นางเดินไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบมองเห็นจิ่วเอ๋อร์ยืนหันหลังให้ นางกำลังทำความเคารพอาจารย์รองผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรเป็อย่างดีแต่ท่านค่อนข้างเข้มงวดน้อยครั้งที่จะเอ่ยปากชมใครสักคน
“เ้าวิ่งมาไม่สำรวมเอาเสียเลย”
“ขอโทษเ้าค่ะครั้งหน้าจะไม่ทำแล้วเ้าค่ะ”
“จิ่วเอ๋อร์เราฝึกฝนบำเพ็ญภาวนาอย่าได้รับปากมั่วซั่ว เ้าต้องทำให้ได้ตามที่พูดการสำรวมเป็การฝึกฝนตนอย่างหนึ่งเ้าต้องระลึกเสมอว่ากำลังทำอะไรกำลังคิดอะไร การวิ่งวุ่นวายทำให้จิตใจเตลิดไม่อยู่นิ่งมันไม่สมควร”
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ”
“ฮวาเอ๋อร์เ้าจำสมุนไพรที่ข้าบอกให้จัดเป็ชุดได้หรือยัง”
“ศิษย์ยังจำไม่ค่อยได้เ้าค่ะ”
“เ้าน่ะ ความจำดีขาดแค่ความเข้าใจเท่านั้นพยายามต่อไปข้าเชื่อว่าเ้าต้องทำได้ดีแน่นอน”
“ขอบคุณท่านอาจารย์รองเ้าค่ะ”
สองสาวก้มลงทำความเคารพให้กับอาจารย์รองที่เดินกลับเข้าอารามในมือหิ้วตะกร้าไม้สานที่ใส่สมุนไพรหลายชนิดจากไปจิ่วเหมยฮวารู้สึกว่าตนเองโชคดีเพราะมีความทรงจำในอดีตอาม่าของนางสอนเกี่ยวกับสมุนไพรโบราณสำหรับชีวิตประจำวันและการบำรุงรักษาร่างกายที่สืบทอดกันมาในตระกูลทำให้รู้จักสมุนไพรจำนวนไม่น้อยถึงไม่มีความรู้ในการจัดยารักษาแต่เมื่อได้รับการชี้แนะก็ทำให้การเรียนรู้ได้ไวจนได้รับคำชมหลายครั้ง
ชีวิตในเวลานี้ช่างแตกต่างจากชาติที่แล้วนักนางจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและทำความดีให้มากที่สุด สร้างบุญสร้างกุศลบำเพ็ญเพียรภาวนาเผื่อว่าจะส่งผลต่อเ้าของร่างเดิม คาดว่าพลัดหลงกับญาติหรือถูกนำมาทิ้งแล้วพยายามดิ้นรนจนมาถึงทางขึ้นอารามแห่งนี้เสียดายที่สุดท้ายก็ต้องจากไปบังเอิญเป็เวลาเดียวกับที่นางประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลงจึงประจวบเหมาะให้นางได้มาอาศัยร่างช่างน่าสงสารยิ่งนัก
นางคิดว่าชีวิตหลังจากนี้ตนเองจะมุ่งมั่นบำเพ็ญภาวนาให้สำเร็จเป็เซียนเช่นปรมาจารผู้ก่อตั้งของอารามแห่งนี้ให้จงได้
ในลำธารห่างไปจากอาราม
ทั้งสองคนกำลังเดินย่ำริมน้ำซึมซับความเย็นเข้าิัจิ่วเหมยฮวาพับขากางเกงและแขนเสื้อขึ้นทั้งสองข้างพับจนเห็นแขนขาที่เรียวยาว รูปร่างบอบบางนางก้มมองภาพที่สะท้อนในน้ำร่างนี้มีหน้าตาจัดว่างดงามมากหากเป็ชาติทีผ่านมาต้องเป็เนทไอดอลหรือดาราวัยรุ่นได้อย่างแน่นอน
“ฮวาเอ๋อร์เ้าชมโฉมตัวเองอยู่หรือไร”
“ข้าไม่เคยเห็นหน้าตัวเองมาก่อนที่อารามก็ไม่มีกระจก ข้าเห็นเป็เงาลางเลือนดูไม่ออก”
“เ้าเชื่อสายตาข้าสิเ้านะงดงามมาก ผิวก็ขาวอมชมพู ผมยาวดำสลวยถึงเอว เอวก็ไม่หนาเหมือนข้า”
“ถ้าเชื่อเ้าสิแปลกข้าแค่เอวเล็กกว่าเ้าเพราะเ้าอายุยังน้อยรูปร่างเช่นนี้จึงเรียกว่าสมบูรณ์ตามวัยแต่ว่าเ้าน่ะเคยเห็นคนสวยด้วยหรือ พวกเราอยู่แต่ในอารามทั้งวัน”
“ถึงข้าไม่เคยเห็นสาวงามที่ในเมืองแต่ข้าเคยเห็นในภาพวาดนะ เ้าน่ะโตขึ้นต้องสวยมากแน่นอน”
“ได้ข้าเชื่อเ้า”
ร่างกายเด็กสาวคนนี้เทียบกับชาติที่แล้วที่ตัวใหญ่ค่อนข้างหนากว่าก็ถือว่าดีอย่างยิ่งนางชอบตัวนางเองในยามนี้ยิ่งนัก
การแต่งกายของจิ่วเอ๋อร์แตกต่างกับนางเพราะจิ่วเอ๋อร์อายุสิบสองปีแต่ร่างกายสูงและหนากว่าสวมชุดสีเทาซับในสีขาว ตัวนางอายุมากกว่าสองถึงสามปีแต่รูปร่างเล็กและผอมทำให้สวมชุดของจิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ลำบากอาจารย์ต้องหาผ้ามาตัดเย็บให้นางใหม่มีเพียงผ้าสีขาวที่ใช้ได้ชุดที่นางสวมใส่จึงเป็สีขาวทั้งตัวในและตัวนอก
ในแต่ละวันนางและจิ่วเอ๋อร์มักจะอยู่ด้วยกันอาจารย์ท่านว่าพบนางที่ใดพบจิ่วเอ๋อร์ที่นั่นเราทั้งคู่เป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องเรียนรู้หลักธรรม บำเพ็ญเพียร ฝึกสมาธิเรียนรู้สมุนไพรรักษาโรค ดูแลทำความสะอาดอารามทำงานทั่วไป รอบอารามทั้งสามด้านเป็ป่าเป็เขาโอบล้อมเอาไว้มีเพียงทางขึ้นด้านหน้าที่ค่อนข้างโล่งกว่าต้นไม้เตี้ยกว่าเล็กน้อยพวกเราได้รับอนุญาตเพียงให้ออกไปที่ลำธารและเชิงเขาใกล้ๆ ได้เท่านั้น อาจารย์ท่านเป็กังวลกลัวจะเกิดอันตรายจากสัตว์ร้ายในป่าตอนนี้ข้าร่างกายแข็งแรงขึ้นมากสามารถเดินและปีนขึ้นเขาตามจิ่วเอ๋อร์ได้คล่องแคล่ว
ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือในชาติก่อนนางชอบอาหารที่เป็เนื้อสัตว์ ไม่ชอบผัก ผลไม้หากจะทานต้องปั่นหรือคั้นจึงทานเข้าไปได้ส่วนใหญ่อาหารที่อารามเป็ผัก ผลไม้และอาหารที่ทำจากแป้งไม่ทานเนื้อสัตว์(่แรกต้องทานข้าว โจ๊กเปล่า เพราะมีแต่ผักกว่าจะพยายามทานผักได้ก็นานหลายเดือน)อีกทั้งไม่มีความสามารถในการทำครัวเป็แม่บ้านไมโครเวฟอย่างแท้จริงบวกกับเป็สาวกของบะหมี่สำเร็จรูปทุกชนิดทุกรสชาติดังนั้นเมื่อเข้าครัวทำอาหารครั้งแรก จึงมีสภาพอนาถอย่างแท้จริง เสื้อผ้า หน้า ผม ทุกส่วนของร่างกายมีแต่เขม่าควันบางครั้งก็ได้แผลจากมีดโชคดีอีกอย่างคืออาจารย์ทั้งหลายในอารามรับอาหารเพียงมื้อเดียวในแต่ละวันมีเพียงนางสองคนที่ทานได้สองมื้อจึงลดความยากลำบากในการปรุงอาหารไปไม่น้อย
“สุกหรือยังกลิ่นปลานั่นทำเอาท้องข้าร้องไปหมดแล้วนะ”
“เกือบแล้ว ไม่น่าเชื่อนะว่าคนที่โกรธและโวยวายในครั้งแรกที่เห็นข้าจับปลาและกระต่ายห่างไปไม่ไกลจากลำธารมาย่างคือคนที่ร้องกินคนแรกในยามนี้”
“ศิษย์น้องเ้าละกล่าวยอกย้อนทำไมเมื่อก่อนข้ากินแต่อาหารเจล้วนแต่เป็พืชผักและเต้าหู้ไม่เคยได้ลิ้มลองเนื้อสัตว์มาก่อนอีกทั้งเติบโตภายใต้คำสอนของท่านอาจารย์จะไม่แสดงอาการเช่นนั้นได้อย่างไร”
“นั่นสินะ ดังนั้นท่านจึงได้แต่เฝ้ารอเวลาที่จะได้ออกมากับข้าเพื่อลิ้มรสเนื้อสัตว์ใช่หรือไม่”
“ใช่ใช่ใช่ ข้าเฝ้ารอ แต่ข้าก็ช่วยปิดบังอาจารย์นะ”
“ศิษย์พี่ ข้าคิดว่าการที่เราสองคนแอบกินเนื้อสัตว์คงทำให้หนทางของการบำเพ็ญเพียรล่าช้าการสำเร็จเป็เซียนคงยิ่งยากและยาวนานออกไป ดังนั้นข้าจะกินให้น้อยลงเพื่อจะได้สำเร็จมรรคาไวขึ้น”
“อ๊ายไม่ได้เชียวนะเ้ามาหลอกล่อให้ข้าชื่นชอบการกินเนื้อสัตว์แล้วจะงดได้อย่างไรข้าต้องเ็ปใจมากเชียว ศิษย์น้องที่รักเราออกมาย่างเนื้อกินเช่นเดิมเถอะนะ”
“ได้ แต่ว่ากลับไปข้าจะขออาจารย์ออกกำลังกายร่างกายจำเป็ต้องมีความแข็งแรงกระฉับกระเฉงศิษย์พี่ต้องไปฝึกด้วยกันกับข้า”
“ข้าไม่ฝึกได้หรือไม่ ข้าชอบการนอนมากกว่า”
“ไม่ได้ ถ้าท่านไม่ฝึกกับข้างั้นเราก็ไม่ต้องออกมาหาปลาย่างเนื้อก็แล้วกัน”
“หึ เ้าใจร้าย”
จิ่วเหมยฮวายิ้ม อากาศอบอุ่นกำลังสบายๆที่นี่ไม่เหมือนชาติที่แล้วความล้าหลังของเทคโนโลยีต่างๆทำให้จำเป็ต้องเตรียมร่างกาย จิตใจ และทักษะต่างๆให้พร้อมมิฉะนั้นอาจเจ็บป่วยหรือเกิดอันตรายได้ ดังนั้นอันดับแรกจำเป็ต้องให้อาจารย์อนุญาตก่อนด้านหลังเรือนพักมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะใช้ในการออกกำลังและฝึกฝนร่างกายแบบพื้นฐานจำพวกวิ่งซิทอัพ โยคะ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆก็ค่อยๆดูกันไปว่าจะทำออกมาได้หรือไม่อย่างไรก็ตามร่างกายนางเล็กเพียงนี้บางสิ่งคงยากเกินไป
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขออนุญาตใช้เวลา่เช้าก่อนเตรียมอาหารออกกำลังกายในพื้นที่ด้านหลังเรียนพักได้หรือไม่เ้าคะ”
“ร่างกายเ้าแข็งแรงดีแล้วหรือ เ้าจะฝึกฝนอย่างไรอย่าได้หักโหมจนเกินไปจะป่วยไข้ได้อีก”
“ใน่แรกศิษย์จะฝึกฝนให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงนอกเหนือจากนั้นท่านอาจารย์มีคำแนะนำให้แก่ศิษย์หรือไม่เ้าคะ”
“ในห้องอาจารย์น่าจะมีคำภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของคนที่จะฝึกยุทธ์แต่เ้าก็สามารถนำไปฝึกฝนได้ พรุ่งนี้เช้าเ้าค่อยมารับไป”
“ขอบคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ”
สุดชายแดน ด้านนอกป้อมปราการตลอดจนกำแพงล้วนปรากฏร่องรอยการโจมตีด้วยอาวุธต่างๆของศัตรูจากนอกด่านหลายเดือนแล้วที่สภาพอากาศที่แห้งแร้ง ชนเผ่าต่างๆ ที่มองเห็นสภาพความอุดมสมบูรณ์อาคารบ้านเรือนที่แข็งแรงการใช้ชีวิตและความเป็อยู่ที่ดีกว่าจึงเกิดความรู้สึก้าเป็เ้าของอย่างแรงกล้าชนเผ่ารวมมือกันหวัง่ชิงและปล้นสดมสิ่งของจากในด่านเมื่อถูกโจมตีหลายคราในบางจุดก็เกิดความเสียหายบ้าง่เวลาที่ศัตรูบุกเข้ามาได้ชาวบ้านก็ถูกปล้นชิง ข่มเหง ถูกฆ่าอาหารเริ่มขาดแคลน มีคนได้รับาเ็มีคนป่วย สูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือนวอดวายจากการถูกวางเพลิงของศัตรูอาศัยอยู่ไม่ได้แม้ว่าจะแม่ทัพจะพาทหารไล่ฆ่าศัตรูจนหนีกลับออกนอกกำแพงออกไปได้แต่ชีวิตไร้ซึ่งความหวังชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เริ่มอพยพย้ายออกจากเมือง
ทหารที่อยู่ในเมืองาเ็ล้มตายเสบียงลดน้อยลงแทบมีชีวิตอยู่ไม่ได้จำเป็ต้องรายงานส่งสาร์นไปกราบทูลนับเดือนที่ส่งไปไม่มีสิ่งใดตอบรับกลับมาทหารที่เฝ้าประตูเฝ้ากำแพงเมืองเนื้อตัวเต็มไปด้วยาแสายตาทอดยาวออกไปต่างรอคอยความหวังเมืองหลวงจะส่งทัพใหญ่และเสบียงมาเสริม ในโถงประชุมแม่ทัพใหญ่ประจำเมือง ขุนพลนายกองและที่ปรึกษาต่างร่วมประชุมเตรียมการรบอยู่ด้วยกัน
“ท่านแม่ทัพเสบียงลดน้อยลงมาก ทหารก็าเ็ล้มตายลงม้าเร็วที่ไปเมืองหลวงเพื่อส่งรายงานขอเสบียงและกำลังพลสามครั้งสามคราแล้วเหตุใดไม่มีข่าวสารแจ้งกลับมาสักที”
“จะเป็ไปได้หรือไม่ว่าม้าเร็วที่พวกเราส่งออกไปทั้งหมดไม่สามารถไปถึงเมืองหลวงได้บางทีอาจมีศัตรูดักลอบซุ่มโจมตีระหว่างทางก็เป็ได้นะขอรับ”
“ท่านแม่ทัพข้ามีความเห็นว่าเราควรจัดเตรียมม้าเร็วและองค์รักษ์แบ่งออกเป็หลายๆกลุ่มออกจากกำแพงเมืองพร้อมๆกันแยกย้ายกันมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงอาจจะพอมีหวังที่จะบุกทะลวงออกไปส่งรายงานได้นะขอรับ”
“เช่นนั้นก็ประกาศออกไปกองทัพ้าคัดเลือกผู้ทำหน้าที่นี้ผู้สมัครใจนำสารออกไปเมืองหลวงอาจจำเป็ต้องเสียสละชีวิตก็ได้”
ก่อนตะวันส่องแสงสามกองทหารพุ่งทะยานออกจากประตูเมืองแยกเป็สามทิศทางตีฝ่าวงล้อมศัตรูเสียงสะท้อนอาวุธกระทบกันดังขึ้นจนจางหายไปบนกำแพงเมืองสายตานับร้อยนับพันเพ่งดูและส่งกำลังใจให้กับผู้กล้าของกองทัพที่พวกเขารู้ตัวดีออกไปครั้งนี้มีแต่ตายเท่านั้นขอให้พวกเ้ารอดพ้นไปถึงเมืองหลวงได้สักเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือความหวังทางรอดของคนทั้งเมืองฝุ่นผงจางหายไปจากนี้คือการเฝ้าระวังและตอบโต้ป้องกันกำแพงเมืองให้ปลอดภัยจากชนเผ่าที่โเี้รอคอยความหวังจากเมืองหลวง
เมืองหลวงแคว้นเฟิ่ง
ท้องพระโรงที่หรูหราสง่างาม ผ้าม่านปักลวดลายทิ้งตัวจากเพดานประดับประดาอย่างงดงามบ่งบอกความมั่งคั่งทหารยืนยามหลังตรงเงียบเฉียบขาดข้าราชการบริพารทยอยเดินเข้าร่วมประชุมเช้ามีเสียงพูดคุยกันเบาๆขึ้นบันไดเข้าไปยืนตามตำแหน่งแยกซ้ายขวาฝ่ายบุ๋น(ปกครอง/บริหาร) ฝ่ายบู๋(ทหาร)
“ชินอ๋อง เสด็จ”
ชินอ๋องพระอนุชาของฮองเต้ผู้ที่เก่งกาจเชี่ยวชาญการรบ ปีนี้ยี่สิบชันษาเสียดายกำเนิดจากพระสนม เสียงฝีเท้าเบาทว่ามั่นคงใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีเงิน ริมฝีปากบาง แววตาเฉียบคม สวมอาภรณ์สีดำปักลวดลายัสีเงินดวงตาัปักด้วยสีแดงสด
“ท่านอ๋องห้า เสด็จ”
อู่อ๋อง อายุสิบแปดชันษาโอรสในฮองเฮาพระเชษฎาคือองค์รัชทายาทมีความอ่อนโยน เชี่ยวชาญด้านอักษรและการดนตรี
“รัชทายาท เสด็จ”
พระโอรสองค์โตของฮองเฮาอายุยี่สิบสองชันษาสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลาคล้ายคลึงฮ่องเต้สามส่วนคล้ายฮองเฮาสองส่วนใบหน้ายิ้มบางตลอดเวลาสวมชุดรัชทายาทก้าวขึ้นยืนเบื้องขวาของเก้าอี้ัหันไปทักทายอ๋องทั้งสองที่เข้ามาก่อน
“ถวายบังคม รัชทายาทพะยะค่ะ”
“ตามสบาย”
น้ำเสียงฟังคล้ายเป็มิตรเหลือบตามองชินอ๋องเพียงกระพริบตาก่อนมองไปยังอู่อ๋อง
“น้องห้า เ้ากลับมาถึงเมื่อใดหลายเดือนที่ผ่านมาเสด็จแม่ทรงบ่นถึงเ้าหลายครา มีสิ่งใดมาทำให้เสด็จแม่สำราญพระทัยหรือไม่หากไม่เ้าคงต้องรับโทษที่หายไปหลายเพลา”
“หม่อมฉันเดินทางไปถึงชายฝั่งทะเลได้มีโอกาสนำสิ่งแปลกใหม่จากชาวต่างแดนที่นำมาแลกเปลี่ยนที่นั่นอีกทั้งอาหารรสชาติแปลกใหม่ หลังประชุมเสร็จตั้งใจจะนำไปที่ตำหนักเสด็จแม่เชิญเสด็จพี่ทั้งสองด้วยนะพะยะค่ะ”
“ได้”/“อืม”
“ฝ่าาเสด็จ”
เสียงแหลมของขันทีดังขึ้นหน้าม่านก่อนที่ชายฉกรรจ์อายุสี่สิบเจ็ดปีใบหน้าบ่งบอกความหล่อเหลาในวัยหนุ่มในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลวดลายัพระเนตรเป็ประกายคมกล้า ประสบการณ์ผ่านการต่อสู้และการชิงไหวชิงพริบในวงราชการก่อนที่จะขึ้นสู่บัลลังก์ทองอย่างยิ่งใหญ่ในหลายสิบปีที่ผ่านมาผู้ที่อยู่เหนือคนนับแสนนับล้านในแคว้นเฟิ่ง ก้าวเท้าไม่ข้าไม่เร็วขึ้นยืนหน้าเก้าอี้ั
“ถวายพระพร ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี”
“ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นได้”