บทที่ 24 ทักษะที่สี่ปลดล็อก (รีไรต์)
หลังจากลั่วฉิงเทียนเริ่มทยอยลากศพศพออกไปทีละร่าง ก่อนจะโยนมันออกไปนอกหน้าต่างทางทางเดิน
ทันทีที่ร่างของศพสุดท้ายหลุดออกไปนอกหน้าต่างเสียง ๆ หนึ่งก็ดังขึ้นในหัว
[สังหารผู้มีพลังพิเศษ 4 คน เลเวลนักล่าอัปเกรด ทักษะสามดอกศรเลเวล 3 เพิ่มระยะการยิง 200 เมตร ระยะการยิงทั้งหมด 1,000 เมตร ทักษะกับดักเลเวล 2 ทักษะจิตััเลเวล 1 ปลดล็อกทักษะที่สี่การเจริญเติบโต!]
ตอนที่เห็นทักษะที่สี่ ลั่วฉิงเทียนรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก การฆ่าผู้มีพลังพิเศษสามารถอัปเกรดทักษะได้? นี่มันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าซอมบี้เลยนี่นา!
ในตอนนี้ เธอละอยากรู้จริง ๆ ว่าทักษะที่สี่ของตัวเองเป็แบบไหน
เธอรีบเดินกลับไปและเห็นเสิ่นอวิ๋นหรานกำลังทำความสะอาดอย่างตั้งใจ ลั่วฉิงเทียนทำได้เพียงเก็บความตื่นเต้นไว้ ก่อนจะลากศพต่อไปออกไปโยนทิ้งนอกหน้าต่าง
จนกระทั่งทำความสะอาดเสร็จ เสิ่นอวิ๋นหรานก็ไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างไม้ถูพื้น เธอรู้สึกใเล็กน้อยที่บ้านของฉิงเทียนไม่เพียงแต่มีน้ำประปา แต่ยังมีไฟฟ้าด้วย
แต่ก็ไม่กล้าคิดมากไปกว่านี้ ไม่แม้แต่จะกล้ากวาดตาไปมองไปรอบ ๆ เธอวางไม้ถูพื้นลงแล้วรีบวิ่งออกมา ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ที่ห้องนั่งเล่น และมองมาที่ลั่วฉิงเทียนที่นั่งอยู่บนโซฟา
“คุณผู้หญิงคะ ฉันทำความสะอาดเสร็จแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะคะ!”
เสิ่นอวิ๋นหรานทำท่าจะไป ลั่วฉิงเทียนขมวดคิ้วแล้วพูดว่า
“เอาหม้อนั้นไปด้วยสิ ถือว่าเป็ค่าตอบแทนที่เธอทำความสะอาดแล้วกัน”
เสิ่นอวิ๋นหรานชะงักไป ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของลั่วฉิงเทียน
“ของในนั้น เธอเอาลงไปกินกับคนที่อยู่บ้านเลขที่สามสิบสอง ตึกตะวันออกชั้นสามสิบสองด้วยแล้วกัน”
เมื่อสองสามวันก่อน เหอเสี่ยวถามเธอทางวิทยุสื่อสารว่าเมื่อไหร่เธอจะออกไปหาเสบียงได้
ดูท่าทางคงไม่มีอะไรกินแล้ว ไม่ใช่ว่าลั่วฉิงเทียนใจดีอะไรนักหรอก แต่ของในหม้อนั้นยายเจียงกับลูกชายทั้งหลายของแกได้แตะต้องมันแล้ว
เธอรู้สึกขยะแขยง แต่จะให้ทิ้งไปก็เปล่าประโยชน์ ให้พวกเขากินเสียยังดีกว่า
เสิ่นอวิ๋นหรานจ้องมองลั่วฉิงเทียนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้โกหก ก็ก้าวไปข้างหน้า ยกหม้อใบนั้นขึ้นมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณลั่วฉิงเทียนหลายครั้ง
จากนั้นก็จากไป
เมื่อเสิ่นอวิ๋นหรานไปแล้ว ลั่วฉิงเทียนก็เข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อดูทักษะที่สี่ของตัวเองทันที
แน่นอนว่าตอนที่ลั่วฉิงเทียนเข้าไปในพื้นที่นั้นเธอก็ไม่ลืมที่จะพาต้าไป๋เข้าไปด้วยไม่อย่างนั้นถ้าทิ้งเ้าตัวแสบไว้ที่บ้านคนเดียวเธอเป็ห่วงว่ามันจะรื้อบ้านจนเละเทะ
หลังจากกลับเข้ามาในมิติส่วนตัวแล้ว ลั่วฉิงเทียนก็ไม่รอช้ารีบปลดปล่อยพลังของทักษะออกมาทันที
เป้าหมายแรกคือูเาที่อยู่ไกลออกไป เธอเล็งธนูออกไปสามดอกรวด สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเร็วและพลังทำลายของธนูสามดอกนี้ มันรุนแรงกว่าเดิมมากจนเห็นเปลวไฟลุกไหม้อยู่บนลูกธนู
จากนั้นก็ตรวจสอบทักษะวางกับดัก เดิมทีทักษะนี้สามารถวางกับดักได้แค่สามอันเท่านั้น ซึ่งใช้ดักจับเหยื่อได้ชั่วคราว
แต่ตอนนี้จำนวนกับดักเพิ่มขึ้นเป็หกอัน แถมเวลาในการดักจับยังเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณสิบกว่าวินาทีด้วย
ลั่วฉิงเทียนเริ่มทดลองใช้ทักษะที่สี่ เมื่อใช้ทักษะนี้ จะมีแสงสีเขียวปรากฏขึ้นที่มือของเธอชั่วครู่
ฉิงเทียนเด็ดกิ่งไม้เล็ก ๆ กิ่งหนึ่งจากต้นไม้มาวางไว้เหนือแสงสีเขียวนั้น ไม่นานกิ่งไม้ก็เริ่มงอกงาม แตกใบและรากออกมาใหม่
เห็นแบบนี้แล้วยิ่งแปลกใจเข้าไปอีก ฉิงเทียนลองใช้ทักษะที่สี่กับพืชผลที่ปลูกไว้
พืชผลที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเติบโต ตอนนี้กลับสุกงอมในทันควัน
“ที่แท้ทักษะที่สี่ของฉันมันเป็ธาตุพืชหรือนี่ แต่ฉันจำได้ว่าชาติที่แล้ว ฉันเคยเห็นคนใช้เถาวัลย์ต่อสู้แต่ทำไมของฉันทำแบบนั้นไม่ได้ล่ะ”
ฉิงเทียนพูดพลางลองใช้สกิลนี้กับกิ่งไม้อีกครั้ง คราวนี้กิ่งไม้กลับกลายเป็ไปตามที่คิดไว้ในทันที...
“เถาวัลย์ที่ยาวเฟื้อย...” ฉิงเทียนอมยิ้มอย่างพอใจ สกิลนี้มันช่างเหมือนกับตัวช่วยชั้นเลิศสำหรับฉันจริง ๆ ในยามต่อสู้ ถ้าสู้ไม่ได้ ก็แค่ใช้เถาวัลย์นี้พันธนาการศัตรูเอาไว้ จากนั้นก็ลงมือสังหารหรือไม่ก็ใช้โอกาสนี้หลบหนีไป เสียเลย
ทักษะนี้มันจะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกดีใจจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่แล้ว ลั่วฉิงเทียนตัดสินใจไม่กลับเข้าไปในพื้นที่มิติอีกแต่จะพาต้าไป๋ไปเก็บไข่ไก่ ไข่เป็ด และไข่ห่านบนูเาแทน วันนี้ไม่ได้กินซี่โครงหมูงั้นเรามากินไข่แทนละกัน!
ส่วนเหอเสี่ยว ่นี้เขาทรมานกับการอดอยากปากแห้งไปทุกวัน เพราะเสบียงอาหารที่บ้านใกล้จะหมดแล้ว แถมฝนข้างนอกก็ยังตกไม่หยุด ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเื่กินให้อิ่มท้อง
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่าวันนี้จะกินข้าวสักเท่าไหร่ดี ก็พลันได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เหอเสี่ยวรู้ดีว่า่นี้มีการบุกรุกและปล้นสะดมกันในอาคารแทบทุกวันจนเป็เื่ธรรมดาไปแล้วและเพราะไร้กฎหมายที่มาคอยควบคุม ทำให้ผู้คนมากมายปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบออกมาภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้
การปล้นชิงและฆ่าฟันเกิดขึ้นเกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งทางเดินในอาคาร หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ลั่วฉิงเทียนมีชื่อเสียงเื่ความโหดร้ายมาก่อน คงโดนหมายหัวไปตั้งนานแล้วกับจำนวนชั้นกว่าสามสิบชั้นแบบนี้ ยากมากที่จะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้
ตอนนี้พอได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็รู้สึกหวาดผวาจนไม่กล้าแม้แต่จะตอบรับ
ทางด้านเสิ่นอวิ๋นหราน หลังจากที่เคาะประตูอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนมาเปิดประตู เธอก็รู้สึกใจร้อนขึ้นมาเล็กน้อย จึงเหลือบมองไปที่ซี่โครงหมูในหม้อ เธออยากจะกินมันสักชิ้นจริง ๆ แต่พอคิดถึงสายตาเ็าของลั่วฉิงเทียนแล้ว
เธอฝืนความหิว พูดกับคนข้างในว่า
“พี่สาวที่อยู่ชั้นสามสิบสามให้ฉันมาส่งของค่ะ ได้โปรดเปิดประตูด้วยนะคะ!”
เหอเสี่ยวที่อยู่ข้างในได้ยินเสียงคนพูดว่ามาจากชั้นสามสิบสามก็รีบเดินมาที่ประตูแล้วถามอย่างลังเลว่า
“ส่งอะไร?”
“ของกินค่ะ!”
พอเขาได้ยินว่าเป็ของกิน ก็ไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะหลอกเขาหรือเปล่า เหอเสี่ยวรีบเปิดประตูออก ทันทีที่เห็นคนที่อยู่ด้านนอกประตูเข้าเขาก็ถึงกับอึ้ง
“คุณคือ...”
คงเพราะว่าผ่านโลกยุคสิ้นโลกมา เธอดูผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เหอเสี่ยวจำเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ฉันอยู่ชั้นยี่สิบเจ็ดน่ะ คือฉันช่วยพี่สาวที่อยู่ชั้นบนทำความสะอาด เธอเลยให้หม้อนี้มา บอกว่าให้ฉันเอามาแบ่งคุณทานด้วย จริง ๆ นะ ไม่เชื่อคุณขึ้นไปถามเธอดูสิ”
เหอเสี่ยวจ้องมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง สายตาก็ไปสะดุดกับหม้อในมือ กลิ่นหอมของเนื้อในหม้อลอยโชยออกมา ทำให้สมองเขาตื้อไปหมด
เขาพูดพลางกลืนน้ำลาย
“งั้นเธอก็เข้ามาเถอะ กินข้าวด้วยกัน”
หลังจากที่เสิ่นอวิ๋นหรานถูกทำร้ายร่างกายติด ๆ กันไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกหวาดระแวงผู้ชายขึ้นมา แต่เพราะคนตรงหน้าเป็เพื่อนของลั่วฉิงเทียน ก็เลยไม่ค่อยระแวงเขาเท่าไหร่
เธอคิดว่าคนที่รู้จักกับลั่วชิงเทียนได้ก็น่าจะเป็คนไม่เลว
หลังจากที่พาอวิ๋นหรานเข้ามาในบ้านแล้ว เหอเสี่ยวก็เริ่มต้มน้ำทำบะหมี่ ก่อนหน้านี้เขาทำงานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ และรับจ้างเขียนโปรแกรมเป็อาชีพเสริม และเพราะว่างานยุ่งตลอด จึงติดนิสัยชอบซื้อของตุนไว้ที่บ้าน
โดยเฉพาะเตาแก๊สและแก๊ส เขาซื้อตุนไว้เป็ลัง ๆ ไม่คิดเลยว่าพอถึงยุคโลกาวินาศแบบนี้จะได้โอกาสเอามาใช้
หลังจากลวกบะหมี่เสร็จ พวกเราก็ช่วยกันกินซี่โครงหมูจนหมดเกลี้ยง นับั้แ่ย่างเข้าสู่ยุคโลกาวินาศ นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเรากินอิ่มขนาดนี้
พวกเรามองหน้ากันและกัน แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
จริง ๆ แล้วในตอนนี้เสิ่นอวิ๋นหรานพักอยู่ชั้นยี่สิบเจ็ดแต่เพราะว่าครอบครัวของยายเจียงที่อยู่ชั้นสามสิบสองเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะย้ายขึ้นไปอยู่ข้างบนแทน
แต่ว่าประตูบ้านของยายเจียงพังเสียหาย แต่สุดท้ายเหอเสี่ยวก็ไปช่วยเธอจัดการประตูที่เสียหายนั่นให้ เธอกับเขาก็ได้เป็เพื่อนบ้านกันในที่สุด
ในวันที่สามสิบห้าที่ฝนตกติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฝนก็หยุดลง
ตอนนี้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในตึกเหลือไม่ถึงหนึ่งในสามแล้ว
วันนี้เหอเสี่ยวหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาส่งข้อความหาลั่วฉิงเทียน
“คุณชั้นสามสิบสามครับ ฝนหยุดแล้ว จะออกไปหาเสบียงกันมั้ยครับ?”