กองไฟของคนทั้งคู่ถูกตั้งห่างออกมาจากกลุ่มรถม้าหรูหราหลายสิบก้าว เพื่อเลี่ยงสายตาดูแคลนของชายหนุ่มจอมยโสผู้นั้น และเพื่อความเป็นส่วนตัวที่ลู่ชิงถวิลหา ฉินอวี้โชว์ทักษะสมกับเป็น ศิษย์เอกของเทพสงครามหวังซิว ด้วยการจัดเตรียมที่พักอย่างว่องไวปราดเปรียว เขาใช้เท้าถากถางพงหญ้าจนเตียนราบภายในไม่กี่อึดใจ วางก้อนหินล้อมกองไฟเป็นวงกลมอย่างมีระเบียบดุจการจัดค่ายกล ก่อนจะนำฟางแห้งที่แอบไปขอแบ่งมาจากข้ารับใช้มาปูเป็นที่นอนหนานุ่มรอบกองไฟสองจุด ดูไปดูมาก็คล้ายรังนกขนาดยักษ์สองรังที่ตั้งอยู่ท่ามกลางลมหนาวอย่างมั่นคง
ส่วนลู่ชิงนั้นรับหน้าที่เป็น "หัวหน้าหน่วยเสบียง" เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากองไฟ หยิบหมั่นโถวที่เย็นชืดและแข็งจนแทบจะใช้เป็นอาวุธลับขว้างหัวคนตายได้ออกมาเสียบกิ่งไม้ พลางขยับนิ้วตวัดพู่กันเก่าๆ ในอากาศแก้เหงา ม้าแก่ของเขาเองก็ดูจะรู้ความ (หรืออาจจะแค่หมดแรง) มันล้มตัวลงนอนแปะขวางทิศทางลมให้เจ้านายอย่างพอดิบพอดี ส่งเสียงกรน ‘ฟืดฟาด’ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงเคี้ยวหมั่นโถวของลู่ชิงที่ดัง ‘กร้วมๆ’ อย่างยากลำบาก
ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขาพันลี้ เสียงกระซิบกระซาบจากกองไฟหลักของผู้คุ้มกันที่อยู่ไกลออกไปก็แว่วมาตามลม แม้ลู่ชิงจะทำเป็นนั่งสัปหงกจนหัวเกือบจะทิ่มกองไฟ แต่หูที่ผ่านการขัดเกลาด้วยวิถีเซียนกลับผึ่งรับฟังทุกถ้อยคำราวกับกำลังนั่งแถวหน้าฟังนินทาชาวบ้าน
"พวกเจ้า... รู้ข่าวเรื่อง 'หุบเขาไร้รัก' ที่เราต้องข้ามไปวันพรุ่งนี้ไหม?" ผู้คุ้มกันอาวุโสคนหนึ่งเริ่มเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าและแหบแห้งชวนให้บรรยากาศรอบกองไฟเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
"ที่เขาว่ากันว่า... มี 'บางอย่าง' ดักรออยู่ใช่ไหมท่านพี่?" ผู้คุ้มกันหนุ่มอีกคนถามพลางขยับก้นเข้าไปเบียดเพื่อนข้างๆ จนแทบจะสิงร่างกัน
"ไม่ใช่แค่บางอย่าง! แต่มันคือ 'พรายสมรผู้หิวโหย'" ชายอาวุโสลดเสียงลงต่ำจนเกือบเป็นเสียงครางสยอง
"ชาวบ้านแถบนี้ร่ำลือกันว่า ในคืนที่ไร้แสงดาวและหมอกลงจัดเช่นนี้ จะมีนางปีศาจสาวปรากฏกายออกมา นางงามล้ำเลิศเกินกว่าสตรีใดในใต้หล้า อาภรณ์ที่สวมใส่บางเบาราวกับทอจากไอหมอก เผยให้เห็นนวลผิวขาวซีดที่เย้ายวนใจ นางจะร่ายรำอยู่กลางทางแคบๆ พร้อมส่งเสียงหัวเราะกระซิบเรียกชื่อของบุรุษด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดปานน้ำผึ้งอาบยาพิษ"
เขาเว้นจังหวะพลางเบิกตาโพลงมองเข้าไปในความมืด
"ว่ากันว่า... นางมีปีกบางละเอียดดุจปีกผีเสื้อราตรีซ่อนอยู่ใต้แผ่นหลัง นัยน์ตาสีม่วงอำพันของนางสามารถสะกดดวงวิญญาณให้หลุดลอยได้เพียงแค่สบตาครู่เดียว และเมื่อบุรุษใดหลงใหลเข้าสู่อ้อมกอดของนาง นางจะมอบจุมพิตที่หนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูก... จากนั้นก็สูบเอาลมปราณหยางและพละกำลังทั้งหมดไป จนเหยื่อผู้นั้นแห้งเหี่ยวกลายเป็นซากศพซูบซีดประหนึ่งกิ่งไม้แห้งในชั่วพริบตา!"
ลู่ชิงที่นั่งฟังอยู่ถึงกับเบ้ปากจนหน้าบิดเบี้ย พลางพึมพำกับหมั่นโถวปิ้งในมือ
"หึ... ปีศาจสาวปีกบาง? จุมพิตสูบวิญญาณ? จินตนาการของพวกเจ้านี่มันช่างล้ำลึกเสียจริง ถ้าเอาความเพ้อเจ้อนี้ไปเขียนนิยายประโลมโลกขายที่นครต้าหยวน ป่านนี้คงได้เป็นเศรษฐีไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งกลัวผีจนตัวสั่นอยู่แบบนี้หรอก"
เขาส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะหันไปกระซิบกับฉินอวี้ที่นั่งหลับตาทำสมาธิในท่าเตรียมพร้อมอยู่ข้างๆ
"เจ้าได้ยินไหมฉินอวี้? เขาว่ามีสาวงามปีกผีเสื้อมาคอยดักรอจุมพิตเจ้าอยู่ข้างหน้าแน่ะ ข้าว่าคืนนี้เจ้าควรคลุมโปงให้มิดนะ เผื่อปีกนางจะมาเกี่ยวคอเจ้าไปเป็นของว่าง"
ฉินอวี้ไม่ได้ลืมตา แต่แผ่ซ่านไอพลังจางๆ ออกมาปกคลุมรอบบริเวณ
"พี่ลู่... ข้าเป็นถึง ศิษย์เอกของท่านอาจารย์หวังซิว หากข้าพ่ายแพ้ต่อจุมพิตของปีศาจปีกบางนั่น ข้าคงไม่มีหน้าไปพบอาจารย์ได้อีก ต่อให้เป็นปีศาจสาวปีกอินทรีหรือปีกมังกร หากนางมารบกวนฝันหวานของท่าน ข้าจะเด็ดปีกนางมาทำเป็นพัดพกพาให้ท่านเอาไว้โบกไล่แมลงตอนสอบจอหงวนเอง ท่านรีบนอนเถิด ข้าจะเฝ้ายามให้ท่านประหนึ่งปราการเหล็กกล้าเอง"
ลู่ชิงหัวเราะ ‘หึๆ’ ในลำคออย่างชอบใจ
"เด็ดปีกมาทำพัด? เจ้านี่มันช่างไม่รู้จักถนอมบุปผาสายดาร์กเอาเสียเลย... แต่ก็เอาเถอะ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าพัดขนปีศาจนี่มันจะเย็นกว่าพัดกระดาษราคาถูกของข้าสักแค่ไหน"
พวกลู่ชิงเอนหลังลงบนรังฟางอย่างสบายอารมณ์ พวกเขาไม่ได้นำเรื่องตำนานปีศาจที่เล่ากันอย่างเมามันมาใส่ใจแม้แต่น้อย ลู่ชิงถึงกับกรนออกมาเบาๆ อย่างไม่เกรงใจวิญญาณตนใดในหุบเขา ทิ้งให้เสียงลมหนาวที่หวีดหวิวกลางซอกเขาทำหน้าที่เป็นดนตรีกล่อมประสาทไปพร้อมกับกองไฟที่ค่อยๆ มอดดับลงเหลือเพียงถ่านแดงโชติช่วง... โดยที่หารู้ไม่ว่า ในเงามืดถัดไปไม่ไกลนัก มีนัยน์ตาสีม่วงอำพันคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาจริงๆ!
ยามชวี่ผ่านพ้นเข้าสู่ ยามจื่อ (ประมาณตีหนึ่ง) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หยินกงถึงขีดสุดและราตรีกาลมืดมิดที่สุดในรอบวัน ท่ามกลางความเงียบสงัดที่สั่นประสาทในหุบเขาไร้รัก ม่านหมอกสีขาวขุ่นค่อยๆ ม้วนตัวเข้าปกคลุมค่ายพักแรมราวกับลมหายใจของมัจจุราช บนชะง่อนผาที่สูงชันเกินกว่ามนุษย์จะปีนป่าย ‘พรายสมร’ นางปีศาจสาวผู้มีนัยน์ตาสีม่วงอำพันดุจพลอยต้องมนต์ จ้องมองลงมายังแสงกองไฟเบื้องล่างด้วยความหิวกระหาย
ในตอนแรก นางตั้งใจจะร่อนลงไปจัดการกับกลุ่มคนคุ้มกันกลุ่มใหญ่ เพราะพลังปราณหยางที่พวยพุ่งออกมาจากชายฉกรรจ์นับสิบนายนั้นช่างเย้ายวนและเพียงพอจะหล่อเลี้ยงพลังชีวิตของนางไปได้อีกหลายเดือน นางสูดลมหายใจเข้าลึกเตรียมจะเริงระบำมรณะ ทว่า... สุ้มเสียงหนึ่งที่ดังแว่วมาตามลมก่อนหน้านี้กลับหยุดยั้งนางไว้เสียก่อน
“...ข้าจะเด็ดปีกนางมาทำเป็นพัดพกพาให้ท่านเอาไว้โบกไล่แมลง...”
คำพูดอวดดีของเจ้าหนุ่มหน้าหยกที่นอนแยกตัวออกไปไกลกลุ่ม ทำให้โทสะของนางปะทุขึ้นจนนัยน์ตาสีม่วงสว่างวาบด้วยรังสีฆ่าฟัน นางเปลี่ยนเป้าหมายทันที! นางจะสั่งสอนให้มนุษย์ที่กล้าลบหลู่ความงามของปีกนางได้รู้ซึ้งถึงความทรมานที่แท้จริง
นางเริ่มขยับริมฝีปากอิ่มสีชาด ร่ายมนต์นิทราอันเก่าแก่กระซิบผ่านสายลม มวลอากาศพลันสั่นไหวเบาๆ ก่อนที่กลิ่นหอมหวลชวนเคลิบเคลิ้มจะแผ่กระจายไปทั่วทั้งค่าย เหล่าผู้คุ้มกันที่เคยยืนประจำจุดอย่างขึงขังเริ่มคอพับคออ่อน ล้มลงหลับนิ่งสนิทไปทีละคน แม้แต่ในกระโจมหรูที่ควรจะมีการป้องกันแน่นหนา บัดนี้ก็เงียบงันไร้สุ้มเสียงใดๆ
นางปีศาจยิ้มกริ่ม สลัดปีกอันบางเบาแต่แข็งแกร่งร่อนลงสู่พื้นดินอย่างเงียบเชียบดุจเงามืด นางก้าวตรงไปยังเป้าหมายแรก—ลู่ชิง บัณฑิตที่ดูอ่อนแอที่สุดในขบวนนี้
นางยื่นมือเรียวขาวซีดที่มีเล็บยาวแหลมคมออกไปหมายจะบีบคอให้ตายใจ ทว่า! เพียงแค่ปลายเท้าของนางก้าวล้ำเส้นอักขระที่ลู่ชิงขีดไว้บนพื้นทรายแบบส่งๆ...
วูบบบบ!
จู่ๆ อากาศรอบด้านก็บิดหมุน แสงสีทองเจิดจ้าปะทุขึ้นจากพื้นดินเป็นเส้นสายอักขระลึกลับ มันคือ "วิถีประทับสะกดวิญญาณ" ที่ลู่ชิงเพียรฝึกฝนเอาไว้เพื่อใช้ดักจับสุนัขในหมู่บ้านที่ชอบแอบมาขโมยไก่ของเขาในยามวิกาล! แต่มันกลับเป็นอาคมระดับเซียนที่ทรงพลังมหาศาล ทันทีที่นางปีศาจสัมผัสโดน ร่างของนางก็ถูกแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นกระชากลงไปกองกับพื้น ปีกที่แสนภูมิใจถูกตรึงติดกับอากาศจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
“กรี๊ดดดดด!” นางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่เสียงนั้นกลับถูกกักขังไว้อยู่เพียงในอาณาเขตของค่ายกล ไม่เล็ดลอดออกไปให้ใครได้ยิน
ในตอนนั้นเอง ลู่ชิง ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เขาขยี้ตาพลางหาวหวอดใหญ่จนกรามแทบค้าง “หืม... เสียงอะไรแหลมๆ น่ะ เหมือนเสียงผู้หญิงร้องเพลงเลย หรือว่าข้าจะฝันไปนะ?”
เขากะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะพบกับร่างของดรุณีนางหนึ่งที่มีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลัง กำลังหมอบราบอยู่แทบเท้าในสภาพที่บิดเบี้ยวไปมา ลู่ชิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“โอ้... ฝันดีจริงๆ มีสาวงามมาปรากฏตัวในฝันด้วยแฮะ แต่ท่าทางจะชอบเล่นท่านั่งแปลกๆ นะเนี่ย... อะ นอนต่อดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
ลู่ชิงเตรียมจะล้มตัวลงนอนต่อหน้าตาเฉย ทำให้นนางปีศาจสาวถึงกับตาถลนด้วยความช็อกปนหวาดกลัว!
‘ชายผู้นี้... ทำไมเขาถึงไม่หลับ!?’ นางปีศาจกรีดร้องในใจ มนต์สะกดนิทราของนางร่ายคลุมคนทั้งคณะ แม้แต่นักรบในค่ายใหญ่ยังไม่เหลือรอด แต่เจ้าบัณฑิตชุดปะชุนคนนี้กลับตื่นมาหาวใส่หน้านางได้อย่างไร!
เมื่อเห็นว่าชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางจึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงที่เคยดุร้ายเป็นเสียงสะอื้นไห้อย่างน่าเวทนาทันที
“ท่านบัณฑิต... โปรดเมตตาด้วย ข้า... ข้าเพียงหลงทางมาและติดอยู่ในกับดักของท่าน โปรดปล่อยข้าเถิด ข้าเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแล้ว!”
ลู่ชิงสะดุ้งเฮือกพลางลุกพรวดขึ้นมานั่งหลังตรง
“อ้าว! ไม่ใช่ฝันรึเนี่ย!?”
เขาเริ่มตกใจจริงๆ ที่เห็นสตรีลึกลับมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าในยามวิกาล จึงรีบหันไปเขย่าตัวฉินอวี้ที่นอนอยู่อีกด้านอย่างแรง
“ฉินอวี้! ฉินอวี้! ตื่นเร็วเข้า! มีแขกไม่ได้รับเชิญมาหาเราถึงรังฟางแล้ว!”
แต่ไม่ว่าจะเขย่าจนร่างกระเด็น หรือส่งเสียงเรียกดังแค่ไหน ฉินอวี้ ศิษย์เอกเทพสงครามผู้เก่งกาจกลับนอนนิ่งสนิทราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอแต่มั่นคงจนน่ากลัว นั่นเป็นเพราะเขาติดอยู่ในอาคมมนต์นิทราที่เข้มข้นที่สุดของนางปีศาจนั่นเอง
ลู่ชิงเกาหัวแกรกๆ พลางหันมามองนางปีศาจที่ถูกวิถีประทับสะกดวิญญาณตรึงไว้ด้วยสายตาสงสัย
“เจ้าทำอะไรสหายข้าเนี่ย? แล้วนี่เจ้า... เป็นหมาขโมยไก่พันธุ์ไหนกัน? ทำไมถึงมีปีกยาวเฟื้อยสีม่วงๆ แบบนี้ หรือว่าเป็นพันธุ์ผสมจากแดนตะวันตก?”
นางปีศาจสาวถึงกับสำลักคำพูดตนเอง นางเป็นถึงพรายสมรที่คนทั้งหุบเขาขยาด แต่กลับถูกเจ้ามนุษย์คนนี้เรียกว่า
"หมาขโมยไก่พันธุ์ผสม" แถมค่ายกลที่พันธนาการดวงวิญญาณระดับสูงของนางอยู่นี้ เขายังบอกว่าเอาไว้ใช้ดักจับสุนัขในหมู่บ้านอีก!