ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 45 ค่ำคืนที่มอดไหม้

     



              ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง


              เลือดยังคงหยดลงบนพื้นไปตลอดทางที่เคนจิกำลังวิ่ง


              แม้เหนื่อยหอบไร้กำลังแต่หยุดขาตัวเองไม่ได้ เขาพักไม่ได้ เรย์กับโยซึรุวิ่งตีคู่มาด้วยกันช่วยพยุงเขาเอาไว้ แต่ทุกก้าวกลับเหมือนต้องใช้แรงขับอันใหญ่หลวงกล้ามเนื้อของเขาเหมือนไม่อยากให้ความร่วมมือ สมองมึนงงไปหมด เสียศูนย์อย่างแรงข้างในหูดังวิ้ง ๆ อาการบาดเจ็บที่ได้รับไม่แน่ใจว่าสาหัสแค่ไหนรู้แค่ว่าโดนเข็มนั่น และเขาก็หยุดเคลื่อนที่ไม่ได้จนกว่าจะพ้นจากสถานการณ์นี้ไป


              เสียงไล่ตามของพวกผีดิบยังคงกระชั้นมาก


              เรย์พาทุกคนเข้ามาหลบภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งแล้วปิดล็อกประตูทางเข้าอย่างแน่นหนา หวังว่าจะช่วยถ่วงเวลาพวกมันได้สักพัก


              ภายในอาคารสำนักงานแห่งนี้เต็มไปด้วยโครงสร้างที่ทันสมัยและมีการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่ดูหรูหราผนังกระจกใสขนาดใหญ่ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองในยามค่ำคืน แม้บัดนี้จะมืดสลัวแต่ก็ยังพอมองเห็นเงาของตึกสูงที่ล้อมรอบ หลอดไฟนีออนบางดวงยังคงกะพริบเป็นระยะโต๊ะทำงานที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบมีคอมพิวเตอร์และเอกสารที่ยังค้างอยู่เหมือนกับว่าคนในอาคารนี้รีบหนีออกไปในยามฉุกละหุกเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆทำให้มีมุมอับหลายแห่งที่สามารถใช้เป็นที่ซ่อนตัวได้


              เสียงจากภายนอกยังคงอึกทึกดังตึง ๆเมื่อพวกมันพยายามกระแทกประตูโลหะอย่างต่อเนื่อง สอดแทรกด้วยเสียงคำรามอยู่เนือง ๆ


              เคนจิทรุดตัวนั่งลงบนพื้นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด พิงเสาต้นใกล้สุด


              เรย์รีบเข้าไปตรวจสอบอุปกรณ์ที่จะใช้จุดระเบิดห้องควบคุมเล็ก ๆที่อยู่ในมุมหนึ่งของอาคารนั้นเต็มไปด้วยสายไฟที่ถูกต่อพ่วงกันอย่างยุ่งเหยิงเขาหยิบแผงวงจรออกมาตรวจสอบพบว่าสายชนวนหลักยังไม่ได้เชื่อมต่อกับตัวจุดระเบิดที่ถูกติดตั้งอยู่ภายในผนังด้านข้างเรย์หยิบไขควงและอุปกรณ์อื่น ๆ ออกมา มือของเขาขยับอย่างรวดเร็วแต่มั่นคงเขาเชื่อมต่อสายไฟสีแดงเข้ากับจุดเชื่อมต่อหลัก ตามด้วยสายสีน้ำเงินและสีเขียวเสียงเครื่องมือกระทบกันเบา ๆ ในขณะที่เขาพยายามทำงานอย่างรวดเร็วที่สุด


              “พับผ่าสิสายชนวนของที่นี่ยังเดินไม่เสร็จเรียบร้อยดี”


              เรย์เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียดเมื่อพบว่าสายชนวนระเบิดยังถูกติดตั้งไม่เรียบร้อย เขาลืมไปว่าที่นี่เพิ่งถูกกำหนดเพิ่มให้เป็นโซนแดงอีกแห่งเมื่อวันก่อนเองเท่านั้นทุกอย่างจึงยังฉุกละหุกไม่เสร็จตามกำหนดการณ์


              เสียงกระจกเริ่มแตกร้าวพวกมันทยอยมุดเข้ามาได้ทีละตัวสองตัว


              “รุ่นพี่รีบพาเคนจิหนีออกไปทางด้านหลังทีนะครับหลังผมติดตั้งทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วจะรีบตามไปครับ”


              เรย์หวังใช้ที่แห่งนี้ล่อให้พวกมันมารวมตัวกันแล้วกำจัดให้ได้มากที่สุด


              “ดะ...ได้ฉันจะพาเคนจิหนีไปออกยังที่ปลอดภัยก่อน”


              โยซึรุรีบพยุงเคนจิที่อยู่ในสภาพไม่สู้ดีนักจากอาการเสียเลือดมุ่งตรงไปยังทางออกด้านหลังอาคารเธอได้ยินเสียงคมดาบของเรย์เฉือนชิ้นเนื้ออันเน่าเฟะของพวกมันซึ่งพยายามไล่กวดหลังมา


              “แค่ก ๆ”


              สภาพของเคนจิเริ่มแย่ลงมากยิ่งขึ้นไอออกมาเป็นลิ่มเลือด เขากุมบาดแผลไว้และเริ่มก้าวช้าลง


              “เคนจิคงสติไว้นะ! ฉันจะรีบพาเธอไปหาคุณหมอคัตสึรางิให้ได้”


              โยซึรุรู้สึกได้ว่าตัวของอีกฝ่ายหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องเพิ่มแรงพยุงมากตาม สายตามองเห็นทางออกเบื้องหน้าอยู่รำไร


              ทว่าเธอก็ต้องกรีดร้องออกมาเมื่อมีผีดิบตนหนึ่งโผล่ออกมาจากมุมอับมันกระโจนเข้าใส่จนทั้งเธอและเคนจิล้มหงาย


              โยซึรุใช้เท้ายันมันไว้ในขณะที่มันกำลังพยายามจะคร่อมเธอจากด้านบนหญิงสาวใช้ปืนยิงกรอกปากมันไปหนึ่งนัดจนแน่นิ่ง เสียงกระจกหน้าต่างแตกดังเพล้งเหล่าผีดิบมุ่งตามเข้ามายังทิศทางของเสียงปืนมากขึ้น


              เคนจิฝืนตัวแม้ร่างกายจะบาดเจ็บหนักแค่ไหนก็ตาม เขาก็ไม่สามารถลดการป้องกันของตัวเองลงได้ เขาใช้หมัดที่เสริมพลังชกใส่เหล่าผีดิบที่กำลังดาหน้าเข้ามาเหมือนเห็นเขาเป็นอาหารอันโอชะ


              แม้จะบาดเจ็บแค่ไหนเขาก็ยังฝืนทุ่มเทแรงทั้งหมดเพื่อปกป้องแฟนสาว


              โยซึรุพยายามยิงช่วยจนกระสุนไม่เหลือสักนัดมองไปยังเคนจิที่กำลังถูกรุมล้อมและสลับมองไปยังทางออก


              หญิงสาวคิดว่ามนุษย์เราเวลาที่กลัวตายแล้วน่ะจะไม่อาจมัวสนใจเรื่องของคนอื่นได้มีแต่จะคิดว่าต่อให้ต้องปล่อยให้คนรอบข้างเสียสละก็ต้องให้ตัวเองรอดถ้าหากเปิดเผยความอัปลักษณ์ชั่วร้ายตรงนี้ออกมาแล้วก็จะไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้


              “...ยกโทษให้ฉันด้วย”


              เธอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการวิ่งหนีออกไปด้านนอกโดยไม่เหลียวหลังทิ้งอีกฝ่ายไว้เป็นเหยื่อล่อ

     


              เรย์ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจนเริ่มรู้สึกเป็นห่วงทั้งสองคน ตอนนี้เขาติดตั้งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเหลือเพียงลากสายชนวนไปยังด้านนอกเท่านั้น


              ทว่าเมื่อวิ่งตามมาภาพที่เขาต้องพบคือตัวเคนจิซึ่งชโลมไปด้วยเลือดอย่างน่ากลัวเนื้อหนังหลายแห่งบางส่วนถูกกัดแทะจนแหว่งเวิ่น เต็มไปด้วบาดแผลฉกรรจ์อันน่าสะพรึง


              “เคนจิ!!!”


              เขารีบเข้าไปช่วยอีกฝ่ายที่กำลังถูกรุมล้อมอาการบาดเจ็บของเคนจินั้น ทำให้คมดาบของเขาทื่อลงอย่างเห็นได้ชัด ความสั่นสะท้านในจิตใจมากมายเกินประมาณ


              สุดท้ายเขากับเคนจิช่วยกันจนสามารถจัดการผีดิบที่หลุดเข้ามาในพื้นที่บริเวณนี้ได้จนหมด


              “แล้วรุ่นพี่หายไปไหนทำไมนายถึงสภาพเป็นแบบนี้”


              เขาตัวสั่นระริกเมื่อเห็นสภาพของเพื่อน เลือดที่แผลส่วนท้องไหลออกมามากกว่าเดิมมันกองรวมอยู่ใต้ขาเขาเป็นแอ่งใหญ่


              “เราถูกล้อมเอาไว้ ฉัน...เลยสั่งให้เธอรีบหนีไปก่อนเองแหละ”


              เรย์รีบเข้าไปประคองร่างของเคนจิเมื่ออีกฝ่ายโงนเงนทำท่าจะล้มลง เขาที่กำลังจิตใจว่อกแว่กจึงมองข้ามรายละเอียดบางอย่าง


              “บาดแผลนาย—”


              “ฮ่าฮ่า ไม่เป็นไรหรอกอีกสักพักก็ลุกขึ้นมาเต้นได้แล้วล่ะ มันไม่เป็นอะไรมา หรอก ...แค่ก ๆ”


              เคนจิผุดรอยยิ้มขมเฝื่อนที่ดูไม่เข้ากับสถานการณ์เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง แต่กระนั้นเขาก็ยังกระอักลิ่มเลือดออกมาอย่างน่ากลัว สภาพบาดแผลสาหัสสากรรจ์เกินเยียวยา


              “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วฉันจะรีบพานายไปหาหมอคัตสึรางิให้เร็วที่สุดเอง”


              “เรย์... ฉันน่ะ...คงไปต่อกับนายไม่ได้แล้วล่ะ”


              เรย์พยายามช่วยพยุงตัวเคนจิออกเดินแต่เหมือนอีกฝ่ายจะขืนตัวไว้


              “นายพูดอะไรอย่างนั้นแผลเล็กแค่นี้ไม่คณามือคุณหมอคัตสึรางิหรอก อีกนิดเดียวเท่านั้นเราก็จะหนีรอดกันได้แล้ว”


              เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือต่อให้เป็นคำพูดของตัวเอง แต่จิตใจก็ยังไม่อาจเชื่อมั่นในคำพูดนั้นได้


              เสียงดังครึกโครมตามด้วยเสียงกระจกแตกดังเพล้งเหมือนมีบางอย่างถูกทำลายมาพร้อมเสียงอื้ออึ้งของเหล่าคนตายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกมันเริ่มไหลทะลักเข้ามาในตัวอาคารได้แล้วเป็นที่เรียบร้อย


              “อึ๊ก...ไม่มีเวลาแล้ว...นายรีบไป... ฉันจะเป็นคนจุดระเบิดอยู่ที่นี่เอง ส่งตัวจุดระเบิดนั่นมา ...ให้ฉัน”


              “หุบปากนายหุบปากไปเดียวนี้ ต่อให้เหลือแขนข้างเดียวฉันก็จะเป็นคนลากนายไปเองไอ้ที่บอกให้หนีแล้วทิ้งนายไว้น่ะ ใครจะไปทำตามกัน!”


              เรย์กัดฟันกรอดเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่จวนจะระเบิดขณะเอ่ยมันออกมาพยายามพยุงเคนจิออกก้าวเดินอีกครั้ง


              “ถ้านายยังดันทุรังแบบนั้น...พวกเราจะตายด้วยกันทั้งคู่—”


              “—งั้นเรามาตายด้วยกันทั้งคู่”


              เรย์ยืนกรานเสียงแข็งอย่างดื้อรั้นผ่านความรู้สึกเดียวกัน


              ได้ยินคำพูดที่ปราศจากความลังเลเคนจิก็เค้นหัวเราะออกมาเบา ๆ


              “แฮก…แฮก...บ้าจริง ๆ เลยนะ”


              “ก็พอกันนั่นแหละ”


              พวกเราทั้งคู่ต่างยังคงหัวรั้นเหมือนเดิม


              เคนจิหันมายิ้มอย่างอ่อนแรงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งต่ออีกครั้ง


              “ฟังนะ นี่ยังไม่ถึงเวลาของนายนายยังมีคนที่ต้องปกป้องอย่าลืมเรื่องนั้นสิ— ทั้งชิโฮะ ฮารุโตะและโยซึรุต้องแย่แน่ ๆ ถ้าไม่มีนายเพราะงั้นนายต้องปกป้องเจ้าพวกนั้นในส่วนของฉัน...มีแค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ ...เวลาของฉันหมดลงแล้ว นายย่อมรู้ดีแก่ใจ...อย่าโกหกตัวเองอีกเลย”


              “…”


              เคนจิกระอักไอเป็นลิ่มเลือดออกมาอีกหนึ่งหย่อมอย่างน่ากลัว


              “ฉันไม่เคยเสียใจในเส้นทางที่เลือกเดิน...ฝากบอกลาคนอื่น ๆ แทน... ฉันด้วยนะ —แค่ก ๆ... บ้าชะมัด ...พอรู้ตัวว่ากำลังจะตาย...ดันรู้สึกคิดถึงเจ้าพวกนั้นขึ้นมาเหมือนกันแฮะให้ตายเหอะ มีแต่ภาพความทรงจำบ้าๆ บอ ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด แต่ตอนนั้นก็สนุกชะมัดเลยนะ ดีจังเลยที่ได้พบกับทุกคน”


              ‘อย่างน้อยก็อยากจะยืนยันด้วยตัวเองว่าคนอื่นๆ ยังปลอดภัยอยู่หรือเปล่านะ’


              “…”


              “ฉันบอกให้ไปไง!”


              เคนจิตะโกนกร้าวเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่จากไป เค้นแรงเฮือกสุดท้ายยัดไฟแช็กอันโปรดใส่มือเพื่อนสนิทก่อนแย่งตัวจุดระเบิดมา แล้วผลักเรย์ออกไปยังอีกฟากของประตู ขังตัวเองไว้จากด้านใน


              “เคนจิ!! นายอย่าทำแบบนี้!”


              เรย์ชกไปที่ประตูตึง ๆ จนบุบ


              “ฉันมีความสุขมากนะที่ได้เจอทุกคนยังไงซะ... สักวันหนึ่ง ...ทุกคนต้องบอกลากันอยู่ดีนั่นแหละ ...ดีใจจริง ๆ...ที่มีพวกนายเป็นเพื่อน ...แค่ก—”


              น้ำเสียงของเคนจิแสนหนักอึ้งเรย์กัดฟันแน่นไม่อยากยอมรับ ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตาไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้


              “…”


              “...จงมีชีวิตรอดต่อไป...ในส่วนของฉันด้วย นายคือหลักฐานว่าฉันเคยอยู่ที่นี่ แค่นายจดจำไว้ฉันก็สามารถจากโลกนี้ไปได้ทั้งรอยยิ้มแล้วล่ะ”


              เคนจิได้ส่งความปรารถนาที่รุมเร้าอยู่ในส่วนลึกของคำพูดเหล่านั้นไปถึงเรย์


              ทัศนวิสัยกว่าครึ่งค่อยๆถูกละเลงไปด้วยสีแดงของเลือดและความมืด


              แต่ถึงอย่างนั้น—


              ต่อให้แม้แต่การหายใจก็กลายเป็นความเจ็บปวด—


              เคนจิก็ยังพยายามลุกขึ้นผ่านดวงตาอันเปล่งประกายด้วยเจตจำนงและความรู้สึกขณะที่กลืนเลือดซึ่งเอ่อล้นออกมาจากส่วนลึกของลำคอ


              เขาเพียงแต่ทำตามสัญชาตญาณที่ปะทุขึ้นในกายในฐานะชีวิตชีวิตหนึ่งก็เท่านั้น ไม่มัวแต่สิ้นหวังแค่เดินหน้าต่อไปให้ไกลขึ้นสักก้าวก็พอ ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่ตนกับเพื่อน ๆร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันเหตุการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ทว่าเรื่องราวการเดินทางของเขานั้นคงต้องสิ้นสุดลง


              ‘วิสัยทัศน์เริ่มมืดลงแล้วแฮะจะหายใจก็หายใจไม่ได้ หรือแม้แต่พูดก็ตาม นี่ฉันกำลังจะตายแล้วงั้นเหรอ? ฮารุโตะจะทำหน้าแบบไหนกันนะ?ชิโฮะจะร้องไห้ให้ฉันหรือเปล่า? บ้าเอ้ย มีแต่ความเสียใจเต็มไปหมดฉันยังไม่อยากตายสักหน่อย ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำอีกตั้งเยอะ แต่...อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่เรย์ต้องมาตายอยู่กับเขาล่ะนะ คิดในแง่บวกเข้าไว้’


              สวิตช์ระเบิดถูกกด


              เคนจิเริ่มรู้สึกหนาว ความเจ็บปวด...หายไปแล้ว แสงสว่างที่โอบล้อมเขาไว้ช่างเจิดจ้าดีชะมัด


              ‘ฉัน...ไปก่อนนะ ...ไอ้เพื่อนยาก ไม่ต้องห่วงนะ เพราะฉัน—'


              เพราะความทรงจำฉันน่ะ...จะเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าไปตลอดกาล


             


              บนท้องฟ้าสิ้นไร้แสงใดนอกจากประกายดาราบุปผาแห่งเปลวไฟดวงใหญ่กำลังเบ่งบานท่ามกลางความมืดมอดไหม้ไปกับหนึ่งชีวิตที่อับแสงลง


              เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องเป็นจังหวะเหมือนประทัดที่แตกปะทุ หินทลายคอนกรีตระเบิดจนเหลือเพียงฝุ่นดำมะเมื่อมลูกไฟมหึมาพุ่งทะยานออกจากทุกรูบานประตูหน้าต่าง เจิดจ้าเพียงช่วงเวลาสั้น ๆแต่เห็นได้ไกลสุดไกล


              ระหว่างที่เสียงก้องกัมปนาทม้วนตัวกระแทกอาคารข้างเคียงแล้วจางหายเศษซากอาคารก็เริ่มไฟไหม้เผาทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายในไม่เหลือซาก


              พลันนั้นท้องฟ้าคำรามกึกก้องราวกับตอบรับความโศกเศร้าหยาดน้ำฝนตกลงมาอย่างบ้าคลั่งและไร้สิ้นสุดเป็นความงดงามที่ดูคล้ายความสิ้นหวังซึ่งเย้ยหยันอย่างเงียบงันราวกับความรุนแรงและความเดียวดายถูกโลกตัดขาด


              ท่ามกลางสายฝนเปื้อนเขม่าสีเทาเข้มที่โหมกระหน่ำเรย์กำไฟแช็กที่เคนจิยัดใส่มือเขาเอาไว้แน่นทำได้เพียงยืนมองอาคารตรงหน้าด้วยแววตาอันว่างเปล่า เขาฟุบหน้าก้มลงกับพื้นส่งเสียงร้องครางอย่างขมขื่นภาวนาให้ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ฝันร้ายแล้วรีบตื่นขึ้นมาเสียที


              ความเงียบงันตามมาอย่างฉับพลันและหยุดนิ่งเมื่อหูของเขาปิดรับเสียงทุกอย่าง ราวกับว่าเสียงทั้งหมดได้หายไปจากโลกใบนี้


              “เพราะอะไรกัน ทำไม ทำไมทำไม —อ้ากกกก!!!”


              ตลอดทางที่ผ่านมาเขาทำได้ดีในเรื่องการสะกดข่มใจตัวเองไม่ให้แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาแต่ครั้งนี้ช่างแตกต่าง เขาไม่อาจหยุดความเศร้าเสียใจที่ทรมานนี้ได้


              เขาสาปแช่งโชคชะตาของตนเอง คำรามร่ำไห้จนแทบคลั่งต่อให้เป็นหนทางที่มาจากการตัดสินใจของตัวเองแต่เขาอดสาปแช่งสิ่งที่ชื่อโชคชะตาไม่ได้

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน