ในค่ำคืนนั้นเองหลังจากที่ลูคัสยอมรับแจ็คเป็ลูกศิษย์ เขาให้แจ็คไปพักร่วมกับเหล่าพาลาดินคนอื่นๆ ในเต็นท์หลังหนึ่ง โดยมีเงื่อนไข คือเขาจะทำเหมือนกับแจ็คเป็เสมือนพาลาดินคนอื่น ๆ และถ้าแจ็คเกิดยอมแพ้กลางคันในระหว่างฝึกฝนก็จะไม่รับแจ็คกลับมาเป็ลูกศิษย์อีก
“นายนี่มันดื้นด้านจริงๆ เลยนะ” ชายผมทอง ผิวขาวในชุดพาลาดินพูดขึ้นกับแจ็คที่อยู่ในเต็นท์กับตัวเองเพียงสองคน
“ผมอยากแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ครับผมอยากจะเป็มหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้”แจ็คหันไปตอบ
“เชื่อ เขาเลย” พาลาดินนายนั้นบ่นพึมพำขึ้น
“ไปกันเถอะถึงเวรเราเฝ้ายามแล้ว” พาลาดินพูดต่อ
“ครับ” แจ็คตอบก่อนทั้งสองคนจะเดินออกจากเต็นท์ไปเปลี่ยนเวรกับพาลาดินที่ยืนอยู่ที่รั้วซึ่งเป็การแสดงถึงอาณาเขตของสมาคมผู้ใช้เวทย์
“งั้นพวกฉันกลับไปนอนก่อนนะ” พาลาดินนายหนึ่งพูดก่อนจะเดินจากไปพร้อมเพื่อนของเขาอีกคนนึง
“เฮ้แจ็คหยิบคบเพลิงแล้วตามฉันมา” พาลาดินที่มาพร้อมแจ็คพูดขึ้นก่อนจะเดินไปหยิบคบเพลิงอันนึงมาถือไว้อย่างมั่นคงในมือข้างที่ถนัด
“ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะครับ” แจ็คถามระหว่างที่หยิบคบเพลิงมาถือเอาไว้ในมือ
“ฉันชื่ออเล๊กซ์”อเล๊กซ์ตอบ
“ว่าแต่อเล๊กซ์เราจะไปไหนกัน” แจ็คถามต่อด้วยความสงสัย
“งานของพวกเราในแต่ละคืนก็คือการเดินสำรวจเขตริมรั้วนี่ว่าไม่มีอะไรผิดปกติ” อเล๊กซ์ตอบ พลางเดินนำหน้าแจ็คไป
ทั้งสองคนเดินตรงต่อไปเรื่อย ๆ เรียบริมรั้วของสมาคมมีบางครั้งที่แจ็คต้องคอยเอามือปัดยุงที่เข้ามาดูดเืเขาบ้างในบางครั้งและบางครั้งเองอเล๊กซ์ก็เผลอเดินสะดุดเข้ากับก้อนหินบนพื้น ทำให้เสียหลักเล็กน้อยแต่เขาก็กลับมาทรงตัวได้เหมือนเดิม แล้วเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ว่าแต่ทำไมนายอยากเป็มหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นละ” อเล๊กซ์ถามในระหว่างที่เดินไปด้วย
“มันเป็ความฝันของผมครับแล้วคุณละทำไมถึงมาเป็พาลาดินประจำการอยู่ที่นี่” แจ็คตอบก่อนจะถามคำถามอีกฝ่ายกลับไปบ้าง
“ฉันเหรอ แรกเริ่มฉันก็เป็นักรบนั้นแหละมันเป็เส้นทางอาชีพที่มีความท้าทาย สนุกสนานไปกับการต่อสู้ที่มีไม่รู้จบสิ้นได้ท้าทายขีดความสามารถของตัว แต่พอได้ลองเข้าศึกษาในศาสนจักรแห่งแสงสว่างฉันก็เปลี่ยนความคิดไปว่าฉันอยากจะเป็คนที่คอยช่วยเหลือคนให้ไม่ต้องลำบากและด้วยเวทย์มนตร์แห่งแสงของท่านเทพเซนน่าทำให้ฉันสามารถช่วยเหลือผู้คนที่กำลังลำบากได้” อเล๊กซ์เริ่มเล่า
“ถ้าคุณเป็นักรบมาก่อนแล้วทำไมถึงใช้เวทย์มนตร์ได้” แจ็คถามขึ้นอีกครั้ง
“แค่เพราะนายเป็ผู้ใช้เวทย์ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่ผู้ใช้เวทย์เท่านั้นที่ใช้เวทย์มนตร์ได้แต่ทุกเส้นทางสายอาชีพนั้นสามารถใช้เวทย์มนตร์ได้หมด แต่การเข้าใจถึงแก่นแท้ของเวทย์มนตร์และการร่ายคาถาได้หลากหลายตามสถานการณ์นะมีแค่ผู้ใช้เวทย์เท่านั้นแหละที่ทำได้ก็เหมือนนายที่ใช้เวทย์ได้หลายธาตุในตอนที่ต่อสู้กับหัวหน้า แต่เหมือนพวกนักรบหรือนักผจญภัยนะอาจจะแค่ร่ายเวทย์เสริมกำลังนิด ๆ หน่อย ๆ ได้ก็เท่านั้นแหละ” อเล๊กซ์พูดต่อก่อนจะหยุดหายใจไปแปปนึงก่อนจะเริ่มพูดต่ออีกครั้ง
“แต่เหมือนฉันกับพาลาดินคนอื่นๆ นั้นจะพิเศษนิดหน่อย ตรงที่เราสามารถใช้เวทย์มนตร์แห่งแสงได้” อเล๊กซ์พูดต่อ
“คุณแสดงเวทย์มนตร์แสงให้ผมดูบ้างได้ไหมครับผมไม่เคยเห็นคนใช้เวทย์มนตร์แห่งแสงมาก่อนเลย”แจ็คพูดขึ้น
“ฉันก็อยากแสดงให้นายเห็นหรอกนะแต่เวทย์มนตร์แห่งแสงที่เอาไว้ใช้ช่วยเหลือคนไม่ได้มีเอาไว้โชว์ ฉะนั้นนายคงต้องอดดูไปก่อนนะ” พูดจบอเล๊กซ์ก็หัวเราะขึ้น
แล้วทั้งสองคนก็เดินไปจนถึงสุดเขตที่พวกเขาต้องรับผิดชอบเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ทั้งสองคนจึงได้เริ่มเดินกลับมาอีกครั้งหนึ่งเปลวไฟจากคบเพลิงยังคงลุกไหม้ ทำให้บางครั้งก็มีควันลอยมาเข้าหน้าของแจ็คบ้างเป็ครั้งคราวจนแจ็คต้องยื่นคบเพลิงออกไปให้ไกลหน้าอีกเล็กน้อย
ทั้งสองคนยังคงเดินต่อไปในคืนที่ฟ้ามืดมีเมฆลอยเต็มท้องฟ้าบดบังแสงพระจันทร์ไม่ให้เล็ดลอดออกมาซึ่งทั้งสองคนอาศัยคบเพลิงในการนำทางเพียงเท่านั้น
“โฮก” เสียงหนึ่งดังขึ้นออกมาจากป่าที่อยู่เลยออกจากริมรั้วไปทำให้แจ็คและอเล๊กซ์ต้องหันไปมอง
“นั้นตัวอะไร” แจ็คถามด้วยความใ
“ไม่ต้องแปลกใจหรอกปกติมันก็มีเสียงแบบนี้ทุกวันนั้นแหละ เดี่ยวนายก็ชินน่ะ” อเล๊กซ์พูดก่อนจะเดินกลับไปที่เต็นท์ต่อไป
เมื่อทั้งสองคนเดินกลับมาถึงเต็นท์ก็พบว่ามีพาลาดินสองคนมายืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“พวกนายเจออะไรบ้าง” หนึ่งในพาลาดินที่ยืนรอถามขึ้น
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีมีแต่เสียงของพวกสัตว์จากป่าดังขึ้นเป็ครั้งคราวเท่านั้น” อเล๊กซ์ตอบ
“นายละได้ลองเดินยามครั้งแรกรู้สึกยังไงบ้าง” พาลาดินคนเดิมหันมาถามแจ็คที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อโชก
“รู้สึกเพลีย ๆครับ” แจ็คพูดขึ้น พลางเอามือปาดเหงื่อที่กำลังจะไหลย้อยเข้าดวงตาของเขา
“นายคงต้องไปอาบน้ำใหม่แล้ว” พาลาดินคนเดิมพูดต่อ
“ใช่ผมก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน” แจ็คตอบ ก่อนที่ทั้งสี่คนจะแยกย้ายกันไปโดยอเล๊กซ์นั้นก็กลับเข้าเต็นท์ไปนอนเลย ในขณะที่แจ็คเดินเข้าไปอาบน้ำก่อนซักพักจากนั้นจึงค่อยกลับไปนอนในเต็นท์
ในไม่ช้าค่ำคืนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วแสงสีทองตรงขอบฟ้าทางทิศตะวันออก โผล่ออกมาทักทายอย่างสดใส
“ตื่นได้แล้วแจ็ค” อเล๊กซ์เรียกแจ็คพร้อมเขย่าตัวของแจ็คจนแจ็คต้องฝืนลืมตาตื่นขึ้นมา
“อือ” แจ็คครางขึ้น
“ไปกินอาหารเช้าได้แล้ว” อเล๊กซ์พูดก่อนจะเดินออกจาเต็นท์ไปปล่อยให้แจ็คนั่งอยู่บนเตียงอย่างสะลึมสะลือ ก่อนจะค่อย ๆลุกออกมาจากเตียงอย่างช้า ๆแล้วล้างหน้าล้างตาเล็กน้อยก่อนจะออกจากเต็นท์ไปรวมกับทุกคนข้างนอก
เมื่อออกไปก็พบว่าตอนนี้ทุกคนนั่งล้อมวงอยู่ที่กองไฟซึ่งมอดไหม้จนเหลือแต่เถ้าถ่านแล้ว ก่อนอเล๊กซ์จะเดินเข้ามาพร้อมใบไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งที่ใส่ข้าวขาวร้อน ๆ เอาไว้ข้างใน ซึ่งบนข้าวถูกบดบังไปด้วยเนื้อหมูย่างมากกว่าครึ่งหลังจากนั้นแจ็คก็เริ่มลงมือกินไปด้วยความหิวโหยเพราะเมื่อคืนต้องเดินออกแรงมากไปทำให้แจ็คถึงรู้สึกหิวมากกว่าปกติ จนรู้สึกได้ว่าอาหารแค่นี้เหมือนยังไม่พอแต่แจ็คก็ไม่ทันจะได้ขอเพิ่ม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เอาล่ะเข้าแถว” ลูคัสเดินออกมาสั่ง ทำให้พาลาดินรีบตั้งแถวอย่างรวดเร็วโดยแจ็คก็เข้าไปร่วมในแถวกับเขาด้วย
“เมื่อมีอะไรผิดปกติไหม” ลูคัสถามขึ้น
“ไม่มีครับ”เหล่าพาลาดินทุกคนตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็ดีแล้ว พวกพาลาดินวันนี้ให้อเล๊กซ์เป็คนฝึก ส่วนแจ็คแยกออกจากแถวแล้วตามฉันมา” ลูคัสสั่งขึ้นก่อนพาลาดินจะแยกย้ายกันไปฝึก ทิ้งไว้ให้แจ็คอยู่กับลูคัสเพียงลำพังสองคน
“แจ็คตามฉันมา” ลูคัสพูดขึ้นก่อนจะเดินนำหน้าไปในชุดพาลาดินแบบเดียวกับที่พวกพาลาดินคนอื่นใส่แต่ที่ต่างไปกลับเป็สีของเกราะที่เป็สีแดงเข้มพอสะท้อนกับแสงอาทิตย์แล้วทำให้มันดูโดดเด่นเป็อย่างมาก
ลูคัสนำทางแจ็คมายังที่กว้างๆ ที่หนึ่งซึ่งไม่ไกลจากเต็นท์มากนัก ก่อนเขาจะหันกลับมาพูดกับแจ็ค
“นายลองโจมตีใส่ฉันอีกครั้งสิใส่ทุกอย่างที่นายมีมาให้หมดเลย” ลูคัสพูด
“แต่คุณก็รู้ว่ามันไม่ได้ผล” แจ็คพูดออกไป
“เอาเถอะนะฉันอยากรู้ว่านายในตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง” ลูคัสตอบ ก่อนแจ็คจะกระหน่ำร่ายคาถาโจมตีใส่ลูคัสจนพลังเวทย์หมดแต่ก็เหมือนเช่นเคยไม่มีาแหรือรอยขีดข่วนซักรอยปรากฏอยู่บนตัวลูคัสเลยแม้แต่น้อยส่วนแจ็คในตอนนี้ก็ได้แต่ยืนหอบ หายใจอย่างแรงเพราะความเหนื่อยล้า
“อืมทักษะหลากหลายไม่เสียแรงที่เป็ผู้ใช้เวทย์ พลังเวทย์ที่ใช้โจมตีถ้าโจมตีพวกเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันกับเธอก็ไม่น่าจะมีปัญหา อาจจะพอสร้างความเสียหายได้บ้างแต่ที่น่าจะเป็ปัญหาในตอนนี้น่าจะเป็พลังเวทย์ของนายที่มันน้อยเกินไปแล้วก็พลังกายที่อ่อนด้อยของผู้ใช้เวทย์” ลูคัสพูดขึ้นหลังจากได้เห็นทั้งหมดที่แจ็คแสดงออกมาให้ตนเห็นแล้ว
“ที่ ว่าพอสร้าง ความ เสียหาย ให้เพื่อน ๆ ได้บ้าง หมายความว่ายังไงครับ” แจ็คพูดเป็คำๆ ด้วยอาการหอบที่ต้องสลับมาหายใจด้วย
“นายรู้ใช่ไหมว่าพาลาดินมีพลังที่ป้องกันเวทย์ที่สูงมาก” ลูคัสถาม
“รู้ครับ” แจ็คตอบ
“แต่ก็ยังมีพวกที่มีพลังป้องกันเวทย์เยอะกว่าพาลาดินอีกรู้ไหม” ลูคัสพูดต่อ
“หรือว่าจะเป็ผู้ใช้เวทย์” แจ็คเริ่มกลับมาพูดเป็ปกติได้อีกครั้ง
“ใช่ถ้านายกำลังคิดจะเอาเื่พลังป้องกันเวทย์มนตร์เพื่อน ๆ ของนายมาเปรียบเทียบกับฉันนายคิดผิดแล้ว ฝีมือพวกนั้นกับฉันห่างชั้นกันเกินไป แต่กับนายไม่ใช่นายสามารถสร้างความเสียหายให้พวกนั้นได้แน่นอน แต่พวกนั้นก็สามารถสร้างความเสียหายให้นายกลับได้เช่นกัน” ลูคัสอธิบายต่อ ทำให้แจ็คหยุดคิดไปครู่หนึ่ง
“แล้วหลังจากนี้ผมต้องทำยังไงครับ” แจ็คถามขึ้น
“เริ่มแรกพวกผู้ใช้เวทย์จะมีร่างกายที่อ่อนแอมากเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ อย่างนักรบ หรือนักผจญภัยดังนั้นสิ่งที่นายจะได้รับการฝึกจากฉันอย่างแรกเลยก็คือการฝึกเพื่อเพิ่มความคงทนของร่างกายให้แข็งแรงในระดับนึงและการฝึกอย่างที่สองก็คือการฝึกเพื่อเพิ่มขีดจำกัดของพลังเวทย์ให้นายโดยการให้นายใช้พลังเวทย์จนหมดแล้วพักจนพลังเวทย์กลับมา แล้วใช้ใหม่จนกว่านายจะร่ายคาถาได้เกินขีดจำกัดของนายในตอนนี้” ลูคัสพูดต่อ
“เกินขีดจำกัด” แจ็คทวนคำขึ้น
“ใช่เกินขีดจำกัดเมื่อกี้นี้นายร่ายคาถาโจมตีใส่ฉันไปทั้งหมดสิบสองครั้งก่อนจะพลังเวทย์ของนายจะหมดดังนั้นนายจะต้องร่ายคาถาให้ได้มากกว่าจำนวนสิบสองครั้งนี้ และต้องทำให้ได้ภายในอาทิตย์นี้ด้วยฉะนั้นั้แ่เช้าจนถึงเที่ยงให้นายวิ่งต่อเรื่อยๆ อย่าหยุด ส่วน่บ่ายก็ให้ฝึกใช้เวทย์ซะ”ลูคัสพูด
“นั้นไม่โหดเกินไปหน่อยเหรอ” แจ็คพูดขึ้นด้วยความใเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูคัสพูด
“จะยอมแพ้ไหมละ” ลูคัสถามพร้อมส่งรอยยิ้มไปให้แจ็ค
“ไม่มีทาง”