รุ่งสางพวกเขาได้เดินทางออกจากโรงเตี๊ยมไปยังตระกูลอู๋ตามปกติ โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตชายแปลกหน้าในชุดคลุมสีดำสนิทที่กำลังจ้องมองเขาอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม เมื่อเห็นรถม้าเคลื่อนออกเงาของชายผู้นั้นก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหน้าของพวกเขาเป็เรือนตระกูลอู๋ เหยาเยี่ยชิงมองความโอ่อ่าสิ้นเปลืองของคฤหาสน์หลังโต วันนี้เป็วันครบรอบอายุหกสิบปีของอู๋เจียวซึ่งเป็เ้าของที่แห่งนี้ เขาได้ส่งเทียบเชิญไปยังสำนักบำเพ็ญเพียรต่าง ๆ มีผู้คนมารออวยพรแก่ผู้นำตระกูลอู๋มากจนประตูแทบสึก
รถม้าของสำนักเสียงหรูเดินทางมาถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยมีอู๋เจียวมารอด้วยตนเอง คราแรกที่เขาส่งเทียบเชิญไปเพียงกะว่าจะมีเพียงศิษย์สายนอกสักคนมาอวยพรก็เป็วาสนาแล้ว แต่ได้รับการตอบกลับว่าเ้าสำนักจะเดินทางมาด้วยตัวเองก็ถึงกับไม่เชื่อสายตา
สำนักเสียงหรูมีชื่อเสียงมากมาย เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเ้าสำนักฝูได้ฟื้นขึ้นมา แทบจะทุกคนโห่ร้องยินดีกล่าวว่าเป็ข่าวดีในรอบหลายสิบปี
เ้าสำนักบำเพ็ญเพียรต่าง ๆ ที่อยากจะพบเจอก็ถูกปฏิเสธเรียงแถว แต่ว่ารับเทียบเชิญพ่อค้าอย่างเขาทำเอาผู้คนเล่าลือเป็เื่ราวใหญ่โต อู๋เจียวถึงกับทุ่มเงินไปมากโขเพื่อสร้างเรือนรับรองหลังใหญ่ให้ทันงานฉลองวันเกิด
ผู้คนที่มาที่นี่ล้วนเป็ผู้มีเงิน รวมไปถึงคนที่กำลังเดินเข้ามาหาเหยาเยี่ยชิงอย่างเป็ธรรมชาติ
“คารวะเ้าสำนักฝู” ชายหนุ่มทำความเคารพเหยาเยี่ยชิงอย่างเต็มขั้น ด้านหลังคนผู้นี้มีบริวารอยู่กลุ่มใหญ่
“ไม่ทราบว่า..”
“ข้าน้อยเป็ศิษย์สายในแห่งสำนักเยียนนามว่าฉูซื่อเจิง”
เหยาเยี่ยชิงมองอย่างพินิจ ที่แท้เป็บุตรชายของเ้าสำนักเยียนแต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยทักทายก็มีเสียงแปลกประหลาดดังมาจากทางด้านหลัง
เสียงหาวอย่างไม่สำรวมดังออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มข้างกาย หลิวหยางมองบรรยากาศด้วยความเบื่อหน่ายั้แ่ลงเขามามันได้แต่นั่งอยู่เฉย ๆ ต่อมาถึงที่หมายก็ยังต้องมาฟังคนพูดอีกจนเริ่มหมดความอดทน
เหยาเยี่ยชิงส่ายหน้าให้ท่าทีของมัน เขาได้ยินคนกล่าวมาว่าฉูซื่อเจิงคนนี้เป็ผู้ที่เ้าสำนักเยียนรักมากมายนัก เพื่อไม่เป็การเสียเวลาเขาจึงหันไปหาอู๋เจียวและอวยพรตรงหน้าทางเข้า “ข้าขออวยพรให้คุณงามความดีที่ท่านเคยสั่งสมมาจงส่งผลให้ท่านได้ใช้ชีวิตบั้นปลายโดยไม่อาวรณ์ต่อสิ่งใด” ว่าจบก็หันกลับมาหาฉูซื่อเจิง
“สำนักเยียนคนก่อนเป็คนเที่ยงธรรม ตัวข้าเองก็ชื่นชมอยู่หลายส่วน มาครานี้ข้ามีของไปให้แก่เ้าสำนักเยียนคนใหม่เล็กน้อยคงฝากท่านไปได้กระมัง” ฉูซื่อเจิงถึงกับงงงวยแต่ก็รับคำอย่างหนักแน่น เหยาเยี่ยชิงหยิบตำรายื่นให้คนตรงหน้าสองเล่ม ภายในเป็ประวัติการคดโกงของตระกูลอู๋และการติดสินบน
“ฝากคำกล่าวประโยคนี้ไปถึงแก่เ้าสำนักด้วย สำนักบำเพ็ญเพียรเสียงหรูยกย่องนับถือผู้มีคุณธรรมเที่ยงตรง หากมีสิ่งใดที่ไร้คุณธรรมมักจะขจัดให้ถึงโคน”
เหยาเยี่ยชิงไม่ต่อความยาวเอ่ยเสร็จก็กล่าวลาในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แม้กระทั่งเรือนรับรองหลังใหม่ก็ไม่ได้เหลือบมอง เขาใช้อำนาจของเ้าสำนักฝูมาข่มขู่ผู้อื่นแต่ก็เชื่อว่าหากเป็เ้าสำนักฝูตัวจริงคงทำเช่นเดียวกับเขา
เมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้นเหยาเยี่ยชิงไม่รับสินน้ำใจจากสกุลอู๋แต่อย่างใด เขาให้ศิษย์ในสำนักกลับไปก่อน บอกเพียงว่าจะเดินทางไปเปิดหูเปิดตาไม่นานจะตามกลับสำนัก
หลังแยกตัวออกมาเหยาเยี่ยชิงเดินทางพร้อมกับหลิวหยางโดยมีพาหนะเป็กระบี่เสียงเหลียง ในอดีตเขาเคยฝึกพลังปราณอยู่บ่อยครั้งแต่ยังไม่สามารถควบคุมได้ดังใจในตอนนี้ความรู้วิธีการล้วนทะลักออกมาจากภายในความทรงจำ แต่แทนที่เขาจะยินดีกลับรู้สึกว่าตนกำลังขโมยความสามารถของผู้อื่น
“เ้าไม่ฟังข้าหรือ” หลิวหยางหดตัวเล็กลงเกาะอยู่บนหัวของเหยาเยี่ยชิงปากก็เล่าเื่ราวเก่า ๆ เมื่อไม่ได้รับความสนใจจึงใช้อุ้งเท้าดึงผมของยานพาหนะอย่างถือดี
“ฟังอยู่”
“เมื่อก่อนท่านมักจะบอกว่าข้าควรหาเพื่อนเพิ่ม” มันเอ่ยขึ้น
“แล้วทำไมหรือ”
“ตัวข้าไปอยู่ที่ใดมักจะถูกสัตว์ปีศาจตัวอื่นรังเกียจ พอแปลงเป็มนุษย์ก็ถูกมองว่าเป็ตัวโชคร้าย”
เหยาเยี่ยชิงคิดตาม หลังจากอยู่กับหลิวหยางย่างเข้าเดือนที่สี่ก็เข้าใจมันมากขึ้น คราแรกตัวเขาก็คิดว่าแต่ละเหตุการณ์ร้าย ๆ ล้วนแต่เป็มันที่ตั้งใจให้เกิด แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละเื่มันล้วนอยากทำให้ดีที่สุดแต่ผลดันออกมาเลวร้ายนัก
“มีแต่อยู่กับท่านข้าสบายใจยิ่ง” เขาเหลือบมองไปยังอุ้งมือที่แปะอยู่บนหัวของตน มันย่อส่วนให้ตัวเล็กลงอีกเพื่อจะทำให้นอนได้สบายขึ้น เล่าพลางชมบรรยากาศรอบข้างพลาง
“เ้าไม่มีสิ่งที่อยากทำหรือ”
หลิวหยางคิดอย่างจริงจัง ตัวมันไม่คิดอยากจะทำอะไรจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าสุนัขบนหัวเงียบไปก็เอ่ยต่อ “เมื่อถึงเมืองซีอันลองไปหาสิ่งที่อยากทำเสีย”
หลิวหยางกำลังจะบอกปัดแต่นึกถึงสิ่งสิ่งหนึ่งขึ้นมา “มีเื่ที่ข้าไม่เคยทำอยู่เื่หนึ่งจริง ๆ ”
“อะไรหรือ”
“หากทำสำเร็จข้าจะมาเอ่ยต่อเ้า” ตรงหน้าของทั้งสองมีแสงสว่างเล็กปรากฏขึ้น เป็แสงสว่างของเมืองซีอัน เห็นดังนั้นหลิวหยางก็ะโลงแต่ไม่ทันที่เท้าของมันแตะพื้นก็นึกอะไรได้เลยะโบอกเหยาเยี่ยชิง
“เสร็จแล้วข้าจะกลับไปรอที่สำนัก!!!” มันเปล่งเสียงออกมาดังมากจนนกบินหนี
เหยาเยี่ยชิงรีบเอามือปิดหูแต่ก็ช้าไป เสียงทรงพลังดังแทรกเข้ามาในหูอย่างแรง ร่างกายที่ทรงตัวอยู่เซไปมาจนต้องชะลอความเร็ว
“ข้ายังไม่ให้เ้าไป...” เหยาเยี่ยชิงกำลังจะบอกว่าตนยังไม่อนุญาตแต่ไม่ทันเสียแล้ว ร่างของหลิวหยางหายลับไปกับป่ามืด
กระบี่เสียงเหลียงถูกลดไล่ระดับลงจนติดพื้น แต่ด้วยความเร็วของปีศาจลูกผสมแม้ใช้พลังปราณก็ไม่สามารถตรวจพบได้ว่าไปทางทิศใด เหยาเยี่ยชิงยกนิ้วเรียวขึ้นนวดขมับ ตอนนี้เหมือนเขากำลังทำสิ่งสำคัญตกหายไป
สำคัญมากจนกลัวว่าใครได้รับไปแล้วใช่ครึ่งชีวิตก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสนำกลับมาคืน เขาได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มันก่อเื่อะไรเลย หากไม่ใช่ว่าวันนี้มีธุระก็อยากจะตามหามันกลับมา
เหยาเยี่ยชิงออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อทะยานมาถึงยังตัวเมืองเขาเดินเตร่โดยรอบก็ต้องประหลาดใจ มีบ้านเรือนที่ประดับผ้าขาวอยู่หลายหลัง
วันนี้เป็เทศกาลโคมลอยในทุกปีเขาจะมายังที่แห่งนี้เพื่อทำบางอย่าง เสียงเริงรื่นของผู้คนทำให้บรรยากาศในยามอาทิตย์ลับฟ้าดูครึกครื้น ร่างในชุดฟ้าครามเดินข้ามไปยังสะพานไม้โค้งมนก่อนหยุดลง ตาเรียวหงส์ทอดมองออกไปยังนอกเมือง ทุกครั้งในวันเทศกาลตัวเขามักมายืนรอตรงทางเข้าเสมอ
ด้วยใบหน้างดงามหมดจดแต่งกายด้วยชุดไหมระรื่นตาทำให้เหยาเยี่ยชิงดูแปลกไปจากคนโดยรอบ หญิงชราคนหนึ่งนั่งขายโคมลอยอยู่ไม่ห่างเอ่ยถามไถ่ “พ่อหนุ่มมารอผู้ใดหรือ”
“คนสำคัญผู้หนึ่ง”
“ข้าเห็นเ้ารออยู่นานมานั่งก่อน”
เก้าอี้ไม้ขนาดเล็กถูกดันมาไว้ข้างกายเหยาเยี่ยชิง ผู้คนในเมืองซีอันมีไม่มากนักดังนั้นจึงมีแต่คนคุ้นตา การหยิบยื่นไมตรีให้คนแปลกหน้าจึงถือเป็เื่ปกติเล็กน้อย
“เมื่อก่อนก็มีเด็กคนหนึ่งมายืนรอเช่นเ้า ปีนี้ไม่เห็นหน้าตาคงเจอแม่แล้วกระมัง”
มือใต้แขนเสื้อลูบไปยังถุงปักด้วยความอาวรณ์ เหยาเยี่ยชิงเลือกที่จะไม่ต่อประโยคกับหญิงชรา เขาซื้อโคมลอยมาอันหนึ่งจากแผงขายเหมือนทุกปี
แสงสว่างเล็กถูกจุดขึ้นก่อนจะลอยสูงจนลับสายตาและเขาจะจมลงในอดีตอันยาวนานเหมือนทุกปี
.
.
“เยี่ยเอ๋อร์ แม่อาจจะกลับช้าหน่อย วันมะรืนคงถึง เ้าอยู่บ้านระวังอย่าไปเที่ยวเล่นไกลนัก กลับมาแล้วแม่จะพาเ้าไปงานเทศกาล” เหยาเชียนเชียนเอ่ยต่อบุตรชาย ตัวนางเป็คนมีอายุระดับหนึ่ง รูปร่างไม่ถึงกับผอมเพรียวและไม่อาจจะเรียกได้ว่าอ้วนกลม
นางจำต้องเดินทางไปยังอีกเมืองเพราะเพื่อนของนางกำลังจะสิ้นลมจึงต้องไปล่ำลา
หากแต่เหยาเยี่ยชิงยังเด็กและพึ่งจะหายไข้นางไม่อาจพาไปพบกับบรรยากาศโศกเศร้าเลยจำต้องให้เขาอยู่เฝ้าเรือน
“ลูกจะรอท่านไปงานเทศกาลพร้อมกัน” คนตัวเล็กเอ่ยตอบแม่ของตน
ความจริงแล้วนางรับเหยาเยี่ยชิงมาเลี้ยงเพราะร่างกายที่กินยาขับเืเป็ประจำไม่อาจมีบุตรได้ เมื่อก่อนนางทำงานในหอคณิกาแห่งหนึ่ง ยามที่อายุเพิ่มขึ้นค่าไถ่ตัวลดลงจึงได้ไถ่ถอนตัวเองมาอาศัยอยู่ในเมืองซีอัน
“แม่จะแวะไปดูเสื้อตัวใหม่ให้ด้วย เ้าอยากได้ของอะไรหรือไม่” นางเอ่ยต่อบุตรชาย เหยาเยี่ยชิงนั้นตัวโตขึ้นทุกวัน เสื้อที่ใส่เป็ประจำก็เล็กลงจนขากางเกงลอย
“ลูกอยากให้ท่านแม่กลับมาโดยเร็วอย่างอื่นล้วนไม่จำเป็” มือเล็กเอื้อมไปดึงชายกระโปรงของผู้เป็มารดาอย่างอาวรณ์
การกระทำเล็กน้อยทำให้เหยาเชียนเชียนตัดใจไม่ลงเช่นกัน นางย่อตัวลงกอดร่างเล็กเพื่ออำลาก่อนนำถุงเงินมอบให้
“เ้านำเงินในนี้ไปซื้อของ จำไว้ว่าเื่กินไม่จำเป็ต้องตระหนี่” เหยาเยี่ยชิงมองถุงปักลายดอกเหลียนฮวาถึงแม้ฝีเข็มไม่นับว่าประณีตแต่ตัวเขามองว่ามันงดงามอย่างมาก
“ลูกจะรอท่าน” ล่ำลากันเสร็จเหยาเชียนเชียนก็ออกเดินทาง ก่อนจะลับตาไปก็หันกลับมาส่งยิ้มให้เด็กน้อยอีกครา
.
.
เหยาเยี่ยชิงมองไปยังทางเข้าเมือง ในมือเขาถือถุงปักใบเก่าเช่นเดิม หลายปีมานี้เขามักสืบเสาะเกี่ยวกับผู้เป็มารดาเสมอแต่ก็ได้รับเพียงความว่างเปล่า ตอนนี้หวังเพียงแค่นางมีความสุขอยู่ที่ใดสักแห่งเขาก็พอใจอย่างมากแล้ว