ก่อนขึ้นรถไฟสวีหว่านหนิงหิ้วกระเป๋าน้อยใหญ่ไปเข้าห้องน้ำ
ห้องน้ำในสถานีรถไฟของยุคสมัยนี้เรื่องสุขอนามัยเรียกได้ว่าแทบดูไม่ได้
กลิ่นเหม็นฉุนตีเข้าจมูกสวีหว่านหนิงพยายามอดกลั้นความรู้สึกอยากจะหนีออกจากตรงนี้ ก่อนจะเอากระเป๋าสัมภาระที่ค่อนข้างหนักและบรรจุสิ่งของมีค่าเข้าไปในช่องมิติเหลือหิ้วไว้ในมือแค่ไม่กี่อย่าง และล้วนเป็นสิ่งของไม่มีค่าทั้งสิ้น ต่อให้ทำหายก็ไม่เสียดายอะไร
หลังเก็บของเสร็จเธอก็ออกมาล้างมือจากนั้นก็แสดงตั๋วรถไฟของตนแล้วเดินเข้าไปในตู้โดยสาร
รถไฟขบวนนี้มีตู้นอนเพียงสองตู้เท่านั้นและมีที่นอนทั้งหมดเพียงสิบสองเตียง
สวีหว่านหนิงหาที่นอนของตัวเองเจออย่างง่ายดายหลังวางสัมภาระเสร็จแล้ว เธอก็เอนตัวพิงหัวเตียงแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อนสักงีบ
ขณะกำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นเธอก็ได้ยินเสียงเครื่องจักรรถไฟ
รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนแล้ว
เธอลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรงหลังมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบกับเงาร่างของกลุ่มคนคุ้นเคย
เธอนั่งหลังตรงพลางขยี้ตาสองข้างแล้วเพ่งมองอีกรอบกลุ่มคนเมื่อสักครู่เริ่มวิ่งไล่ตามขบวนรถไฟ
ในที่สุดสวีหว่านหนิงก็มั่นใจแล้วว่าตนไม่ได้ตาฝาด
เธอรีบเปิดกระจกหน้าต่างแล้วตะโกนบอกคนที่กำลังวิ่งไล่มาว่า“หลินอัน พี่ใหญ่ พี่รอง... น้องชาย ทุกคนรีบกลับไปเถอะ!”
“เอาตัวเข้าไปในขบวนมันอันตราย!” พี่สามตะโกนกลับมา
สวีหว่านหนิงเขยิบตัวเข้ามาด้านในครึ่งหนึ่งแต่แขนขวายังคงยื่นออกไป เพื่อโบกมือให้กับเหล่าบุรุษรูปงามด้านนอกไม่หยุด
“รีบกลับไปเถอะ!”
พวกเขาเป็นแบบนี้เธอจะยิ่งกดดัน!
สวีเม่าหนิงอายุน้อยที่สุดและมีเรี่ยวแรงเยอะที่สุดพวกพี่ชายทั้งหลายเริ่มวิ่งไม่ไหวแล้วแต่เขากลับเร่งฝีเท้าจนวิ่งไล่ทันตู้นอนของสวีหว่านหนิง
จากนั้นเขาก็โยนของที่ตนกอดไว้ให้กับสวีหว่านหนิง
โชคดีที่สวีหว่านหนิงสังเกตเห็นท่าทางของสวีเม่าหนิงจึงเบี่ยงตัวหลบทัน
ไม่อย่างนั้นน้องชายตัวแสบคงโยนของใส่หัวเธอเต็มๆ
“ถ้าหิวระหว่างทางก็อย่าทรมานปากตัวเองล่ะ!”
“รู้แล้วน่า”สวีหว่านหนิงโบกมือ “รถไฟกำลังจะเพิ่มความเร็วแล้ว เลิกวิ่งตามเถอะ เดี๋ยวแผลฉีก”
ขณะที่สวีเม่าหนิงกำลังสงสัยว่าตนมีบาดแผลตรงไหนจู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มนุ่มติดแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลังเขา “รู้แล้วรถไฟลับสายตาเมื่อไร พวกเราก็จะกลับไป”
สวีเม่าหนิงสะดุ้งโหยง“พี่เขย พี่วิ่งตามมาตั้งแต่ตอนไหน”
หลินอันมองสวีเม่าหนิงอย่างเอือมระอา
เดิมทีเขาวิ่งให้ไวกว่านี้ได้แต่น้องชายคนนี้กลับขวางหน้าเขา ผู้คนที่ชานชาลาก็แน่นขนัดแถมสวีเม่าหนิงยังเตรียมอาหารไว้ให้อาหนิง เขาจึงต้องจำใจวิ่งไล่ตามหลัง
สวีหว่านหนิงไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เธอยกสองมือป้องปากทำเหมือนโทรโข่ง “ฉันก็จะคิดถึงนาย”
มุมปากของหลินอันยกตัวทำมุมโค้งในชั่วพริบตา
เขารู้ว่าสวีหว่านหนิงกำลังตอบรับสิ่งที่ตนพูดตอนอยู่หน้าสถานีรถไฟ
แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าสวีเม่าหนิงจะชิงตะโกนเสียงดังตอบกลับตัดหน้าเขา “พี่ฉันก็จะพยายามคิดถึงพี่เหมือนกันนะ!”
ปัง!
สิ่งที่ตอบกลับเขามีเพียงเสียงปิดหน้าต่างรถไฟ
หลังจากที่สวีหว่านหนิงกลับมานั่งเรียบร้อยเธอก็เตรียมเปิดกล่องอาหารที่สวีเม่าหนิงโยนมาให้ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากฝั่งตรงข้าม
สวีหว่านหนิงหันไปมองแล้วพบว่าเตียงนอนที่เคยว่างเปล่า มีชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปีนั่งอยู่
สหายหนุ่มสวมแว่นตาไร้กรอบทำให้เขายิ่งดูคงแก่เรียน
สวีหว่านหนิงหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะยื่นกล่องอาหารที่มีถั่วต้มพะโล้และพุทราจีนที่ล้างสะอาดแล้วไปให้เขา
“กินหน่อยไหมคะ”
“ขอบคุณครับแต่ไม่เป็นไร”
สวีหว่านหนิงตอบรับว่า“อ้อ ค่ะ” จากนั้นก็ปิดกล่องอาหาร
ไม่รู้ว่าสวีเม่าหนิงไปเอาถั่วมาจากไหนเหมือนถั่วจะฝ่อทุกเม็ดเลย
แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เธอรู้สึกดีกับน้องชายคนนี้ยิ่งกว่าเดิม
“เมื่อครู่นี้เป็นคนในครอบครัวคุณหรือ”สหายหนุ่มฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม
สวีหว่านหนิงพยักหน้า“ใช่ค่ะ พี่ชายห้าคนกับน้องชายหนึ่งคน แล้วก็คนรักของฉันอีกคน”
“มิน่าล่ะ”สหายหนุ่มพูดจบก็เงียบไป จากนั้นจึงนั่งอ่านหนังสืออย่างมีอรรถรส
สวีหว่านหนิงไม่ใช่พวกชอบชวนคนอื่นคุยเธอนั่งพิงหัวเตียงแล้วหยิบเอาหนังสือที่เฉินเยี่ยให้มาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
เฉินเยี่ยใส่ใจกันเหลือเกินเธอห่อปกหนังสือทั้งหมดอย่างดี จากภายนอกจึงไม่รู้ว่ามันคือหนังสืออะไร
สวีหว่านหนิงจำได้ว่าหลังประกาศนำการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาใช้อีกครั้งในปี1977 การสอบมีการแบ่งหลายวิชา นอกจากวิชาภาษาจีน คณิตศาสตร์และการเมืองที่เป็นวิชาบังคับสอบแล้ว คนที่อยากเรียนสายวรรณกรรมยังต้องสอบวิชาภูมิศาสตร์กับประวัติศาสตร์ส่วนคนที่อยากเรียนสายวิทยาศาสตร์จะต้องสอบวิชาฟิสิกส์และเคมีด้วย
ส่วนภาษาต่างประเทศน่าจะให้สอบเฉพาะคนที่อยากเรียนสายภาษาต่างประเทศเท่านั้น
หนังสือที่เฉินเยี่ยให้มามีครบทั้งเจ็ดวิชายกเว้นวิชาภาษาต่างประเทศ
ชาติที่แล้วสวีหว่านหนิงเคยสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยห่วงเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงสักเท่าไร
หลังอ่านหนังสือวิชาฟิสิกส์เคมี ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์คร่าวๆ แล้ว สวีหว่านหนิงก็ตัดสินใจว่าจะสอบเข้าคณะสายวิทยาศาสตร์
ชาติก่อนเธอเรียนสายวรรณกรรมเคยท่องหนังสือวิชาการเมืองและประวัติศาสตร์จนขึ้นใจ
อีกอย่างโลกใบนี้ก็เป็นโลกในหนังสือนิยายรายละเอียดหลายอย่างเชื่อมโยงกับระดับความรู้ของนักเขียนและมีความแตกต่างจากความรู้ที่เธอเคยร่ำเรียนมาอยู่บ้าง
เธอกลัวตัวเองจะเอาระบบความคิดของชาติก่อนมาใช้กับชาตินี้แล้วถึงเวลาอาจจะตอบคำถามผิด มันคงได้ไม่คุ้มเสีย
อีกอย่างเธอก็มีเป้าหมายของตัวเองแล้วเพราะฉะนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าจะเรียนคณะสายวิทยาศาสตร์
หลังตัดสินใจได้แล้วสวีหว่านหนิงก็วางหนังสือสายวรรณกรรมไว้อีกทางแล้วเริ่มอ่านวิชาเคมีอย่างตั้งอกตั้งใจ
โชคดีที่โลกในจินตนาการของนักเขียนไม่ได้มีการบิดเบือนความรู้ทางฟิสิกส์และเคมี
หลังอ่านหนังสือเคมีไปหลายเล่มเธอก็มั่นใจว่าเนื้อหาในหนังสือเรียนเหมือนกับที่เธอเคยเรียนเมื่อชาติที่แล้ว
มันยิ่งทำให้เธอมั่นใจขึ้นว่าตนจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศจีนได้
หลังอ่านหนังสือวิชาเคมีเสร็จเธอก็เริ่มอ่านหนังสือวิชาฟิสิกส์ต่อ
และพบว่าเนื้อหาเหมือนกับที่เคยเรียนมาก่อน
ในฐานะนักเรียนที่เคยผ่านการสอบเข้าสุดโหดมาแล้วความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฟิสิกส์ฝังลึกอยู่ในสมองของเธอ
เธอแค่อ่านรายละเอียดในหนังสืออีกหนึ่งรอบก็พอจะเดาระดับความยากง่ายของการสอบได้แล้ว
เพราะฉะนั้นหนึ่งชั่วโมงต่อมาเธอจึงวางหนังสือฟิสิกส์หลายเล่มลง
สหายหนุ่มฝั่งตรงข้ามเห็นเธออ่านหนังสือแบบผ่านๆมุมปากถึงกับกระตุก
“ต้องขอโทษด้วยที่รบกวนแต่วิธีการอ่านหนังสือของคุณมันใช้ได้ผลจริงหรือ”
“ได้ผลสิต้องได้ผลอยู่แล้ว!”สวีหว่านหนิงตอบอย่างไม่ปิดบัง“ฉันมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งมาตั้งแต่เด็กคือ การจำทุกอย่างได้ด้วยการอ่านเพียงรอบเดียวอะไรก็ตามที่เคยผ่านตา ฉันจะจำมันได้อย่างแม่นยำ ต่อให้เวลาผ่านไปนานหลายปีฉันก็ยังจำได้”
“จริงหรือ?”เห็นได้ชัดว่าสหายหนุ่มรู้สึกสงสัย
สวีหว่านหนิงพยักหน้ายืนยัน“จริงสิ ฉันจะโกหกเรื่องพวกนี้ไปทำไมล่ะ”
สหายหนุ่มดันแว่นตาบนสันจมูกเล็กน้อย“หนังสือที่คุณอ่านเมื่อครู่นี้ สะดวกให้ผมดูสักหน่อยไหม”
สวีหว่านหนิงมองเขาอย่างหวาดระแวง