ตอนที่ 2 (2)
ในเวลานี้ ตำรวจจราจรที่ร่าเริงแจ่มใสและรูปร่างสูงเพรียวข้างนอกนั่นได้หยิบเครื่องมือวัดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ออกมาแล้ว พร้อมเผยฟันขาว พูดกับกวนเย่ว์ที่กำลังพยายามยื่นหัวเข้ามาดูว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น
“มาครับ อ้าปาก เป่าหน่อย!”
กวนเย่ว์พูดอย่างขัดขืนว่า “ผมสาบานว่าผมดื่มไวน์แดงไปแค่แก้วเดียวเท่านั้น”
ตำรวจจราจรกล่าวว่า “ผมปฏิบัติตามหน้าที่น่ะครับคุณกวน ไม่เป่าไม่ได้นะ!”
กวนเย่ว์ที่พยายามขัดขืนแต่ไร้ผล จึงทำได้แค่อมที่เป่าวัดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เป่าแค่ทีเดียวก็ไม่ได้แล้ว เกินมาตรฐานทันที ตำรวจจราจรกล่าวว่า “คุณหลอกใครกันครับเนี่ย ดื่มแค่แก้วเดียวงั้นเหรอ ดื่มไปถังหนึ่งมากกว่า! มาครับ มาๆ พวกเราไปนั่งกรอกใบสั่งข้างๆ กันดีกว่า!”
พูดพลางก็หิ้วคนจากไปอย่างรวดเร็ว
ในห้องตรวจที่ราวกับถูกพายุทอร์นาโดถล่ม ตำรวจที่สวมเครื่องแบบร้านสะดวกซื้อนายนั้นพูดว่า “ที่ถูกอัสนีบาตสั่นะเืพิภพฟาดเข้าก็คือคนนี้เหรอ”
หงเซี่ยนพยักหน้า
ตำรวจหันหัวมามองขึ้นลงครู่หนึ่ง ถึงค่อยพูดกับเจี่ยนอินว่า
“มาเถอะ แจ้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ และเลขบัตรประจำตัวประชาชนมาให้หมด หากตรวจสอบแล้วว่าทั้งหมดเป็ความจริง และนายไม่มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ กรมย่อยพิเศษสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยจากรัฐให้นายได้” ตำรวจชะงัก “อย่างไรเสีย ถูกฟ้าผ่าก็เจ็บมากจริงๆ”
“...” เจี่ยนอินมองตำรวจอย่างขลาดกลัว จากนั้นก็มองไปที่หงเซี่ยนอย่างหวาดกลัว
หงเซี่ยนรู้สึกแปลกๆ ทำไมเจี่ยนอินถึงมองเขา จนสุดท้ายแม้แต่ตำรวจก็หันมามองเขา หงเซี่ยนที่ไม่เคยพูดมากมาตลอด จึงค่อยพยายามเปิดปากพูดอย่างสุดความสามารถว่า “ฟ้าผ่าเข้าที่สมอง สมองถูกเผา ความจำเลยเสื่อม”
ตำรวจเบิกตากว้างทันที ใบหน้าที่เดิมทีดูน่ากลัวดุดัน ตอนที่หันไปมองเจี่ยนอิน กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็บิดเบี้ยวไปหลายที เขาฝืนยิ้มอ่อนโยนเล็กน้อยและเต็มไปด้วยการปลอบใจออกมา “นายทำเื่ไม่ดีไปมากเท่าไรเนี่ยถึงถูกฟ้าผ่าจนกลายเป็แบบนี้ซะได้”
เจี่ยนอินปล่อยโฮออกมา “ผม ผมไม่รู้ ผมไม่รู้อะไรเลย ควรทำยังไงดี ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ผมจำอะไรไม่ได้เลย หัวว่างเปล่าไปหมด บ้านของผมล่ะ ชื่อของผมล่ะ”
เจี่ยนอินยิ่งร้องก็ยิ่งเสียงดัง และยิ่งร้องก็ยิ่งเศร้ามากขึ้นเรื่อยๆ น้ำมูกน้ำตาไหลพร้อมกัน สภาพดูน่าสมเพชเวทนามาก “ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ทำไมคนนั้นถึงบีบคอจะฆ่าผม ผมเป็คนเลวจริงๆ เหรอ ผมทำเื่ไม่ดีอะไรไป...ฮือๆๆๆ...”
ความโศกเศร้านี้ ความคับข้องใจนี้ เ้าหนูน้อยท่าทางดูเหมือนถูกรังแกมาจนอนาถเลยละ
ตำรวจมองไปที่หงเซี่ยนและพูดด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า “ลูกพี่ คุณบีบคอเขาเหรอ นี่คือคนที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ไม่ใช่เหรอ”
สายตาของหงเซี่ยนมองไปที่ร่างของเลี่ยวต้าเหวยที่สลบเหมือด
ตำรวจเข้าใจทันที
ไม่น่าแปลกใจเลยที่คดีนี้จะถูกจัดสรรมาให้กรมย่อยพิเศษ เด็กน้อยตรงหน้าคนนี้ไม่มีทางเป็คนธรรมดาได้
“ความจำเสื่อม...” ตำรวจหยิบสมุดบันทึกออกมาแล้วขีดๆ เขียนๆ ลงไป จากนั้นก็มองไปที่เจี่ยนอินอย่างจริงจังมากและพูดว่า
“เ้าหนู จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ ฉันจำนายได้นะ แต่นายจำฉันได้ไหม ผู้จัดการร้านของร้านตรงประตูเซียกับประตูเลี่ยที่อยู่ตรงข้ามสวนต้ากวงินั่น นายมักจะมาที่ร้านของฉันบ่อยๆ และซื้อข้าวปั้นกับนมถั่วเหลืองกลับไปทุกครั้ง”
ตำรวจชะงักไปอีกครั้ง “และฉันก็บอกกับนายทุกครั้งเหมือนกันว่านมถั่วเหลืองกับข้าวปั้นไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ!”
เจี่ยนอินยังคงเอาแต่ร้องไห้และร้องไห้ ตำรวจถูกเขาร้องไห้ใส่จนหัวเริ่มปวดแล้ว
ตำรวจลุกขึ้นยืนและพูดอย่างจนใจว่า “เอาแบบนี้ละกัน ฉันจะลองกลับไปเช็กกล้องวงจรปิดดู ในเมื่อนายอาศัยอยู่แถวๆ ประตูเซียและประตูเลี่ย ก็น่าจะสามารถหาเบาะแสอะไรได้บ้าง”
นึกไม่ถึงว่าพูดจบก็จะไปเลย
หงเซี่ยนกล่าวว่า “พาเขาไป”
ตำรวจเบิกตากว้าง “พาเขาไปเหรอ” เขาตกตะลึง พูดยิ้มๆ ว่า
“พี่หง อย่าล้อเล่นน่า! ตลอดทางที่มา ชั้นเก้าของเหอผิงพังไปครึ่ง ใครเป็คนทำผมใช้เข่าคิดยังรู้เลย กรมตำรวจของพวกเราก็เคยพังไปครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีก่อน ต่อมาย้ายไปยืมอาศัยที่กรมควบคุมปีศาจ สุดท้ายอาคารของกรมควบคุมปีศาจก็ถูกไฟไหม้วอดวายไม่เหลือ กลางปีนี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอสถานที่ที่ใช้เปิดกรมย่อยพิเศษใหม่อีกครั้งได้ ลูกพี่เมตตาหน่อยเถอะ หากพาคนคนนี้กลับไปแล้วพังอีกครั้งล่ะก็ เงินเดือนของพวกเราก็จะถูกหักจนเกลี้ยง ไม่มีที่จะอยู่แล้ว!”
“...” หงเซี่ยนเหลือบมองตำรวจตรงหน้าเบาๆ แวบหนึ่ง
ตำรวจรู้สึกกดดันมาก แค่ถูกมองปราดเดียว เหงื่อเย็นๆ ก็แทบจะโชกเสื้อผ้าแล้ว!
ปีศาจระดับสูงไม่สามารถสบตาไปทั่วได้อย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย โดยเฉพาะปีศาจพันปีระดับสูงแบบนี้ ต่อให้ทุกตนจะจุติลงมาในกายมนุษย์และอาศัยปะปนอยู่ในโลกมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิดพร้อมทั้งปกป้องความสงบสุขของโลกมนุษย์ไปด้วย แต่ช่องว่างของชนชั้นก็แจ่มชัดเป็ที่ประจักษ์อยู่ตรงนั้นแล้ว!
หงเซี่ยนหันกาย ก้าวเท้าแล้วเดินจากไป ไม่รู้สึกว่าตนจำเป็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักชื่อตรงมุมนั่นเลยด้วยซ้ำ
คนที่ขับรถชนคนไม่ใช่เขา คนที่ทำโรงพยาบาลเหอผิงพังก็ไม่ใช่เขา เขาไม่มีหน้าที่ต้องดูแลเื่นี้
แต่ทันทีที่เขาจากไป สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักชื่อตรงมุมก็ลุกขึ้นยืนฉับพลัน แม้ว่าจะยังหวาดกลัวอยู่ แต่กลับลังเลเพียงครู่เดียว ก่อนจะเดินตามหลังหงเซี่ยนไปทีละก้าวๆ อย่างสั่นเทา
หงเซี่ยนที่ราวกับมีตาอยู่ด้านหลังหันมามองเจี่ยนอินแวบหนึ่ง ทำให้เจี่ยนอินใจนขดตัวสั่นงันงกอีกครั้ง
“เ้าหนู!” จู่ๆ ตำรวจก็เรียกเจี่ยนอินไว้
เจี่ยนอินสะดุ้งใอีกรอบ จนเกือบจะะโขึ้นมา
“นี่คือนามบัตรของฉัน!” ตำรวจยื่นนามบัตรสีขาวเคลือบทองไปตรงหน้าเจี่ยนอิน
เจี่ยนอินมองนามบัตร แล้วมองไปที่ตำรวจอีกครั้ง เขาไม่กล้าหยิบ
ตำรวจจึงคว้ามือของเจี่ยนอินไว้ แล้วยัดนามบัตรใส่มือของเจี่ยนอิน
และในตอนที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์คนนี้้าจะพูดว่า ‘มอบทุกอย่างให้เป็หน้าที่ของฉันเถอะ!’ นั่นเอง ปากเพิ่งจะอ้าออก คลื่นที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเจี่ยนอินและหงเซี่ยนัักันเมื่อกี้ก็เริ่มทำงานขึ้นอีกครั้งในทันใด ตอนนี้แสงสีทองกับแสงสีขาวพุ่งเข้าปะทะกัน แสงทั้งสองที่ตาเห็นกำลังจะะเิอีกครั้ง!
ก็ในเวลานั้นเอง หงเซี่ยนจับเจี่ยนอินไว้ แล้วดึงเจี่ยนอินออกมาจากตำรวจทันที
หงเซี่ยนเปิดริมฝีปากที่ซีดขาวเล็กน้อย ท่องคาถาโบราณที่ไม่มีใครฟังรู้เื่ออกมา จากนั้นก็กัดนิ้วชี้ แล้วกดเืสีแดงสดที่ไหลออกมาบนหน้าผากของเจี่ยนอิน ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที กลิ่นอายที่ทะลักออกมาจากร่างกายของเจี่ยนอินอย่างบ้าคลั่งก็ถูกเก็บกลับเข้าไปในร่างกายจนหมดสิ้น จากนั้นสองขาก็อ่อนยวบ หมดสติไป
หงเซี่ยนยื่นมือออกไปโอบเจี่ยนอินเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง ทุกอย่างเป็ธรรมชาติมาก ธรรมชาติเสียจนตะลึงตัวเองไปครู่หนึ่ง
สีหน้าของตำรวจตัวสูงใหญ่กำยำนั้นดูสับสนในตอนแรก แต่ต่อมาถึงค่อยตระหนักได้ว่าการกระทำของหงเซี่ยนนี้คือการช่วยเหลือตัวเองกับอาคารของโรงพยาบาลเหอผิงอีกครึ่งหนึ่งจากชะตากรรมมรณะซ้ำยังพังถล่มทั้งอาคารอีกด้วย บนใบหน้าเขาเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ทั่วทั้งสรรพางค์กายไม่สู้ดี “ตัว ตัว ตัวอะไรเนี่ย…”
หงเซี่ยนขมวดคิ้ว
ตัวอะไรงั้นเหรอ
เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน...
…