่อตนเอง การจะหาผู้ที่เสียสละเพื่อผู้อื่นนั้นยากนัก และผู้ที่จะกตัญญูรู้สำนึกบุญคุณนั้นหายากยิ่งกว่า“ข้าไม่เข้าใจความคิดของเจ้าจริงๆหลี่ซื่อ การตอบแทนผู้มีพระคุณต่อเรานั้นเป็นสิ่งที่สมควร ไม่ว่าคนๆนั้นจะยากดีมีจนเพียงไร เจ้าสำนักหวงได้รับการช่วยชีวิตจากเจ้า เขาจะตอบแทนเจ้านั้นเป็นเรื่องที่สมควร อีกอย่างการที่เขาเป็นผู้เอ่ยความต้องการออกมาเองแปลว่า เขาเป็นคนดีน่าเคารพนับถือยังไงล่ะ” จางซานเน้นย้ำในขณะที่ตัวเองกำลังใช้ตะเกียบคีบเนื้อเนื้อตุ๋นเข้าปาก“ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้นข้าก็จะยอมรับการช่วยเหลือของเขา” หลี่ซื่อยอมรับคำแนะนำของเพื่อน“แล้วเขาบอกรึเปล่าว่าจะตอบแทนเจ้ายังไง ทำไมเจ้าถึงดูลำบากใจอย่างนี้ล่ะ ปกติถ้าเป็นพวกคนใหญ่โตระดับนี้ เขามักจะให้เราเข้าไปเอ่ยขอความช่วยเหลืออะไรก็ได้เป็นการตอบแทนไม่ใช่รึไง?” แม้ชายผิวคล้ำจะดูเข้าใจที่บัณฑิตหนุ่มพูด แต่จางซานรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจเช่นนั้น“เขาบอกว่าจะรับข้าเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก หรือไม่ก็ถ่ายทอดวิชาให้น่ะสิ” หลี่ซื่อกล่าวออกมาพร้อมสีหน้าลำบากใจอีกครั้ง“เอิ่ม...ถ้าโดยปกติหากเป็นคนอื่นคงจะดีใจเนื้อเต้นแล้วสินะ แต่เจ้าที่ได้รับการฝากฝังภาระหน้าที่จากอาจารย์ รวมทั้งยังไม่มีพื้นฐานวรยุทธ มันเป็นเรื่องน่าแปลกมากทีเดียวที่เขามาชวนแบบนี้” จางซานผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับหลี่ซื่อย่อมเข้าใจความรู้สึกนี้ด้วยเช่นกัน“ก็นั่นแหละ ถึงสุดท้ายเจ้าจะให้ข้าไปกับจอมยุทธหวงจริง แต่ข้าที่ไม่เคยฝึกยุทธมาก่อนกลับต้องไปอยู่ท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะที่มีเป้าหมายจะเป็นจอมยุทธเหนือใต้หล้าจากเส้นสายของเจ้าสำนัก คงไม่พ้นโดนรังแกอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ เฮ้อ!” ชายหนุ่มระบายออกมาอย่างลำบากใจ จากนั้นไม่นานทั้งสองคนก็กินข้าวเย็นแสนอร่อยเสร็จสิ้นไป หลี่ซื่อก็ทำความสะอาดเก็บล้างถ้วยชามตามปกติ ส่วนจางซานที่ว่างแล้วก็ไปอ่านหนังสือต่อ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เขาทำเป็นประจำในเวลาก่อนนอน แต่บัณฑิตหนุ่มหน้าใสก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเขา จางซานมานั่งตรงเคาน์เตอร์หน้าร้าน แล้วจุดเทียนให้แสงสว่างเพื่ออ่านหนังสือ แต่ในใจเขานั้นกลับนึกย้อนไปในวันวาน ตั้งแต่ที่เขา และหลี่ซื่อยังเป็นเด็ก มันคือความทรงจำดั้งเดิมของจางซานที่ลู่จิ้นเหอผู้ซึ่งวิญญาณเข้ามาอาศัยร่างในปัจจุบันสามารถจดจำได้ด้วยเช่นกัน ณ สำนักผิงจิ้งเต๋ออันเงียบสงบ บนภูเขาไป๋หลงซาน หลายปีก่อนเด็กชายวัยสิบปีสองคนวิ่งเล่นกันอยู่ในบริเวณชายป่าหลังสำนัก พวกเขากวัดแกว่งไม้ไผ่แทนกระบี่ฟันฝ่าดงหญ้าเข้าไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็ก ด้วยความเป็นเด็กผู้ชายย่อมเป็นธรรมดาที่อยากจะเป็นจอมยุทธ หรือยอดแม่ทัพเมื่อเติบใหญ่“เพลงกระบี่อัสนีคลั่ง!” เด็กชายผิวเข้มเนื้อตัวมอมแมมตะโกนออกมาพร้อมกับฟาดฟันกระบี่ไม้ไผ่ใส่พุ่มไม้ตรงหน้าอย่างรวดเร็วหลายครั้ง เศษกิ่งไม้ใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว“คมดาบตัดวิญญาณ!” เด็กชายผิวขาวที่เนื้อตัวมอมแมมไม่แพ้กันก็สะบัดกระบี่ไม้ไผ่ใส่พุ่มไม้หนาตรงหน้าตนเองไปทีหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบไม้ใบเล็กที่ผลิใบดกหนาชิดกันนั้นแหวกออกเป็นเส้นยาว เพียงแสดงกระบวนท่าวิชาของตนเสร็จสิ้น ทั้งสองก็หันหน้ามามองกันด้วยสายตาที่มั่นใจในฝีมือของตัวเอง และก็เป็นเด็กชายผิวเข้มที่กล่าวออกมาก่อนพร้อมกับอาการหอบเหนื่อย“เป็นอย่างไรจางซาน...แฮ่กๆ...เพลงกระบี่อัสนีคลั่งของข้าพิษสงร้ายกาจ....แฮ่กๆ...ทำลายล้างศัตรูพังพินาศสิ้น คมดาบอะไรของเจ้ากลับทิ้งรอยแผลไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น...แฮ่กๆ...” “จิ๊ๆๆ เจ้านี่เก่งแต่ใช้กำลังเท่านั้นสินะหลี่ซื่อ คมดาบตัดวิญญาณของข้านั้นใช้ออกเพียงกระบวนท่าเดียวเพื่อตัดศีรษะของศัตรู และมิจำเป็นต้องใช้ลมปราณให้สิ้นเปลืองกำลังแต่อย่างใด หากศัตรูนับพันถาโถมเข้ามา ก็สามารถสังหารได้ทั้งพันคนอย่างไม่เสียแรงเปล่า” จางซานอธิบายเพลงวิชายุทธอันล้ำลึกของตนให้แก่สหายได้รับรู้ถึงความเก่งกาจของตนเช่นกัน“ศัตรูนับพันงั้นรึ? คนแรงน้อยอย่างเจ้าถึงศัตรูจะมาแค่ 10 คนก็คงหมดแรงแล้วเสียมากกว่า เพลงดาบของเจ้านั่นก็ถือว่าเหมาะสมกับเจ้าแล้วล่ะนะ แต่ตัวข้าหลี่ซื่อผู้ที่มีพละกำลังมหาศาล จะหมื่นคนหรือแสนคนก็ต้องพ่ายให้กับกระบี่อัสนีคลั่งนี่ ย้าก!” กล่าวโอ้อวดจบหลี่ซื่อก็กระโดดโลดเต้นต่อเพื่อแสดงวิชาตัวเบา ซึ่งครั้งนี้มันไม่ได้ธรรมดาเหมือนเด็กเล่นอย่างเพลงกระบี่เมื่อครู่ แต่เด็กชายสามารถกระโดดขึ้นถีบตัวจากก้อนหินใหญ่ไปสู่ต้นไม้ด้านข้าง และถีบตัวต่อไปยังต้นไม้อีกต้น และอีกต้นจนไปยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ด้านบนอย่างง่ายดาย ถึงแม้จะเสียแรงไปมากก็ตาม“แฮ่กๆๆๆ...แฮ่กๆๆๆ...เป็นไง วิชาตัวเบา...ก้าวย่างอัสนี...แฮ่กๆๆ..ของข้า!” หลี่ซื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าเพื่อนที่ยืนตาค้างอยู่ด้านล่าง“เจ้า! เจ้าทำได้อย่างไรหลี่ซื่อ ระ...หรือว่าเจ้าจะมีวรยุทธ์จริงๆ?” จางซานที่อยู่ด้านล่างถึงกับอ้าปากค้างตกตะลึงในพละกำลังของเพื่อน“ข้าไม่เคยฝึกยุทธจะไปมีวรยุทธแบบนั้นได้ไงกันเล่า! นี่เรียกว่าพรสวรรค์ต่างหาก แต่ในอนาคตข้าจะเข้าสำนักยุทธ และเป็นเจ้ายุทธภพเหนือใต้หล้าให้ได้!” เด็กชายผิวเข้มชูกระบี่ไม้ไผ่ชี้ขึ้นฟ้าพร้อมประกาศก้อง ซึ่งเสียงนั่นก็ดังไปไกลจนคนอื่นที่อยู่ห่างไปสามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน“หลี่ซื่อ! เจ้ากับจางซานแอบมาเที่ยวเล่นแถวนี้อีกแล้วใช่ไหม! ตามข้ากลับสำนักเดี๋ยวนี้เลย!” เสียงชายชราดังมาจากไกลๆ ซึ่งทำให้เด็กชายทั้งสองถึงกับหน้าซีด“ผู้อาวุโสสี่!” เด็กชายทั้งสองประสานเสียงพร้อมกัน“ข้าว่าข้ารีบกลับไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวเจ้าก็รีบตามมานะหลี่ซื่อ” กล่าวจบจางซานก็วิ่งไปด้านตรงข้ามกับเสียงของชายชราที่ใกล้เข้ามา“บัดซบ! จางซานกลับมาก่อน ข้าลงไปไม่ได้ มันสูงเกินไป!” เด็กน้อยตะโกนเรียกเพื่อนที่วิ่งหนีหายไปแล้ว