คุกเข่าอย่างนั้นหรือ?
มู่อวิ๋นฮวากลอกตา ไฉนคนเหล่านี้จึงชอบสั่งให้คุกเข่ากันนัก นางคือมู่อวิ๋นฮวา เคยคุกเข่าให้อาจารย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้นเมื่อตอนที่ท่านรับเป็ศิษย์ นอกเหนือจากนั้นแล้วอาจารย์ก็ไม่เคยสั่งให้นางคุกเข่าอีกเลย หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด นางก็ไม่เคยคุกเข่าให้พวกเขา แล้วคนอย่างมู่หงไห่ บิดาเพียงในนามที่ไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อน่ะหรือที่นางต้องลดตัวคุกเข่าต่อหน้า
“แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังไม่สามารถสั่งให้ข้าคุกเข่า มนตรีมู่ เ้ามีศักดิ์สูงกว่ารัชทายาทหรือไม่ มีเื่จะพูดกับข้าก็รีบพูดมา”
คำพูดของนางยิ่งทำให้มู่หงไห่โกรธมากกว่าเดิม “มู่อวิ๋นฮวา ข้าคือพ่อของเ้านะ”
“อ้อ รู้ตัวด้วยว่าเป็พ่อของข้า” หญิงสาวเบะปากด้วยสีหน้าประหลาดใจ “หากแม่นมไม่ได้เรียกเ้าว่านายท่าน ข้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าเป็ใคร...ที่แท้เ้าก็เป็พ่อของข้านี่เอง ขออภัย”
นั่นเป็การฉีกหน้ามู่หงไห่อย่างร้ายแรง การที่บุตรจำบุพการีตัวเองไม่ได้อันเนื่องจากพลัดพรากจากกันไปหลายปีไม่ใช่เื่แปลก แต่สำหรับพ่อที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกันมานานนับสิบปี แต่กลับถูกลูกสาวลืมนั้นช่างเป็เื่ที่น่าขบขันยิ่ง
“ว่ากันตามตรง นี่ก็ไม่ใช่ความผิดของข้าสักนิด” มู่อวิ๋นฮวาคิดว่าคำเสียดสีก่อนหน้านี้ยังไม่สาแก่ใจ นางจึงผายมือแล้วทอดถอนใจ “ั้แ่จำความได้จวบจนถึงตอนนี้ ผ่านไปสิบหกปี ข้าก็ไม่เคยได้พบหน้าพ่อ เ้าไม่เคยเรียกชื่อข้า ไม่แม้แต่จะพูดคุย นี่เป็ครั้งแรกที่ได้พบหน้า แล้วจู่ ๆ จะมาเป็พ่อของข้า ทำเอาข้าทำตัวไม่ถูกจริง ๆ”
“พูดกับข้า เ้ากล้าเรียกตนเองว่าพ่อด้วยหรือ”
มู่หงไห่ไม่ทันได้ตอบ มู่อวี่ซีที่อยู่ด้านข้างกลับเอ่ยแทรกขึ้นว่า “คุณหนูใหญ่ อย่าโทษท่านพ่อเช่นนี้เลย หลายปีที่ผ่านมาท่านพ่องานยุ่งมากจริง ๆ กระทั่งข้าเองก็ยังยากที่จะได้พบหน้าท่าน ท่านพ่อมีเหตุต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ หลายที่ ไม่ได้ตั้งใจจะละเลยเ้า”
สิ่งที่มู่อวี่ซีพูดฟังดูธรรมดามาก เหมือนเป็การอธิบายว่ามู่หงไห่นั้นมีงานยุ่งมากเพียงใด
ทว่ามู่อวิ๋นฮวารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็คนเช่นไร ดอกบัวแม้ขาวผ่องก็มีรากยึดในโคลนตม ไม่มีทางที่นางจะกล่าวเื่เช่นนี้เพื่อช่วยอธิบายแทนมู่หงไห่ แต่เจตนาที่แท้จริงเป็การบอกเล่าถึงความใกล้ชิดระหว่างนางกับมู่หงไห่ และหยามเหยียดมู่อวิ๋นฮวามากกว่า
บิดามีงานมากมายที่ต้องสะสาง เพราะทำหน้าที่สนองงานฝ่าา ฮ่องเต้คือผู้ยิ่งใหญ่เหนือใต้หล้า มู่อวิ๋นฮวาหรือจะเทียบได้
กระนั้นแล้ว การที่มู่อวี่ซีบอกว่าตนก็ไม่ค่อยได้พบท่านพ่อเลยเช่นกัน นั่นหมายความว่าเมื่อว่างเว้นจากงาน นางยังได้พบบิดาอยู่บ้าง
มู่หงไห่ได้พบกับบุตรสาวของนางอนุเป็ครั้งคราว แต่มู่อวิ๋นฮวาซึ่งเป็บุตรของฮูหยินกลับไม่ได้พบเขาเลยตลอดหลายปี
ตลอดเวลาสิบหกปี! ไม่ใช่แค่สิบหกวัน สิบหกเดือน แต่เป็สิบหกปี!!
“กล่าวโทษท่านพ่อหรือ เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น พี่สาวรองพูดจาพิกลนัก” มู่อวิ๋นฮวายิ้มเยาะ นางหันไปสบตามู่หงไห่ รอยยิ้มที่มุมปากค่อย ๆ จางลง “ข้าไม่กล่าวโทษท่านพ่อหรอก แต่ข้าเกลียดเขา รังเกียจบิดาตนเองเหลือคณานับต่างหาก”
ทันทีที่ถูกโต้กลับเช่นนั้น มู่อวี่ซีที่เตรียมคำพูดไว้อีกมากมายก็พลันเงียบปาก นางไม่จำเป็ต้องนำไพ่ลับใด ๆ ออกมาใช้เสียด้วยซ้ำ!
“เกลียดข้าหรือ กล้าดีอย่างไรมาพูดว่ารังเกียจข้า” ดวงตาลึกล้ำของมู่หงไห่หรี่ลงอย่างพิจารณา “ข้าเลี้ยงดูเ้า ให้เสื้อผ้า ที่หลับนอนกำบังลมฝนแก่เ้า และยังดูแลเ้า...ดูแลอย่างเหมาะสม แล้วเ้ากล้าดีอย่างไรมาเกลียดชังข้า หากไม่เห็นแก่ที่เ้าเป็เืเนื้อเชื้อไข คนอย่างเ้าคงไม่มีโอกาสมายืนโอหังพูดจาอกตัญญูต่อข้าเช่นนี้หรอก”
กล้าดีอย่างไรมาเกลียดเขา นังลูกนอกคอก ผ่าเหล่าผ่ากอ ไร้ปัญญา สั่งสอนไม่ขึ้น!
มู่หงไห่มองมู่อวิ๋นฮวาด้วยโทสะ ทว่านางกลับจ้องเขม็งตอบโต้อย่างไม่ลดละ ซ้ำยังเพิ่มความเ็าในแววตาที่เข้มข้นมากขึ้นอีก
“อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่หลับนอนกำบังลมฝนหรือ ฮ่า ๆ มนตรีมู่ รู้อะไรหรือไม่ ว่าที่ผ่านมาข้าอาศัยอยู่อย่างไรใต้ชายคากำบังลมฝนของเ้า” มู่อวิ๋นฮวาขึ้นเสียงตอกหน้ามู่หงไห่ “สิบหกปีที่ผ่านมา ข้ากับแม่นมแทบไม่มีอาหารพอยาไส้ เสื้อผ้าเก่าขาดซอมซ่อ ที่เลวร้ายที่สุดก็คือเรือนที่รกไปด้วยวัชพืช กลางวันใช้ชีวิตกับมดปลวก ค่ำคืนต้องหลับนอนกับหนูสกปรก หลังคาหรือก็ผุพัง ฝาผนังเป็รูโหว่ ปะซ่อมด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านความหนาวเย็นในฤดูหนาวแต่ละปีด้วยไออุ่นจากร่างกายของกันและกันภายใต้ผ้าห่มผืนบางเก่า ๆ แม้แต่ฟืนจุดเตาผิงก็ยังไม่ได้รับสักท่อนเดียว”
มู่อวิ๋นฮวาดึงแม่นมเข้ามาหาตัวแล้วพูดต่อ “เห็นแม่นมของข้าหรือไม่ นางอายุสามสิบกว่าเท่านั้น แต่รูปร่างหน้าตาเมื่อเทียบกับสาวใช้บริวารทั้งหลายของเ้า หากบอกว่านางคือยายของพวกเขาก็ยังฟังดูน่าเหลือเชื่อ”
มู่หงไห่อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองบ่าวไพร่คนอื่น ๆ ดังที่นางว่า แม้คนเหล่านี้จะเป็เพียงบ่าวไพร่ แต่เพราะตระกูลมู่ดูแลอย่างดี ทำให้ทุกคนดูสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีใครผอมแห้งท่าทางหดหู่แม้แต่คนเดียว
ต่างจากแม่นมของมู่อวิ๋นฮวาราวฟ้ากับเหว มู่หงไห่จำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่านางดูเป็เช่นไรเมื่อครั้งที่เคยติดตามรับใช้ฉู่เตี๋ย...
“มองดูข้าให้ดี อายุข้าเข้าวัยสาว ผ่านการตัดผมมาแล้ว แต่มองดูข้าสิ เหมือนสาววัยสะพรั่งคนอื่นหรือไม่ ข้าอายุสิบหก หาใช่เด็กสิบสองขวบ แต่เ้าคิดว่าข้าดูเหมือนผู้หญิงที่เติบโตตามวัยหรือไม่”
“หากเ้ากล้าพูดว่านี่คือการดูแลอย่างเหมาะสมแล้ว เช่นนั้นข้า มู่อวิ๋นฮวาก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าข้าไม่ได้้าการดูแลเช่นนี้เลย!”
เวลานั้นเองที่มู่หงไห่เพิ่งจะรู้ตัว ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกประหลาดั้แ่ที่มาถึงและได้พบหน้าบุตรสาวคนนี้
เป็การเจริญเติบโตของนางนั่นเอง
มู่อวิ๋นฮวาดูแล้วเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ผอมแห้ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็หญิงสาวตามวัยเลยแม้แต่น้อย
“เ้า...” ดวงตาของมู่หงไห่ซับซ้อนไปด้วยอารมณ์บางอย่าง ซึ่งเป็แววตาที่มู่อวิ๋นฮวาก็ไม่อาจคาดเดาว่ากำลังวุ่นวายใจเื่ใด เขากำลังฉุกคิดถึงเื่น้ำเน่าในอดีตขึ้นมาเช่นนั้นหรือ
“มนตรีมู่ ข้ายอมรับว่าหากไม่มีเ้า ก็คงไม่มีมู่อวิ๋นฮวาเกิดมาบนโลกนี้ และข้าซึ่งเป็บุตรก็ไม่สมควรที่จะรู้สึกเกลียดชังบุพการี แต่เ้าคิดสิว่าสิ่งที่ข้ารู้สึกกับเ้านั้นเป็เื่ไม่สมควรจริงหรือ ข้าสมควรต้องชดใช้ความผิดของท่านแม่หรือ ไม่สิ ท่านแม่ของข้าหาได้กระทำสิ่งใดผิดเสียด้วยซ้ำ” มู่อวิ๋นฮวาสืบเท้าขึ้นไป เผชิญหน้ากับมู่หงไห่ เงยหน้าสบตาเขาอย่างเต็มตาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ จากนั้นชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทีละคำอย่างช้า ๆ และชัดเจน
“ก่อนที่ข้าจะได้พบเ้า ข้าเคยหลงผิด คิดว่าทุกสิ่งเป็ความผิดของท่านแม่ และข้าซึ่งเป็ลูกสาวจำต้องชดใช้แทนนาง แต่เมื่อได้พบเ้าวันนี้แล้ว ข้าก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นอีกต่อไป ที่ผ่านมาชีวิตข้ามันช่างน่าสมเพช ส่วนเ้า น่าสมเพชยิ่งกว่า”
แม้มู่อวิ๋นฮวาจะเชื่อมั่นสุดหัวใจว่าฉู่เตี๋ยไม่มีทางคบชู้หรือหนีออกจากบ้าน แต่เพราะไม่มีหลักฐานใดจะมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทุกอย่างจึงเป็เพียงการคาดคะเนที่ไร้น้ำหนัก
ทว่าหลังจากได้พบมู่หงไห่ นางกลับยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไม่มีทางผิดอย่างแน่นอน
แม้ว่านางจะเป็เพียงเด็กสาวร่างผอมบางแก้มตอบ ดวงตาลึกโหลไม่น่ามองนักในเวลานี้ แต่เครื่องหน้าทั้งหมด คิ้ว จมูกและปาก ล้วนถอดแบบมาจากมู่หงไห่ทั้งสิ้น