เมื่อขึ้น ม.6 หลังเปิดเทอม ผมก็ยังคงติดต่อกับพี่เจนอยู่ตลอด พวกเรายังสามารถเรียนรู้และประคับประคองความสัมพันธ์ทางไกลกันไว้ได้ดี แต่แล้วปัญหาก็เริ่มเกิดที่ตัวผม เวลาสำหรับทำอะไรต่างๆ ใน่นี้ของผมเริ่มไม่พอซะแล้ว ผมชักจะเริ่มยุ่งจนหัวหมุน…
ผมที่เป็ทั้งคณะกรรมการนักเรียน เป็คนคุมห้องคอม เป็ผู้ดูแลที่ต้องเตรียมรุ่นน้องไปแข่งขันวิชาการ และหยังไม่หน่ำใจ…โรงเรียนยังได้จัดภารกิจใหม่มาเพิ่มให้อีก โดยผมต้องไปศึกษาวิธีการและหลักการต่างๆ ที่ ม.ขอนแก่น แล้วนำความรู้กลับมาทำท้องฟ้าจำลองของโรงเรียน สายตัวแทบขาดเลยตอนนั้น…
และยิ่งสำคัญไปกว่านั้น ผมยังต้องเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์่ที่ 1 (ต.ค.) ด้วย ทำให้ผมกับพี่เจนมีเวลาได้คุยกันน้อยลงมากๆ แล้วผมก็เริ่มเอาแต่ใจแบบเด็กๆ มากขึ้นด้วย (ยังแยกแยะไม่เป็ พอตัวเองยุ่งก็พาลหงุดหงิดไปหมด) จนเธอก็เริ่มจะรำคาญ มีทะเลาะกันบ่อยขึ้น จากคุยกันเกือบทุกวันๆ เป็ชั่วโมง เหลือแค่ไม่กี่นาทีต่อสัปดาห์…
จนกระทั้งถึง่ที่ผมต้องไปเข้าค่ายฝึก ร.ด. ซึ่งตามกฏคือห้ามพกมือถือเข้าไป ผมจึงได้บอกกับพี่เจนไปว่า “ผมจะไม่ติดต่อพี่ไปใน่ 14 วันนี้ และพี่ก็จะไม่สามารถติดต่อผมได้ด้วยเช่นกัน…” นี่จึงเป็การขาดการติดต่อที่นานที่สุดั้แ่พวกเราคบกัน…
พอเข้าสู่่เข้าค่าย รด. ปีนี้ผมเป็ นศท.ปี 3 แล้ว ศูนย์ฝึกปีนี้ก็เป็โรงเรียนเดียวกับปีแรก จึงมีความคุ้นชินพอสมควร และการฝึกของพวกเราจะไม่ได้หนักเหมือน 2 ปีก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็การเรียนบรรยายเสียส่วนใหญ่ พวกเราจึงมีเวลาได้ผ่อนคลายกันมากขึ้น และเพื่อน นศท.หญิง นางฟ้าทั้ง 3 ก็มาเช่นเดิม พวกเราก็ยังจำกันได้และได้มีโอกาสพูดคุยกันบ้าง…
ไหนๆ ก็ปีสุดท้ายแล้ว ผมตัดสินใจขอเบอร์ติดต่อของทั้ง 3 คนไว้ด้วยเลย (่ ม.6 ทุกคนเริ่มมีมือถือใช้กันแล้ว) เผื่ออนาคตจะได้มีโอกาสติดต่อหากัน… ซึ่งใจผมจริงๆ แล้ว ก็อยากทำความรู้จักทั้ง 3 คนภายนอกศูนย์ฝึก รด. อยู่แล้ว เผื่อมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้ ถึงแม้ความหวังจะริบหรี่ก็ตาม… (มันเป็ไปได้ยากมาก เลยกะขอไว้เฉยๆ ไม่ได้คาดหวัง)
ซึ่งอยู่ๆ วันหนึ่ง เพื่อนโรงเรียนเดียวกับผมที่มาเข้าค่ายด้วยกัน สังเกตเห็นว่า… ผมรู้จักนางฟ้าพวกนี้ และอยากจะขอจีบฟาง ซึ่งเธอเป็ผู้หญิงที่สวยและดูดีมากคนนึงเลย แต่ชอบทำหน้านิ่ง ไม่ค่อยยิ้ม สงสัยจะตรงสเปคเพื่อนผม มันเลยแจ้งความประสงค์ให้ผมช่วยติดต่อให้…
แต่แล้ว...ความบรรลัยก็ได้เกิดขึ้น... ไม่รู้ผมไปสื่อสารอีท่าไหน ทำให้ฟางเข้าใจผิดคิดว่าผมจะจีบเอง เท่าที่จำได้ตอนเราอยู่กันแค่สองคน ผมเพียงแค่พูดว่า
“ฟาง… เราถามอะไรเธอหน่อยสิ ตอนนี้เธอมีแฟนหรือคบใครอยู่ไหม…”
เธอก็มองมาที่ผมแล้วตอบว่า “ไม่นะ เรายังไม่มีแฟน… แทนถามทำไมเหรอ…”
“อ้อ.. ไม่มีอะไรหรอก มีคนสนใจอยากจะขอจีบฟากอะ จะได้ไหม…” ผมจึงรีบแจ้งสิ่งที่เพื่อนฝากฝังไป
“แทน…เหรอ ได้สิ…พวกเราลองคุยกันดูก็ได้…” แล้วเธอก็ดันคิดว่าเป็ผมและตอบตกลงผมมาเฉยเลย
ทำเอามึนเลยผม หรือผมสื่อสารไม่ถูกหรืออย่างไร และแทนที่ผมจะชี้แจงอธิบายความตั้งใจแรกไปว่าไม่ใช่ผม แต่กลับปล่อยเลยตามเลย เออออไปว่า
“จริงเหรอ.. ได้จริงนะ งั้นพวกเราลองคุยกันดูก็ได้… ขอบคุณนะฟาง…”
ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองตอบอะไรของผมไปอีก ดันไปเอาความรู้สึกในใจลึกๆ ที่ผมเคยแอบหวังกับพวกเธอไว้เมื่อก่อนมาตัดสินใจในตอนนี้… กลายเป็ต้องเสียเพื่อนเลยทีเดียว (มาคิดตอนนี้แล้วโคตรโกรธตัวเองเลย ทำไปได้ไง)
หลังจากวันนั้น ผมกับฟางก็หาโอกาสไปเจอและพูดคุยกันบ่อยขึ้น เลยทำให้ผมแทบไม่ได้คุยกับส้มและผึ้งอีกเลย เหมือนพวกเธอจะรู้ว่าผมกับฟางกำลังคุยกันอยู่ พวกเธอเลยรักษาระยะห่างไว้ จนการฝึกวันสุดท้ายมาถึง ซึ่งมีกิจกรรมปล่อยผีให้ทุกคนได้รื่นเริงกันเหมือนดังเช่นทุกปี
ผมจึงมีโอกาสไปพูดคุยกับส้มและผึ้งอีกครั้ง และได้บอกความจริงบางอย่างกับพวกเธอไปว่า ผมกับฟางยังไม่ได้ตกลงใจคบกันอะไรขนาดนั้น ไม่ต้องกังวลอะไร พวกเราทั้งหมดยังเป็คงเพื่อนกันเหมือนเดิม เพราะยังไงผมก็ยังอยากจะติดต่อส้มกับผึ้งไว้ ไม่อยากให้พวกเธอหายไป และสำเร็จสุดท้ายพวกเราก็ยังคงคุยกันได้สนิทใจเหมือนเดิม…
ปีนี้ในภาคที่ตั้งพวกเราที่เป็ นศท. ปี 3 แล้ว จะไม่ค่อยได้ฝึกหรือได้ทำอะไรกันมากนัก เพราะพวกเราจะไปหนักอีกครั้งตอนไปภาคสนาม่ต้นปีหน้า…
หลังกลับจากเข้าค่าย รด. พอถึงบ้านผมก็รีบโทรหาพี่เจนทันที แต่กลับััได้ถึงความเ็า ถามคำตอบคำ คุยด้วยแล้วผมรู้สึกไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน ใจเลยไม่อยากจะคุยต่อแล้ว (มารู้ทีหลังว่าเธอ้าแค่ให้ผมง้อบ้าง แต่ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ ยังคงเป็เด็กน้อยมากๆ)
ผมเลยตั้งใจจะไม่เป็คนโทรหาเธออีก ถ้าเธออยากคุยก็ให้โทรมาเอง ถ้าไม่โทรมาผมก็จะลองเปิดใจไปคุยกับฟางแทนก็ได้ (คิดว่าตัวเองมีตัวเลือก ตอนนั้นผมช่างคิดแบบเด็กๆ ชะมัด)
ผ่านไปวันสองวันไม่เห็นเธอโทรมา แทนที่ผมจะรู้ตัวและโทรไปหาไปง้อ ผมกลับเริ่มโทรและส่งข้อความไปคุยกับฟางแทน แต่เป็การคุยเรื่อยเปื่อย (ไม่ค่อยชัดเจนกันเท่าไหร่ถึงความสัมพันธ์ของพวกเรา) กลายเป็มีคนคุยด้วย จนลืืมนึกถึงใจพี่เจนไปเลย…
และแล้วจุดจบก็มาถึง… อีกสองวันถัดมา พี่เจนก็โทรมาแล้วบอกว่า
“แทน… พี่คิดว่า…พี่กับเราคงไปกันต่อไม่ได้… เราต่างกันเกินไป…พี่ว่าทางที่ดี…พวกเราเลิกกันเถอะ..”
แล้วก็ตัดสายไปเลยก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร ผมพยายามติดต่อกลับไป แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย
‘เดี๋ยว... ทำไมมันเ็ปจัง เราไม่อยากคุยกับเธอเองไม่ใช่เหรอ ต้องดีใจสิ แต่ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกแบบนี้…’
การจบความสัมพันธ์แบบนี้มันช่างทรมานหัวใจสุดๆ ไปเลย มันเป็ปมในใจผมมากตอนนั้น คิดแค่ว่าถ้ามีโอกาสได้กลับไปกรุงเทพจะต้องไปคุยกันให้รู้เื่… (การปล่อยวางผู้หญิงคนแรกในชีวิตไป มันทำใจค่อยข้างยากเลยทีเดียว)
ผ่านไปสองสามวัน… กล้วย (พี่เพื่อนบ้าน) ที่พอจบ ม.6 ไปแล้ว ได้เข้าไปเรียนต่อในตัวจังหวัด กลับบ้านมาเห็นผมเหม่อลอยนั่งเหงาอยู่หน้าบ้าน คงเป็ห่วงหรืออยากคุย เลยชวนให้ผมไปคุยเล่นกันที่บ้านของเธอ ผมก็ไปตามปกติ (ผมไม่ค่อยขัดใจเธอ ตามใจเสมอ)
พอไปถึง เธอก็เริ่มเล่าเื่ชีวิตมหาลัยของตัวเองอย่างสนุกสนาน ผมก็ฟังไป เออออตามไป แล้วก็มีเล่าเชิงปรึกษาให้ผมฟังว่ามีคนมาจีบจะทำยังไงดี แล้วเหมือนเธอเองก็จะมีใจให้คนที่มาจีบนั่นด้วย…
ความรู้สึกผมมันแปลกๆ รู้สึกไม่ยินดีเลย หดหู่ยังไงชอบกล ทั้งเื่เก่าเื่ใหม่เอามาปนเปกันไปหมด จนพาลแสดงอาการและกิริยาที่ไม่ควรออกไป แต่ก่อนที่ผมจะฟุ้งซ่านไปไกลกว่านี้ เหมือนจะโดนคำกระแทกใจตอกกลับมาว่า
“ก็มึงมันไม่ชัดเจนเองไง...”
“มึงคิดยังไงกับกูกันแน่ แทน... กูสับสนไปหมดแล้ว...” กล้วยเริ่มเหวี่ยงผมกลับ
“คือ..กู...” ผมพูดไม่ออก
“วันนั้น ตอนอยู่ที่กองฟางมึงทำอะไรกู... คืนนั้นมึงคิดจะทำอะไรกับกู กูรู้นะ แล้วทำไมวันถัดมามึงถึงมาทำตัวปกติอีก... อะไรของมึงวะ...” เธอปล่อยมาเป็ชุด
ผมถึงขั้นอึ้งในสิ่งที่ได้ยิน ทั้งงงและสับสนในความรู้สึกตัวเอง เพราะผมคิดมาเสมอว่า เธอไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับผม และผมก็ไม่น่าจะคิดอะไรแบบนั้นกับเธอ นอกจากคืนนั้นที่มีความอยากใคร่รู้เข้าครอบงำ แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงรู้สึกแบบนี้ หรือเป็เพราะผมเครียดกับเื่พี่เจนมากเกินไป แล้วจับมายำรวมไปหมด…
ที่จุกที่สุดคือ ผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอเองก็เคยคิดแบบนั้นกับผมด้วย… และคืนนั้นที่กองฟาง... หรือว่าเธอไม่ได้หลับ...
ผมค่อยๆ มาคิดย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาที่พวกเราเคยทำร่วมกันในอดีต ค่อยคิดได้ว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนปฏิบัติกับผู้ชายที่เป็แค่เพื่อนได้ขนาดนี้ คิดได้แล้วยิ่งเสียใจ หลังจากวันนั้นมา... พวกเราก็ไม่เคยได้คุยกันสนิทใจเหมือนเดิมอีกเลย เจอกันก็แค่ทักตามมารยาทเท่านั้น (ผมยังรู้สึกผิดกับกล้วยมาโดยตลอด)
ตลอดระยะเวลาแห่งความขุ่นมัวในจิตใจที่ผ่านมานี้ ผมได้ฟางเป็เพื่อนคุยปลอบประโลมคลายเครียดมาโดยตลอด (ตอนนั้นไม่เหลือใครให้คุยด้วยแล้ว) พอพวกเราได้คุยกันแล้ว ไม่ค่อยจะมีเื่เครียด เลยรู้สึกดี (แต่เราก็ยังไม่ชัดเจนกันอยู่ดี…ว่าเราคุยกันในฐานะอะไร เพื่อนหรือแฟน)
จนมาถึง่การแข่งขันวิชาการของจังหวัด ปีนี้ผมไม่ได้ไปร่วมแข่งขัน (ผมรู้สึกว่าพอแล้ว และภารกิจผมก็เยอะเกินไปแล้ว) แต่ผมก็ยังช่วยครูดูแลรุ่นน้องที่จะไปแข่งอยู่ (ด้านคอม) ั้แ่ช่วยสอน ช่วยติว ช่วยซ้อมให้ น้องๆ ทุกคนเชื่อฟังและให้ความเคารพผมดีมาก (อาจเป็เพราะผมเคยไปชนะมาก่อนแล้วมั้ง…)
ภาพรวมผมก็จะสอนทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ผมจะเน้นไปที่น้องมิ้น รุ่นน้องที่ผมเคยแอบชอบั้แ่ ม.4 เป็พิเศษ (จริงๆ น้องมิ้นเป็ผู้หญิงเพียงคนเดียวในโรงเรียนที่ผมเคยรู้สึกแบบนี้ด้วย) เพราะน้องดันไปแข่งในรายการเดียวกับที่ผมเคยไปแข่งและชนะไว้ ผมจึงมีโอกาสได้สอนน้องแบบใกล้ชิด สองต่อสองก็บ่อย แอบจับมือน้องบนเมาส์ก็มี (จังหวะสอนที่้าให้น้องเข้าใจวิธีการคลิก) แต่น้องคงจะใสซื่อเกินกว่าที่จะรู้ว่าพี่มันมีด้านมืดในใจ…
การแข่งจบลงที่น้องได้รางวัลชนะเลิศกลับมา ได้เป็ตัวแทนไปแข่งระดับภาคต่อ พอกลับมาถึงโรงเรียน ผมก็มาแสดงความยินดีกับน้องด้วยตัวเอง (ผมไม่ได้ไปสนามแข่งที่ตัวเมืองด้วย จะมีไปเฉพาะครูกับผู้แข่งขัน) ได้เห็นน้องขอบคุณและดีใจจนแสดงออกมาทางสีหน้าแบบนั้น ผมก็สุขใจมากแล้ว…
‘ทำไม่นี้ชีวิตสับสนจังวะ เพิ่งโดนพี่เจนบอกเลิกมา กล้วยก็มาเป็แบบนี้อีก กับฟางก็ยังไม่ชัดเจน แล้วน้องมิ้นคือยังไง… ชีวิตไร้แก่นมาก ไม่มีความชัดเจนซักอย่างเลยเว้ย…' ผมยิ่งคิดยิ่งสับสนไปกันใหญ่…
……….>> ต้องเลือก…