ยามบ่าย
กู้หลานกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องนอน กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ทำให้ใจเต้นแรงลอยมาจากด้านหลัง พร้อมกับอ้อมแขนเรียวที่โอบรัดรอบเอวเขาไว้
'แม่ตัวแสบมาอ้อนอีกแล้วสินะ...'
เขารู้สึกว่า่ไม่กี่วันมานี้นางดูอารมณ์ดีเป็พิเศษ กู้หลานจึงยิ้มพลางหันกลับไปโอบกอดร่างนุ่มนิ่มไว้ในอ้อมแขน แล้วถามอย่างอ่อนโยนว่า "น้องหญิงมีอะไรหรือเปล่า?"
"ท่านพี่ เื่ราวของ 'ไซอิ๋ว' ครั้งก่อนยังเล่าไม่จบเลย ข้าอยากฟังต่อเ้าค่ะ"
มู่อวี่เยียนกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าสวยดุจสตรีผู้สูงศักดิ์ในยามนี้กลับแฝงไปด้วยท่าทางออดอ้อนดูน่ารักน่าหยอก
"อ้อ เล่าถึงไหนแล้วนะ?"
นิยายจากชาติก่อนของเขาช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจสาว ๆ ในโลกโบราณได้ดีจริง ๆ ไม่ต้องไปอวดเก่งที่ไหน แค่เล่านิทานมัดใจสาวสวยฟัง เพียงเท่านี้กู้หลานก็ััได้ถึงความสุขของการทะลุมิติมาแล้ว
เป็บัณฑิตนักคัดลอกนี่มันดีจริง ๆ !
"เล่าถึงตอนที่สี่ศิษย์อาจารย์เดินทางไปถึงเมืองแม่ม่าย แล้วถังซัมจั๋งถูกราชินีรั้งตัวไว้ เพราะอยากให้เป็พระาาเ้าค่ะ"
มู่อวี่เยียนกระซิบเตือนความจำ
"อ๋อ ๆ ตรงนั้นเองสินะ"
กู้หลานรวบรวมความคิดแล้วเริ่มเล่า "หลังจากนั้น... ถังซัมจั๋งผู้มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าก็เอาชนะการล่อลวงของราชินีได้ และตัดสินใจไปตกหลุมรักปีศาจผีผาที่อยู่ข้าง ๆ แทน... ส่วนซุนหงอคงก็กลับเขาฮัวกว่อซาน ตือโป๊ยก่ายกลับหมู่บ้านเกาล่าวไปแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเกา ส่วนซัวเจ๋งก็หาตะเกียงแก้วเจอแล้วกลับขึ้น์"
"พวกเขาทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างมีความสุขั้แ่นั้นเป็ต้นมา!"
กู้หลานเล่าเื่มั่วซั่วด้วยสีหน้าจริงจัง พลางแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของหญิงสาวในอ้อมกอด
เป็ไปตามคาด
มู่อวี่เยียนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง!
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นเห็นแววตาเ้าเล่ห์ของกู้หลาน และนึกถึงเนื้อเื่ก่อนหน้า นางก็เข้าใจทันทีว่ากู้หลานกำลังแกล้งหลอกนางอยู่
"หึ!"
มู่อวี่เยียนฮึดฮัดเบา ๆ ใบหน้าแดงระเรื่อ "ข้านึกว่าท่านพี่จะเป็คนซื่อตรงเสียอีก... ที่ไหนได้ กลับแกล้งว่าข้าไม่รู้หนังสืออยู่ได้!"
มุมปากของกู้หลานยกยิ้ม และในจังหวะที่นางไม่ทันตั้งตัว เขาก็ยื่นมือไปบีบแก้มนางเบา ๆ ทำให้มู่อวี่เยียนกลั้นไม่อยู่ จนต้องส่งเสียงออกมาอย่างเขินอาย
ตอนนี้กู้หลานเริ่มจับทางได้แล้วว่า ต่อหน้าคนอื่นภรรยาจะเรียกเขาว่าท่านพี่กู้ แต่ตอนที่อ้อนจะเรียกว่าท่านพี่
แม่นางผู้อ่อนหวานและสง่างามคนนี้ ช่างทำให้เขาหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้นจริง ๆ !
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า คนโบราณที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ วัน ๆ เขาอยู่บ้านเล่นอะไรกัน...
"อะแฮ่ม ไม่ล้อเล่นแล้ว"
จากนั้นกู้หลานก็เริ่มเล่าเื่ตอนเมืองแม่ม่ายตามต้นฉบับออกมา
[คุณเล่านิทานเื่ไซอิ๋วหนึ่งบท ตบะ +50 ปี ได้รับเจตจำนงยุทธ์วิถีกระบี่หงเิ +100]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนในหัว พลังของกู้หลานก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความเข้าใจในวรยุทธ์อันเชี่ยวชาญที่ถูกถ่ายทอดเข้าสู่สมองในทันที!
เจตจำนงยุทธ์นี้เปรียบเสมือนระบบช่วยให้เขาเรียนรู้วิชายุทธ์ได้โดยตรงและได้รับความทรงจำที่บริสุทธิ์ที่สุด!
ไม่มีผลข้างเคียงเื่ธาตุไฟเข้าแทรก หรือการฝึกฝนที่ได้ผลเพียงครึ่งเดียวเลยแม้แต่นิด!
'ถ้าพวกที่ตรากตรำฝึกวิชาจนตายมารู้เข้าว่ามีฟังก์ชันขี้โกงแบบนี้ คงอกแตกตายกันหมดแน่...' กู้หลานคิดในใจ
แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีกระบี่หงเิ ซึ่งเป็สุดยอดศาสตราเทพอยู่ด้วย
กู้หลานเริ่มสงสัยว่า ระดับของเขาในตอนนี้เมื่อเทียบกับยอดฝีมือสายกระบี่จริง ๆ จะเป็อย่างไร...
ในตอนนั้นเอง มู่อวี่เยียนที่ฟังนิทานจบยังจมดิ่งอยู่กับเื่ราวความรักความแค้นของราชินีเมืองแม่ม่ายจนถอนตัวไม่ขึ้น
ในฐานะจักรพรรดินี นางจึงรู้สึกเข้าถึงบทบาทนี้มากเกินไป!
จนในที่สุด
"ไม่ดี ไม่ดีเลย!"
มู่อวี่เยียนขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า "ท่านพี่ ตอนจบของเื่นี้ไม่ดีเลยเ้าค่ะ"
"หืม?"
"ควรจะเปลี่ยนเป็ว่า ถังซัมจั๋งััได้ถึงความรักในโลกมนุษย์ จึงตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อแต่งงานกับราชินีเมืองแม่ม่าย และสึกออกมาเป็คนธรรมดา!"
มู่อวี่เยียนเลิกคิ้วแล้วพูดต่ออย่างคล่องแคล่ว "จากนั้น... ซัมจั๋งก็ได้เป็จักรพรรดิ ราชินีก็ได้เป็ฮองเฮา ทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข!"
"เอ่อ..." กู้หลานหัวเราะแห้ง ๆ "ถ้าน้องหญิงชอบแบบนั้นก็ตามใจเ้าเลย"
"เช่นนั้นนิทานเื่นี้ก็แก้ตามที่ข้าบอกนะเ้าคะ ตกลงหรือไม่?"
มู่อวี่เยียนซบหน้าลงกับอกของกู้หลานอย่างออดอ้อน ดวงตาเป็ประกายระยิบระยับ
"ตกลง!"
เขารับคำอย่างรวดเร็ว
‘อย่างไรเสียท่านอาจารย์อู๋เฉิงเอินก็ไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ ดังนั้นยามนี้เราจึงเป็ผู้รังสรรค์ตำราเล่มนี้ขึ้นมาเอง และความสำราญใจของฮูหยินย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!’
เมื่อเห็นเขารับคำ มู่อวี่เยียนก็ยิ้มแก้มปริ
นางนึกถึงการที่กู้หลานต้องตรากตรำอ่านหนังสือทุกวัน แต่ก็ยังอุตส่าห์แต่งนิทานมาเล่าเพื่อสร้างความสำราญใจให้นาง ความอบอุ่นที่ไม่เคยััมาก่อนพลันแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจขององค์จักรพรรดินี
'เกิดมาในราชวงศ์ ั้แ่เข้าสู่วัยปักปิ่นมา คนที่รักและตามใจเราขนาดนี้ ก็คงมีเพียงท่านพี่คนเดียวเท่านั้นสินะ...'
มู่อวี่เยียนมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก พลางขยับริมฝีปากแดงฉ่ำกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า "ท่านพี่..."
กู้หลานมองไปที่นาง ดวงตาคู่งามนั้นในยามนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์อันล้นเหลือ
"รอบเดือนของข้าหมดแล้วเ้าค่ะ…"
สิ้นคำพูดนั้น ใบหน้าของมู่อวี่เยียนก็พลันแดงระเรื่อ
กู้หลานอุทานด้วยความแปลกใจ "น้องหญิง แต่ตอนนี้มันยังเป็เวลากลางวันอยู่เลยนะ"
มู่อวี่เยียน "???"
"ก็ได้!"
กู้หลานเลิกเล่นตัว เขารีบลงจากเตียงไปปิดประตูอย่างรวดเร็ว
...
เมื่อใกล้เวลาพลบค่ำ ท้องฟ้าเริ่มปรากฏจันทร์เสี้ยว กู้หลานก็ผลักประตูออกมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!
ในตอนนั้นเอง หลิ่วเย่ซี สาวใช้เพียงคนเดียวของจวนตระกูลกู้ก็เดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย
"คุณชาย เหตุใดวันนี้ท่านนอนกลางวันนานจัง แล้วฮูหยินเล่าเ้าคะ?"
"นั่นไง!"
เขาเหลือบมองไปทางเตียงนอนด้วยท่าทางภูมิใจ พลางบิดี้เีและเดินมุ่งหน้าไปทางห้องหนังสือ
ระหว่างทางเขาก็ร่ายบทกวีออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เมฆาชวนพิศอาภรณ์ ผกาชวนยลโฉมงาม ลมวสันต์ลูบไล้ธรณี หยาดน้ำค้างพราวระยับ"
"หากมิใช่พบบนยอดเขาเทพเซียน ก็คงได้เจอกันใต้แสงจันทร์ ณ วังจันทรา"
[คุณเกิดความซาบซึ้งใจ ร่ายบทกวีหนึ่งบท ตบะ +100 ปี ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น +69]
...
กู้หลานร่ายบทกวีที่เป็ะออกมาได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าจะเป็บทกวีที่ใช้ชื่นชมความงามของสตรี แต่มันกลับไม่ทำให้รู้สึกหยาบโลนเลยแม้แต่นิดเดียว
จนกระทั่งเขาเดินลับตาไป หลิ่วเย่ซีก็ยังคงยืนอึ้งอยู่ที่หน้าประตูห้อง
เมื่อนางดึงสติกลับมาได้ ก็สังเกตเห็นองค์จักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง!
เส้นผมของมู่อวี่เยียนยุ่งเหยิง ใบหน้าขาวเนียนมีหยาดเหงื่อซึมชุ่ม!
เพียงชั่วพริบตา หลิ่วเย่ซีก็ต้องตกตะลึงเป็ครั้งที่สอง!
"ฝ… ฝ่าา ท่าน... ท่านคงไม่ได้ทำเื่นั้นั้แ่กลางวันแสก ๆ หรอกนะเพคะ..."
นางเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือจักรพรรดินีผู้แสนเ็าและสูงส่งของตนเอง
"อะแฮ่ม... เสี่ยวซี มาพยุงเราหน่อย"
มู่อวี่เยียนจะแสดงท่าทีเขินอายหรือประหม่าก็ต่อเมื่ออยู่กับกู้หลานเท่านั้น แต่กับผู้ใต้บังคับบัญชา นางยังคงความสงบและเยือกเย็นได้เสมอ
"เอ่อ... เพคะ!"
'ฝ่าาก็ยังคงเป็ฝ่าาคนเดิมแหละน่า...' หลิ่วเย่ซีรู้สึกเหมือนได้สติกลับคืนมา
'เมื่อก่อนมีคนชอบด่าเราว่าเป็จักรพรรดิที่ไม่ได้เื่ ที่แท้การเป็จักรพรรดิที่ไม่ได้เื่มันรู้สึกดีขนาดนี้เองสินะ...'
มู่อวี่เยียนเลียริมฝีปากเบา ๆ ดูเหมือนจะยังติดใจความอ่อนโยนเมื่อครู่อยู่
ครู่ต่อมา จักรพรรดินีกระชับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วถามนิ่ง ๆ ว่า "มาหาเราด้วยเื่อะไร?"
"ฝ่าา ครั้งนี้มีเื่สำคัญในราชสำนักส่งรายงานมาเพคะ"
หลิ่วเย่ซีพูดพลางหยิบฎีกาเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
มู่อวี่เยียนรับมาเปิดอ่าน แต่แล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"เ้าเมืองอวิ๋นโจวส่งฎีกาฟ้องร้อง ‘ต้วนเผย’ เ้าสำนักฮวาเจี้ยน ซึ่งเป็สำนักในสังกัดของแคว้นต้าจิ้ง ว่าสมคบคิดกับเผ่าปีศาจทรยศต่อแผ่นดิน!"
"ขอให้ฝ่าาทรงให้ความเป็ธรรมแก่ตระกูลอู๋ด้วย!"
...
ราตรีกาลเข้าปกคลุม ท่ามกลางลมกรรโชกแรงและความมืดมิด ปรากฏร่างอันสะบักสะบอมร่างหนึ่งลอบเร้นข้ามกำแพงเมืองหลางโจวเข้ามาอย่างทุลักทุเล!
เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ ยามนี้ทั่วกายอาบชโลมด้วยโลหิตและเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด ในมือนั้นยังคงกำศิลาก้อนหนึ่งซึ่งส่งแสงสีน้ำเงินริบหรี่ไว้แน่น
'ขอเพียงนำศิลาบันทึกภาพก้อนนี้ไปถึงเมืองหลวง ส่งถึงพระหัตถ์องค์จักรพรรดินี การขายชาติของตาเฒ่าต้วนเผยจะถูกเปิดโปง และข้า... ก็จะได้ชำระแค้นให้ท่านพ่อเสียที!'
ชายผู้นี้คืออู๋เฟิง บุตรชายอดีตเ้าเมืองอวิ๋นโจว!
'แต่เวลานี้ลมปราณของข้าเหือดแห้งสิ้น หากยังหนีต่อไปเช่นนี้คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือคนสำนักฮวาเจี้ยนแน่! จะทำอย่างไรดี...'
อู๋เฟิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น ทันใดนั้นสีหน้าเขากลับเปลี่ยนไป!
จู่ ๆ ก็ััได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งหลายสายกำลังมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว!
อู๋เฟิงกัดฟันแน่น เลียบเลาะไปตามตรอกอันมืดสลัว จนมาหยุดอยู่หน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่งที่ยังไม่ปิดร้าน เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อ...
'โรงน้ำชาตระกูลกู้'
อู๋เฟิงไม่ลังเล ตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิตโดยการเคาะประตู และในตอนนั้นเอง ชายชราผมดอกเลาคนหนึ่งก็เดินออกมา
"คุณชายจะเข้าพักหรือขอรับ ชั้นสองยังมีห้องว่าง..."
คำพูดของชายชราชะงักงันลงชั่วครู่ เมื่อสายตาปะทะกับรอยโลหิตบนกายผู้มาเยือน!
"เข้าพัก…"
อู๋เฟิงยามนี้สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด มือเขากำดาบไว้แน่นด้วยความระแวง
'หากชายชราผู้นี้ร้องะโ ข้าคงต้องสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อเอาชีวิตรอด'
โชคดีนักที่สีหน้าของชายชรากลับคืนสู่ปกติในทันที เขาทำราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด และเชื้อเชิญอู๋เฟิงเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้ม
แต่เพียงครู่เดียว ชายชราก็รีบย่องออกมาจากโรงน้ำชาอย่างเงียบเชียบ และมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลกู้โดยไม่คิดจะหันกลับมามองด้านหลังอีก