จอมดาบเทวราช

    ปฐมบท

            โลกลำดับที่สามแห่งห้วงโกลาหล นามของโลกนี้คือ "ดินแดนเทวะ"         ผู้คนของดินแดนแห่งนี้กล่าวได้ว่า “ร้อยละเก้าสิบส่วนล้วนกำเนิดมาจากผู้คนที่อาศัยอยู่แล้ว ร้อยละเก้าส่วนเป็นผู้คนที่พัดหลงเข้ามาเนื่องจากปรากฏการณ์มิติบิดผัน ร้อยละหนึ่งส่วนเป็นผู้คนที่ตัดผ่านโลกแล้วโลกเล่าจนมาเยือนถึงโลกลำดับที่สาม ดินแดนเทวะ         บุคคลประเภทแรกนับว่ามีโชควาสนาเป็นบุคคลทั่วไปที่อาศัยอยู่ในทวีปแห่งนี้ บุคคลประเภทสองนับว่าโชคร้ายเพราะผู้คนที่พัดหลงเนื่องจากเหตุการณ์มิติบิดผันนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วอ่อนแอทั้งสิ้นหลังจากอาศัยในดินแดนเทวะได้ไม่นาน ก็ล้วนตกตายจากไปเพราะมิอาจทานรับพลังของเหล่าเทพ บุคคลประเภทที่สามนับว่าเป็นบุคคลที่น่ายำเกรง พวกเขาล้วนมีความทะเยอทะยานและมุมานะ ทำการตัดผ่านโลกหล้าท้าทายกฎเกณฑ์สวรรค์หากแต่ยังรอดชีวิตกลับมาได้"         ดินแดนแห่งนี้อาศัยการดำรงอยู่ภายใต้กฎของสวรรค์ เหล่าทวยเทพต่างฝึกฝนสู่หนทางอันเป็นนิรันดร์ ภายใต้กลิ่นอายฟ้าดินของดินแดนเทวะ พวกเขาต่างกล่าวขานพลังนี้ว่า “ปราณเซียน”          เมื่อบุคคลผู้หนึ่งบรรลุเข้าถึงขั้นสูงสุดของวิถีแห่งเซียน เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุล สวรรค์จะทำการตัดผ่านส่งพวกเขาไปยังโลกลำดับถัดไป สำหรับชาวดินแดนเทวะแล้ว พวกเขาต่างได้ยินตำนานเป็นเสียงเดียวกัน “โลกลำดับที่สี่นั้นเป็นโลกลำดับสุดท้ายของสังสารวัฏแล้ว”         ถ้อยคำแห่งตำนานนี้ถูกทิ้งไว้โดยผู้ใดไม่มีผู้ใดทราบ หากคำกล่าวในตำนานนี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้น หากพวกเขาบรรลุถึงจุดสูงสุดของวิถีแห่งเซียน เมื่อสวรรค์พบว่าเป็นตัวตนทำลายสมดุล มันผู้นั้นจะถูกตัดผ่านไปยังโลกถัดไปอย่างมิอาจเลี่ยงและโลกถัดไปที่ว่านั้นคือโลกลำดับสุดท้ายในตำนาน “ดินแดนนิพพาน”         ดินแดนนิพพาน โลกลำดับที่สี่และเป็นลำดับสุดท้ายของสังสารวัฏ หากทำการตัดผ่านได้สำเร็จ นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นจะหลุดพ้นกฎของการเวียนว่ายตายเกิด หลุดพ้นจากเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง แต่ทว่า ก่อนการตัดผ่านไปยังโลกถัดไปนั้น จำเป็นต้องรับการทดสอบแห่งสวรรค์ ทัณฑ์สวรรค์!!         ในขณะนี้เองที่บุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งท่าขัดสมาธิบนทอไม้ เผ้าผมสีขาวโพลน ใบหน้าสะอาดสะอ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวขาวเปล่งปลั่งที่ทำให้ดูหนุ่มแน่นดั่งชายหนุ่ม ร่างกายดูบอบบางราวสตรีไร้ซึ่งกล้ามเนื้อใดๆ ในช่วงเวลานั้นเองที่สุ้มเสียงสายหนึ่งพลันดังขึ้นมาแต่ไกล “ท่านปู่! ท่านปู่!! ข้ามีเรื่องใหญ่จะวานท่าน มีเพียงท่านปู่กับสองเทพมังกรเท่านั้นที่จะช่วยดินแดนเทวะให้รอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ได้!!”         บุคคลที่นั่งบนทอไม้ไม่ตอบสนองใดๆ แม้ภายนอกจะดูหนุ่มแน่น แท้จริงแล้ว อายุของบุคคลผู้นี้นับเป็นบรรพบุรุษของเหล่าเทพแห่งดินแดนเทวะเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าผู้ชรานั่งบำเพ็ญตนมานานขนาดไหนแล้ว สิบปี? ร้อยปี? พันปี? หรือกระทั่งหมื่นปี!!          ชายหนุ่มเบื้องหน้าของผู้ชรานั้นดูอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เขาเข้าใจในตัวของปู่ตน ผู้ชราเป็นผู้ละซึ่งจากทางโลก ปิดตนบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุสู่วิถีสูงสุดแห่งเซียน ไม่ทราบว่าผู้ชราติดค้างอยู่ขั้นครึ่งก้าวสู่นิพพานมานานเพียงใด ถึงกระนั้นการดำรงอยู่ของเขากลับสามารถสั่นคลอนได้ทั่วทั้งดินแดนเทวะ เหล่าทวยเทพทุกหย่อมหญ้าล้วนเคารพและเชิดชูประดุจเทพแท้จริง มีเพียงหนึ่งคำที่สามารถบ่งบอกตัวตนของผู้ชราผู้นี้ได้ “เทวราช” เทพผู้อยู่เหนือเทพทั้งปวง!!         ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ วิกฤตการณ์ในครั้งนี้กล่าวได้ว่า นอกจากปู่ของตนแล้ว ต่อให้สองเทพมังกรร่วมมือกันพร้อมกับชาวเทวะทั่วทั้งดินแดน อาจยังไม่สามารถเอาชัยเหนือมันได้ ชายหนุ่มที่ตัดสินใจจะเดินทางจากไปพลันขมวดคิ้วเป็นปมแน่น         ในที่สุด เรือนร่างที่นั่งนิ่งงันมากาลนานพลันขัยบเคลื่อนเล็กน้อย สองตาค่อยๆเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า เป็นแววตาที่ทรงพลังยิ่งราวกับคมดาบจ่อคอผู้คนให้รู้สึกเย็นเยียบทั่วทั้งร่าง         ชายหนุ่มตกตะลึงลาน เขาไม่รู้ว่าจะเสียใจหรือดีใจดี ต่อหน้าสายตาดุจสิบคมดาบ ร่างกายที่แกร่งกล้าดุจปราการเหล็กไร้พ่ายพลันอ่อนระทวย สองขาสั่นระริกราวกับจะล้มพับลงได้ทุกเมื่อ แท้จริงแล้ว นี่เป็นเพียงการสบตาธรรมดาเท่านั้น ผู้ชรายังไม่ได้ปลดปล่อยจิตสังหารแม้เพียงเสี้ยว ภายใต้ความหวาดกลัวจับจิต ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ มันรู้สึกปรีดาอย่างที่สุด ตั้งแต่เขาอาศัยอยู่กับปู่ของตนมา นี่ก็จวนจะครบสิบปีแล้ว หลังจากผู้ชราได้ปิดเปลือกตาลงในตอนเขาอายุสี่ขวบ ผู้ชราก็ไม่เคยลืมตามองโลกอีกเลย         “ท่านปู่…” น้ำเสียงสั่นเคลือด้วยความยินดียิ่ง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มเบื้องหน้าพยายามจะทำให้ผู้ชราเปิดเปลือกตาขึ้น เขาสรรหาวิธีร้อยแปดพันเก้าที่จะทำให้ผู้ชราเปิดตาแม้กระทั่งแต่งเรื่องว่าแดนเทวะเข้าสู่โลกาวินาศถึงกระนั้นผู้ชราก็ไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย         “ตัวตนนั่นคือสิ่งใด” ผู้ชราเอ่ยกล่าว สีหน้าราบเรียบไร้สิ้นอารมณ์ใดๆ ตั้งแต่ตัวตนนั้นได้ย่างกรายเข้าดินแดนเทวะ ผู้ชราก็สัมผัสถึงมันได้ในทันทีหากแต่คาดไม่ถึงเลยว่าพลังของมันจะพุ่งทะยานขึ้นในเพียงเวลาไม่นาน         “เอ่อ มันขานนามตัวเองว่า 'กาลเวลาทัส วอยติส อัลเมทัล' ราชันย์แห่งความว่างเปล่า ในขณะนี้มันกำลังเข้าจู่โจมเมืองหลวงของเทพมังกรขาว” ชายหนุ่มเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าตระหนก         “ความฝันของผู้ชรานั้นคือการบรรลุวิถีแห่งดาบ ผู้ชราหลงใหลในวิถีแห่งดาบจึงไล่ตามขอบเขตสูงสุดของมัน บรรลุวิถีแห่งเซียนเพื่อหวังจะเจอวิถีสูงสุดแห่งดาบเช่นกัน ผู้ชราหาได้รู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว วิถีสูงสุดแห่งดาบกลับเป็น ‘วิถีแห่งความไม่มี’ ขอบเขตสูงสุดที่ข้าใฝ่ฝันกลับเป็นขอบเขตอันไร้ขีดจำกัด" ชายชรากล่าวพลางปิดเปลือกตาลง         “ท่านปู่ท่านหมายความว่าเช่นไร ทำไมท่านถึงกล่าวคำได้ห่างเหินกับหลานชายเช่นนี้” สีหน้าของชายหนุ่มในยิ่งมายิ่งดูไม่ได้ ความกังวลปริศนาที่ผุดขึ้นในห้วงจิตยิ่งทำให้เขาหวาดผวาถึงขีดสุด         “ถึงเวลาของข้าแล้ว” ชายชรากล่าวพลางปิดเปลือกตาอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง เรือนร่างบนทอไม้ก็ได้หายวับไป         ชายหนุ่มพลันรูม่านตาหดรีดเล็กลงอย่างสุดขั้ว เขาไม่ใช่คนที่อ่อนแอแต่กลับแข็งแกร่งดุจมังกรในหมู่คน เส้นสายพลังที่วาบผ่านร่างของเขาไปนั้นแม้จะเบาบางแต่ก็เป็นสายพลังที่คุ้นเคยราวกับอยู่กับมันมาทั้งชีวิต ปากอ้ากว้างแผดเสียงสุดแรง “ท่านปู่!!”         ในขณะนี้ เหนือเมืองของเทพมังกรขาวได้ปรากฏเรือนร่างของคนผู้หนึ่ง ปีกทมิฬนั้นสยายกว้างกระพือราวปักษา ผิวขาวดุจหิมะ แววตาเหยียดหยามทอดมองโลกหล้าอย่างทรนง ในฝ่ามือข้างขวาของมันกลับกุมไว้ซึ่งศีรษะของคนผู้หนึ่ง         “เจ้าต้องการอะไร!!” น้ำเสียงกล้าสุดแรงแผดก้องสะท้อนทั่วทั้งนภา เป็นน้ำเสียงของเทพมังกรขาวที่ยามนี้ลอยนิ่งอยู่กลางเวหายืนประชันหน้ากับบุคคลปริศนาเบื้องหน้า ทันใดนั้นเองที่สายตาได้เคลื่อนมองไปยังฝ่ามือข้างขวาของมัน รูม่านตาพลันหดรีดเล็กน้อยอย่างที่สุด ทั่วร่างสั่นสะท้าน หัวใจราวกับถูกท้อนหนักทุบตีจนแหลกละเอียด         ศีรษะของคนผู้นั้นเป็นบุตรชายของเทพมังกรขาวไม่มีผิด มีหรือที่บิดาจะจดจำใบหน้าของบุตรชายตนเองไม่ได้ ฟันกัดกระทบกันหวังจะฉีกบุคคลปริศนาเบื้องหน้าออกเป็นหมื่นๆชิ้น!! ฝ่ามือของเทพมังกรขาวพลันกำหมัดแน่น ปรากฏหยาดโลหิตไหลลงสู่ผืนธรณีเบื้องล่าง         “เจ้าสวะตัวนี้ไม่ให้ความเคารพต่อราชันย์สูงสุด สมควรตาย!!” บุคคลที่กล่าวอ้างนามว่าตนเป็นราชันย์สูงสุดพลันโยนศีรษะของบุตรชายแห่งเทพมังกรขาว สีหน้าของเศียรไร้ร่างนั้น แสดงออกถึงความหวาดกลัวสุดขีด ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าก่อนตายนั้นมันได้พบเจอเข้ากับอะไร         เทพมังกรขาวพลันรับศีรษะของบุตรชายตน หัวใจสั่นสะท้านถึงโสตประสาท ทันใดนั้นเองที่เศียรไร้ร่างได้ค่อยๆ เลือนลางหายไปดุจความว่าง เพียงสามลมหายใจ ศีรษะนั้นก็เลือนหายไปจากโลกนี้โดยสมบูรณ์ เทพมังกรขาวเพ่งมองเศียรไร้ร่างของบุตรชายตนอย่างโง่งม นัยน์ตาสั่นไหวอย่างรุนแรงกระทั่งร่างกายกลับกลายเป็นแข็งทื่อ แม้ศีรษะนั้นจะหายไปนานกว่าสิบลมหายใจ นัยน์ตาคู่นั้นยังคงจับจ้องฝ่ามือที่ไม่มีศีรษะของบุตรชายตนอีกแล้ว         “เจ้าสมควรเป็นเทพมังกรขาว คู่ควรแก่การเป็นคู่มือให้ข้าลองประชันฝีมือ” ราชันย์สูงสุดกล่าวพลางเผยยิ้มลึกลับ         “เจ้า!! บิดาจะฉีกเจ้าเป็นล้านๆชิ้น!! ให้ทรมานเสียยิ่งกว่าอยู่ในขุมนรกโลกันต์!!” เทพมังกรขาวแผดเสียงก้อง ในช่วงเวลานั้นเอง จิตสังหารพลันพวยพุ่งออกสูงทัดเทียมฟ้า รังสีสังหารโอบคลุมท้องนภาจนกระทั่งทวยเทพเบื้องล่างยังรู้สึกยากจะหายใจให้ทั่วท้อง ทว่า ราชันย์สูงสุดราวกับไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใดๆ มันกลับเผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา         เทพมังกรขาวที่ยามนึ้อุดมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอันสุดระงับ โทสะดุจทัณฑ์ของสวรรค์ถาโถมเข้าใส่ราชันย์สูงสุดเต็มกำลัง เรือนร่างขาวนวลพลันหายวับดุจภูติผี เพียงพริบตาก็ไปปรากฏอยู่ข้างกายราชันย์สูงสุด หนึ่งหมัดปล่อยออกอย่างสุดแรง ทว่า ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด ราชันย์สูงสุดกลับหายวับไปในพริบตาและไปปรากฏอยู่ในทิศที่ห่างออกไปราวสามร้อยเมตร         หมัดนั้นพลาดเป้า         วาบบ         คลื่นพลังจากหมัดพุ่งผ่านพลางห้วงมิติที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง หากสังเกตการณ์จากเบื้องบน จะพบว่าผืนธรณีเบื้องล่างนั้นบังเกิดรอยทำลายล้างกว้างเป็นกิโลและยาวจนสุดลูกหูลูกตา มีเพียงเมืองของเทพมังกรขาวเท่านั้นที่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ เป็นเพราะเกราะป้องกันที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อตั้งเมือง “พรปกปักษ์แห่งเทพมังกร”         “ผู้ใช้มิติ” เทพมังกรขาวพลันสั่นสะท้านหากแต่คราวนี้เป็นการสะท้านด้วยความตะลึง         แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังขึ้นก่อนน้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นมา “สมแล้วที่เป็นเทพมังกรขาว” ฝ่ามือพลันกางออกมุ่งเป้าไปทางเมืองของเทพมังกรขาวที่อยู่เบื้องล่าง ทวยเทพเบื้องล่างนั้นจับจ้องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโง่งม          ภายใต้โทสะของเทพมังกรขาว หากพวกเขาตัดสินใจจะเข้าไปช่วย อาจตกตายอย่างไร้ประโยชน์เพียงเพราะถูกคลื่นพลังจากการปะทะ ดวงตาของผู้คนเบิกโตกว้างในทันใด โล่ป้องกันที่อยู่มานานนับชั่วสิบโคตรอายุคนพลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยกระทั่งเทพมังกรขาวยังมิอาจทำให้ “พรปกปักษ์แห่งเทพมังกร” บังเกิดรอยร้าว ทว่า เหตุการณ์เบื้องหน้าราวกับนรกบนดิน ไร้ซึ่งระลอกของพลังใดๆราวกับพรปกปักษ์แห่งเทพมังกรได้หายไปในความว่าง         ในความตื่นตะลึงของเทพมังกรขาว ในครรลองสายตาของผู้คน ปรากฏเรือนร่างของชายชราผู้หนึ่ง เผ้าผมขาวโพลนปลิวไสวไปกับลม กลิ่นอายอันสูงศักดิ์แผ่ซ่านออกราวกับเทพเซียนผู้ทอดมองทั่วโลกหล้า ในช่วงเวลานั้นเองที่แววตาของเทพมังกรขาวบังเกิดความหวาดกลัวและปรีดาในช่วงเวลาเดียวกัน ปากอันสั่นเทาเอื้อนเอ่ย “เทพแห่งดาบ โคลอส…”         ทันทีที่ชื่อนี้เอื้อนเอ่ยออกจากปากเทพมังกรขาว ทุกสิ่งเป็นอันยืนยัน “เทพแห่งดาบ โคลอส” นั้นเป็นตำนานของตำนาน เล่าขานกันปากต่อปากมาเนิ่นนานนม เทพบางคนยังปักใจเชื่อเลยว่าตำนานนี้เป็นเรื่องหลอกลวงไร้ซึ่งมูลความจริงใดๆ ผู้คนของดินแดนเทวะที่ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในสายตาของผู้ชรา มันราวกับการเล่นของเด็กน้อย         ผู้ชราไม่แม้แต่จะหันมามองพวกเขากระทั่งเทพเบื้องล่างยังกู่ตะโกนให้ผู้ชรายื่นมือเข้าช่วย ถึงกระนั้นการตอบสนองกลับมีเพียงใบหน้าราบเรียบไร้สุ้มเสียงใดๆ         “ฮ่าฮ่าฮ่า!! ราชันย์คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอผู้เฒ่าไวเช่นนี้ ตำนานแห่งตำนาน เทพแห่งดาบ โคลอส!!” ราชันย์สูงสุดเอ่ยกล่าวอย่างปรีดา หากให้เทียบ คู่มือที่สมควรทัดเทียมกับเขาก็คงมีเพียง "เทพแห่งดาบ โคลอส" เท่านั้น กระทั่งราชันย์สูงสุดที่มาเยือนดินแดนเทวะได้ไม่นาน ยังรู้จักชื่อเสียงของชราเฒ่าผู้นี้ ความเป็นมานั้นไม่ธรรมดา         ฝ่ามือราชันย์สูงสุดปรากฏพลังสีขาวนวลปริศนา มันส่งคลื่นพลังสีขาวนวลพุ่งเข้าใส่ชราเฒ่าอย่างไร้ความปราณี         “ผู้ชราตัดสินใจไม่ข้องเกี่ยวกับโลก” ผู้ชรากล่าวถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้หันมาทางราชันย์สูงสุดแม้แต่น้อย ฝ่ามือของชายชราวาดว่ายในอากาศอย่างเบาบาง ในช่วงเวลานั้นเอง ที่แสงสีขาวนวลปริศนานั้นได้สลายหายไป         ราวกับการหมิ่นเกียรติการที่ผู้ชรากล่าวหากแต่ไม่มองตรงมาที่มัน บ่งบอกว่าราชันนั้นไม่ได้อยู่ในสายตา          “บังอาจดูหมิ่นข้า! จงรับโทสะของข้าราชันย์สูงสุด!!” ราชันย์สูงสุดเผยฝ่ามือออก ปรากฏแสงสีขาวนวลก้อนมหึมา มันส่งคลื่นพลังเข้าหาชายชราอย่างไม่ลังเล         ทันทีที่ชายชราหันมอง ผู้คนที่พลาดสบตาล้วนร่างอ่อนระทวยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทันใดนั้นเองที่ปรากฏดาบใหญ่มหึมาแหวกออกมาจากความว่าง “เจ้าบังคับผู้ชราเอง”         ราวกับคำพิพากษาของสวรรค์ ราชันย์สูงสุดทั่วร่างแข็งทื่ออย่างไม่ทราบสาเหตุราวกับเส้นแห่งความตายห่างกันแค่เพียงเส้นผมกั้นไว้ ดาบมหึมาตัดผ่านร่างของราชันย์สูงสุดแยกออกเป็นสองซีก พ่ายแพ้ในดาบเดียว! เทพมังกรขาวตื่นตะลึงถึงขีดสุด ครั้นเมื่อกาลก่อนราวหมื่นปีที่แล้ว กลิ่นอายของชราเฒ่าผู้นี้ล้วนดำรงอยู่ ณ ขอบเขตพลังของครึ่งก้าวสู่นิพพาน แต่ทว่า กลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาคราวนี้ กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละโลกกัน         “ทะ ท่าน---บรรลุสู่ขอบเขตนิพพานในตำนาน…”         ผู้ชราไม่หันตอบพลันหันกายเลี่ยง ผู้ชราสัมผัสได้ว่าทัณฑ์สวรรค์กำลังใกล้เข้ามา ตัวตนของเขานั้นทำให้สมดุลมลายสิ้นหมดแล้ว จำเป็นต้องตัดผ่านสู่โลกถัดไป…         “สมควรเป็นทัณฑ์สวรรค์เก้าสาย!! ทัณฑ์สวรรค์จากดินแดนนิพพานในตำนาน!!” เทพมังกรขาวตื่นละตึงจนไม่รู้จะตะลึงยังไงแล้ว ลืมสิ้นไปเลยว่าตนเพิ่งสูญเสียบุตรชายไป เป็นวาสนาเกินจะพรรณาที่ได้เป็นประจักษ์ต่อเหตุการณ์ที่จะกลายเป็นตำนานเล่าสู่กันชั่วกาลนาน         แต่ทว่า ความผิดปกติกลับเกิดขึ้นได้อย่างน่าประหลาด ทัณฑ์สวรรค์ที่ควรผ่าลงมากลับไม่มาแม้สักเส้นกระทั่งยามนี้แล้วหมู่เมฆก็ยังไม่ก่อตัว ผู้ชราขมวดคิ้วแน่น จ้องมองไปยังท้องนภาอย่างฉงน         ในช่วงเวลานั้นเองที่แสงทองอร่ามได้คลอบคลุมทั่วทั้งน่านนภา ไม่สิ ครอบคลุมทั่วทั้งแดนเทวะ!! วิบ! ทั่วทั้งดินแดนเทวะพลันสว่างจ้าประหนึ่งสิบดวงตะวัน เทพมังกรขาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมากลับพบว่า เทพแห่งดาบนั้นได้หายตัวไปเสียแล้ว