รุ่งอรุณของวันที่เจ็ด... ท้องฟ้าเหนือปราสาทเครทถูกฉาบด้วยสีม่วงครามลึกลับ สลับกับเส้นแสงสีทองที่พุ่งทะยานผ่านยอดหอคอยหินแกรนิต ลมชายแดนที่พัดผ่านเนินเขาสูงหอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิวหน้า แต่สำหรับเดรสมอนด์ที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าองค์เทพทาวาร์ ลมหนาวนั้นกลับเหมือนน้ำทิพย์ที่ช่วยชโลมจิตใจให้ตื่นตัว
วันนี้คือวันสุดท้ายของเงื่อนไขการสักการะต่อเนื่อง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มมีเืฝาด ท่าทางการยืนของเขาไม่ได้ดูง่อนแง่นเหมือนหกวันที่ผ่านมา ทว่าหลังของเขาเหยียดตรง สง่างามดุจก้านบัวที่ค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำที่ขุ่นมัว
แต่ทว่า... ความสงบศักดิ์สิทธิ์ยามเช้ากลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงกระแทกกลอนประตูไม้ซุงหนาหนักที่ดังกึกก้องไปทั่วลานหินอ่อน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยคำเหยียดหยามที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน
"โอ้! ดูสิทุกคน... ไอ้ขยะของตระกูลเรามันยังอุตส่าห์ลากสังขารเน่าๆ มานั่งไหว้ก้อนหินอยู่อีกเหรอเนี่ย?"
โทมัส เครท ก้าวเข้ามาในลานหินอ่อนด้วยท่าทางโอหังที่เกินกว่าเหตุ เขาอยู่ในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มประทับตราตระกูลเครทที่อกซ้าย มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบไม้โอ๊คหนาหนักที่ใช้สำหรับการฝึกซ้อมพื้นฐาน ทหารรับใช้สอพลอสามสี่คนที่เดินตามหลังมาพากันส่งเสียงหัวเราะร่าเพื่อเอาใจเ้านาย ทุกย่างก้าวของโทมัสเปี่ยมไปด้วยมวลบรรยากาศที่น่าอึดอัด ราวกับเงาทมิฬที่พยายามจะกลืนกินแสงอรุณ
โทมัสหยุดยืนห่างจากเดรสมอนด์เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของเขาจ้องมองน้องชายด้วยความมาดร้ายดุจจะเหยียบย่ำให้จมไปกับพื้นหิน "แกคิดว่าการมานั่งกราบกรานรูปปั้นสีขาวนี่จะทำให้ตัวเองหายดี หรือแข็งแกร่งขึ้นมาได้งั้นเหรอเดรสมอนด์? หรือแกกำลังสวดภาวนาขอให้พระเ้าช่วยให้แกไม่ต้องโดนข้าเตะตกจากปราสาทตอนอายุ 15 กันล่ะ?"
เขารอคอย... รอคอยที่จะเห็นไหล่ที่สั่นเทา รอคอยดวงตาที่หลบหลีกด้วยความขลาดเขลาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็ความเงียบสงบที่น่าประหลาด
เดรสมอนด์ไม่ได้หันไปตอบในทันที เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาสีฟ้าครามของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์จนดูคมกล้าดุจใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคมมาอย่างดี เขาไม่โต้ตอบด้วยความโกรธ ไม่มีการสั่นกลัวแบบที่โทมัสคุ้นเคย
เขาหันไปช้าๆ แล้ว 'ยิ้ม' ออกมา
มันเป็รอยยิ้มที่สงบนิ่ง... เยือกเย็น... และเปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะที่มองเห็นทะลุปรุโปร่งถึง "ความกลวง" ภายในใจของอีกฝ่าย ราวกับว่าเดรสมอนด์กำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังอาละวาดเอาแต่ใจ ไม่ใช่ผู้สืบทอดที่ทรงอำนาจ
"สวัสดีครับท่านพี่โทมัส..." น้ำเสียงของเดรสมอนด์ราบเรียบแต่ดังกังวาน "ร่างกายของท่านดูแข็งแรงและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีกนะ การฝึกดาบยามเช้าคงส่งผลดีต่อท่านมากจริงๆ"
โทมัสชะงักไปครู่หนึ่ง คำชื่นชมนั้นมันฟังดูปกติ ทว่ารอยยิ้มและสายตาคู่นั้นกลับทำให้เขารู้สึก 'ไม่สบายใจ' อย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่รอยยิ้มขี้ประจบประแจงเหมือนพวกทหารเลว และไม่ใช่รอยยิ้มที่ฝืนทำเพื่อประชดประชัน แต่มันคือสายตาของคนที่เหนือกว่าซึ่งกำลังมองดู "มือใหม่" ที่คาดเดาได้ง่ายดาย
"แก... แกยิ้มอะไร!" โทมัสตะคอกลั่น เส้นเืที่ขมับเริ่มปูดโปน ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็รอยกระตุกของความหงุดหงิดที่เริ่มคุมไม่อยู่ "แกสมควรจะคุกเข่าอ้อนวอนขอขมาที่ทำให้ตระกูลต้องอับอาย! ไม่ใช่มายืนทำหน้าอวดดีราวกับตัวเองเป็อัศวินแบบนี้!"
เขาก้าวเข้าหาเดรสมอนด์จนใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ กลิ่นอายของความโกรธแค้นแผ่ออกมา "แกกลายเป็คนวิปลาสไปแล้วหรือไง? หรือความเ็ปเมื่อเจ็ดวันก่อนมันทำลายสมองแกไปจนหมด?"
ทหารรับใช้ที่ตามมาเดิมทีเตรียมจะหัวเราะต่อ ทว่าบรรยากาศรอบตัวนายน้อยสามในตอนนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ความเยือกเย็นและรัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมามันทำให้พวกเขารู้สึกหวั่นเกรงอย่างประหลาด ราวกับคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กอายุ 14 ที่อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็ขุนเขาสูงชันที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยลมปาก
เดรสมอนด์เพียงแต่ขยับยิ้มให้กว้างขึ้นเล็กน้อย สายตาที่แลดูสงสารนั้นยิ่งทิ่มแทงหัวใจของโทมัส
"ท่านพี่ครับ... ความอับอายที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของร่างกายที่าเ็ แต่เกิดจากความอับจนของจิตใจที่ต้องพึ่งพาการเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อยืนให้สูงขึ้นมากกว่า... ท่านว่าจริงไหม?"
"แกกล้าสั่งสอนข้างั้นเหรอ!!!" เส้นความอดทนของโทมัสขาดสะบั้นลง เขากระชากดาบไม้โอ๊คออกมาชี้ไปที่ลำคอของเดรสมอนด์ ปลายดาบสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะที่พุ่งพล่าน
ทว่าเดรสมอนด์กลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขายืนสงบนิ่งท้าทายปลายดาบไม้ที่ห่างจากลูกกระเดือกเพียงหนึ่งเิเ สไลม์แสงรอบตัวเขาเริ่มขยับไหวไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็วงแสงสีเงินจางๆ ที่ทำให้เขามีรัศมีน่านับถืออย่างบอกไม่ถูก
โทมัสจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่ลึกซึ้งดุจมหาสมุทรนั้น เขาพยายามจะหาเศษเสี้ยวของความกลัว แต่มันกลับไม่มีเลย... มีเพียงความจริงใจที่แฝงไปด้วยความสมเพช ความรู้สึกพ่ายแพ้ลึกๆ ในใจพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกหน้ามืด
"หึ... ปากดีไปเถอะเดรสมอนด์!" โทมัสลดดาบลงอย่างแรงจนมันกระแทกกับพื้นหินอ่อนส่งเสียงดังกังวาน "รอดูเถอะ... หลังจากนี้แกจะไม่มีทางมีตัวตนในปราสาทแห่งนี้ได้อีก ข้าจะทำให้แกเห็นว่าความนิ่งเงียบโง่ๆ ของแกมันต้องจ่ายราคาแพงแค่ไหนเมื่อเจอกับความจริงของโลกใบนี้!"
โทมัสสะบัดผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้มอย่างหัวเสียแล้วเดินกระแทกฝีเท้าออกจากลานหินอ่อนไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ทหารรับใช้ต้องรีบวิ่งตามอย่างทุลักทุเล ความริษยาและความสงสัยที่เดรสมอนด์มอบให้นั้น ได้เริ่มกัดกินรากฐานความมั่นใจของโทมัสไปทีละน้อยโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัว
เดรสมอนด์มองตามแผ่นหลังที่สั่นเทาด้วยความโกรธของพี่ชายไปพลางถอนหายใจออกมาแ่เบา รอยยิ้มของเขาจางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจัง
'โทมัส... ท่านยังคงใช้เพียงอารมณ์นำหน้าเหตุผลเสมอมา' เขาคิดในใจ 'แต่ก็ดี... ยิ่งท่านหงุดหงิด ท่านก็ยิ่งมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวผม'
เขาััได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะที่ทรงพลังและมั่นคง สไลม์แสงรอบตัวเขาเริ่มเปล่งแสงเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุด บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์เริ่มก่อตัวขึ้นกลบความมืดมิดที่เหลืออยู่
[ ความต่อเนื่องแห่งศรัทธา (6/7) ]
[ จดจำอารมณ์ที่พุ่งพล่าน... และแปรเปลี่ยนมันเป็พลัง ]
เดรสมอนด์หลับตาลง หลั่งน้ำตาแห่งความพยายามลงบนพื้นหินอ่อน ความเงียบงันกลับมาปกคลุมลานหน้าปราสาทอีกครั้ง รอคอยปาฏิหาริย์ที่กำลังจะบังเกิดขึ้น