ณ ตำหนักหลักของคฤหาสน์โซ่วชุน
หลินจือโซ่วนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน โดยมีหลินเหนียนยืนอยู่ข้างกายด้วยท่าทางนอบน้อม
ใน่เวลาที่ผ่านมา โจวลั่วไม่มีโอกาสได้พบชายชราผู้นี้เลย เพราะหลินจือโซ่วไม่ได้เก็บตัวปรุงโอสถอยู่เื้ัเช่นเดียวกับพวกตน แต่ต้องออกไปประจำการที่แนวหน้าตลอดเวลา เมื่อได้พบกันอีกครั้ง โจวลั่วสังเกตเห็นว่าริ้วรอยบนใบหน้าของชายชราเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมีสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง จากการเดินทางไปมาและการตรากตรำปรุงโอสถในปริมาณมหาศาล ซึ่งบั่นทอนพลังใจของเขาไปไม่น้อย
เมื่อพบหน้า โจวลั่วจึงประสานมือคำนับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม
"ท่านลุงโซ่ว ลำบากแล้วขอรับ"
หลินจือโซ่วโบกมือเบา ๆ "กลับไปเตรียมตัวเสีย อีกสิบวันเ้ากับเสี่ยวเหนียนจงตามข้าไปงานชุมนุมโอสถปราณ"
"เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ?" โจวลั่วอุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะงานชุมนุมโอสถปราณยังเหลือเวลาอีกเกือบสองเดือน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ดูจะเร่งรีบเกินไปเสียหน่อย
"งานชุมนุมในครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองพานสือ เราจำเป็ต้องออกเดินทางล่วงหน้า" หลินจือโซ่วอธิบาย
เมืองพานสือเป็เขตอิทธิพลของตระกูลหลี่ ในฐานะตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเหมือนกัน ทว่าตระกูลหลี่มักจะทำตัวสันโดษและไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นบ่อยนักเนื่องด้วยทำเลที่ตั้งที่ห่างไกล
หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้ถึงคราวที่พวกเขาต้องเป็เ้าภาพจัดงานชุมนุมโอสถ คาดว่าคงไม่มีใครให้ความสนใจพวกเขามากนัก เมืองพานสือตั้งอยู่ไกลมาก การออกเดินทางล่วงหน้าจึงเป็ทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
โจวลั่วไม่ได้คัดค้านอะไร หลังจากนั้นหลินจือโซ่วได้ทดสอบฝีมือการปรุงโอสถของโจวลั่ว และต้องประหลาดใจที่พบว่าฝีมือของเ้าหนุ่มคนนี้ก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง ยามนี้เขาสามารถปรุงโอสถได้ถึงสามเม็ดต่อหนึ่งเตาแล้ว โจวลั่วจึงอ้างว่าที่เป็เช่นนี้เพราะเขาต้องเร่งปรุงโอสถอย่างหนักใน่าที่ผ่านมา
"อืม การมีแรงกดดันนับเป็เื่ดี" หลินจือโซ่วไม่ติดใจสงสัย ก่อนจะหันไปทางหลินเหนียน "เ้าเองก็ต้องมีความมุมานะให้มากกว่านี้"
"ขอรับ ท่านปู่โซ่ว" หลินเหนียนก้มหน้ารับคำ
เมื่อออกจากตำหนัก โจวลั่วที่ตั้งใจจะทะลวงระดับก่อนออกเดินทางก็มุ่งหน้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณทันที ด้วยฐานะที่เปลี่ยนไป ยามนี้เขาถูกจัดให้ไปอยู่ที่หอคุน ในตำแหน่งที่ลึกเข้าไปกว่าเดิม การฝึกฝนที่นี่ให้ผลลัพธ์ดีกว่าภายนอกถึงยี่สิบเท่า
โจวลั่วนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง เริ่มเดินพลังตามเคล็ดรวบรวมปราณ ด้วยความช่วยเหลือจากวิชาระดับฝึกปราณขั้นกลางนี้ ทำให้ความเร็วในการฝึกตนของเขายิ่งทวีคูณ จนกระทั่งในวันที่เจ็ด เขาก็สามารถก้าวข้ามจากระดับฝึกปราณชั้นหนึ่งขั้นสมบูรณ์เข้าสู่ระดับฝึกปราณชั้นสองได้สำเร็จ
โจวลั่วรู้สึกฮึกเหิมอย่างยิ่ง เขาออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณและกลับมาบอกกล่าวกับหลินชิงหานเื่การเดินทางไกลที่กำลังจะมาถึง
"ท่านต้องระวังตัวให้มากนะ" หลินชิงหานกล่าวขณะอุ้มเ้าตัวน้อยฉางอัน
โจวลั่วหยอกล้อกับลูกน้อยพลางหัวเราะ "วางใจเถิด มีท่านลุงโซ่วอยู่ด้วยย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน"
"เ้าค่ะ" หลินชิงหานพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหัน "คืนนี้ท่านมานอนที่ห้องข้าดีหรือไม่?"
"แล้วเ้าไม่พาลูกนอนหรือ?" โจวลั่วถามด้วยความสงสัย
"ข้าฝากน้าจิ้งช่วยดูแลชั่วคราวได้" หลินชิงหานจ้องมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
โจวลั่วยกยิ้มที่มุมปาก "ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว"
วันนัดหมายมาถึงในไม่ช้า สตรีทั้งห้านางมายืนรวมกันที่หน้าประตู จ้องมองโจวลั่วที่กำลังจะออกเดินทาง หลินชิงหานยังคงอุ้มฉางอันเอาไว้ ใบหน้าที่เ็าของนางไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา ทว่าหลินเฟยอิ่งกลับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
"ท่านพี่ ออกเดินทางครั้งนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะเ้าคะ" ทั้งหลินอีอีและหลินจื่อเอ๋อร์ต่างก็แสดงความห่วงใยเช่นกัน
"ข้าก็แค่ไปหาประสบการณ์เท่านั้นเอง" โจวลั่วตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
หลังจากร่ำลากันเพียงสั้น ๆ โจวลั่วก็ถือห่อสัมภาระเดินจากมา
"คุณหนู จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือเ้าคะ?" หลินหลานที่กำลังตั้งครรภ์แก่เอ่ยถามเบา ๆ
หลินชิงหานมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางนิ่งเงียบ สิ่งที่ควรพูด นางก็ได้พูดกับเขาไปจนเกือบหมดสิ้นแล้วใน่หลายคืนที่ผ่านมา
...
คฤหาสน์โซ่วชุน
หลินจือโซ่วกำลังนั่งจิบชาอยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นโจวลั่วมาถึงจึงลุกขึ้นกล่าว "ออกเดินทางกันได้แล้ว"
พูดจบ เขาก็สะบัดมือเบา ๆ แสงปราณสายหนึ่งพุ่งออกจากแขนเสื้อตกลงบนพื้น โจวลั่วเพ่งมองจึงพบว่าเบื้องหน้าปรากฏเรือลำเล็กขึ้นมาลำหนึ่ง ซึ่งก็คือเรือบินปีกวายุที่เขาเคยนั่งมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นเอง เรือบินปีกวายุขยายขนาดขึ้นตามพลังปราณที่หลินจือโซ่วส่งเข้าไป ทั้งสามคนจึงก้าวขึ้นไปยืนบนนั้น
พริบตาต่อมา เรือบินปีกวายุพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานไปยังทิศทางอันไกลโพ้น โจวลั่วอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอาคารของตระกูลหลินที่ค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ ก่อนจะหันไปมองหลินจือโซ่วที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่หัวเรือด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น
ในใจนึกว่าสักวันหนึ่ง เขาจะต้องโบยบินไปในใต้หล้านี้ด้วยตัวเองให้ได้
เรือบินปีกวายุแล่นออกจากเมืองเฟิงเยี่ย มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองพานสือ ในระหว่างการเดินทาง โจวลั่วเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิและวางห่อสัมภาระไว้บนตัก ห่อสัมภาระนี้ภรรยาของเขาเตรียมไว้ให้ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าข้างในมีสิ่งใดบ้าง จึงถือโอกาสเปิดออกดู
ฟิ้ว
เสียงลมหวีดหวิวทว่าไม่สามารถส่งผลกระทบต่อคนทั้งสามในเรือบินได้ โจวลั่วเปิดห่อสัมภาระออก สิ่งแรกที่เห็นคือกล่องอาหารที่มียันต์แปะอยู่ เขาดึงยันต์ที่ใช้สำหรับรักษาอุณหภูมิออกแล้วเปิดฝากล่อง กลิ่นหอมของอาหารก็พุ่งเข้าแตะจมูกทันที จนแม้แต่หลินจือโซ่วและหลินเหนียนยังต้องหันมามองด้วยความสนใจ
"เ้ายังพกอาหารปราณมาด้วยหรือ?" หลินจือโซ่วถามด้วยความประหลาดใจ
การเดินทางไปยังเมืองพานสือต้องใช้เวลาหลายวัน เดิมทีทั้งสามวางแผนจะรับประทานเพียงโอสถอดอาหารเพื่อประทังชีวิต ทว่าโอสถที่ไร้รสชาติจะไปสู้ความหอมหวนของอาหารปราณได้อย่างไร ประจวบเหมาะกับเป็เวลาอาหารพอดี เมื่อเห็นอาหารในมือของโจวลั่ว แม้แต่หลินจือโซ่วก็ยังมีแววตาที่เปลี่ยนไป ส่วนหลินเหนียนนั้นจ้องเขม็งตาไม่กะพริบเลยทีเดียว
"ลุงโซ่ว ท่านลองชิมฝีมือภรรยาของข้าดูสิขอรับ" โจวลั่วรีบยื่นกล่องอาหารส่งให้
"ไม่จำเป็ เ้ากินเถิด" หลินจือโซ่วยังคงรักษาท่าที จึงไม่ได้รับไว้
ทว่าโจวลั่วกลับกล่าวว่า "นี่เตรียมมาไว้สามที่พอดี พวกเราทานด้วยกันเถิดขอรับ"
กล่องอาหารนี้มีสามชั้น ดูท่าจะถูกเตรียมมาเพื่อพวกเขาทั้งสามคนโดยเฉพาะ เมื่อเห็นเช่นนั้นหลินจือโซ่วจึงไม่กล่าวปัดอีก เขานั่งลงตรงข้ามกับโจวลั่วและรับกล่องอาหารไป เขาใช้ตะเกียบคีบอาหารปราณเข้าปาก ในวินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็ความอิ่มเอมใจ
"อืม อาหารปราณนี่เหตุใดถึงได้รสเลิศเพียงนี้?"
"ฝีมือของเฟยอิ่งนับว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ ขอรับ" โจวลั่วตอบด้วยรอยยิ้ม
ในบรรดาสตรีทั้งห้าคน มีเพียงหลินเฟยอิ่งคนเดียวที่มีรสมือเป็เลิศ อาหารปราณที่นางทำล้วนรสชาติดีและมีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ทางด้านหลินเหนียนที่รับกล่องอาหารไปก็เริ่มตักกินอย่างเอร็ดอร่อย
"อร่อยยิ่งนัก!" แม้แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
"ฮ่า ๆ มีภรรยาคอยดูแลมันดีอย่างนี้นี่เอง เสี่ยวเหนียน เ้าเองก็ต้องเร่งหาภรรยามาแต่งงานเข้าบ้านได้แล้วนะ" หลินจือโซ่วเอ่ยล้อเลียนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก
"ท่านปู่โซ่ว การแต่งภรรยาจะทำให้การฝึกตนล่าช้านะขอรับ" หลินเหนียนโต้แย้ง
"แล้วเ้าดูโจวลั่วสิ เขาช้าลงหรือไม่?" หลินจือโซ่วถามกลับ
"นั่นมันไม่เหมือนกันขอรับ หลินเหนียนทำหน้ามุ่ย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ
หลังจากทานเสร็จ โจวลั่วเก็บกล่องอาหารลงในห่อสัมภาระตามเดิม จากนั้นเขาก็เห็นสิ่งของอีกชิ้นหนึ่ง มันคือกระจกบานหนึ่ง เมื่อเขาส่องกระจกดูเงาตัวเอง ภาพบนผิวกระจกกลับบิดเบี้ยวและปรากฏเป็ใบหน้าของหลินอีอีที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้ โจวลั่วถึงกับพูดไม่ออก ในหัวของเขาจินตนาการถึงเสียงของหลินอีอีในยามนี้ได้ทันที
เขาวางกระจกลงและไม่ได้ค้นอะไรต่อ แต่เลือกที่จะวางห่อสัมภาระไว้ข้างกายแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน เดิมทีเขาอยากจะฝึกตนเหมือนกับหลินเหนียน แต่เกรงว่าหลินจือโซ่วจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเคล็ดวิชาที่เขาใช้ จึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นเสีย
วันเวลาบนเรือบินปีกวายุช่างน่าเบื่อหน่าย ทว่ายังดีที่มันมีความเร็วสูงยิ่ง หลังจากผ่านไปห้าวัน ในที่สุดคนทั้งสามก็ได้มองเห็นเมืองขนาดใหญ่ั์อย่างเมืองพานสือเสียที