“ข้าคือเอนาเฮลแห่งความใคร่" ปีศาจสาวท่าทางเย้ายวนกล่าวนามของตนก่อนจะแย้มยิ้มและมองมายังโคลอีผู้ไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกยืน ปีกสีดำของมันขยับและลอยเข้ามาใกล้ หางลูกศรที่ด้านหลังขยับไปมาราวกับยินดี "เจ้านี่น่ารักจริง ๆ นะ สมกับเป็นร่างใหม่ของข้า"
“ไม่!!!” โคลอีปฏิเสธ พยายามจะถอยหนีแต่ร่างกายกลับแข็งค้างไม่ทำตาม
“ร่างกายของเจ้าจะเป็นของข้า ด้วยคำมั่นที่ผูกเราไว้ ทั้งชายและหญิง ทุกคนจะตกเป็นทาสความงามของเจ้า" ปีศาจสาวหัวเราะลั่น
การ์เดียนจากแดนปีศาจผู้ไม่ควรปรากฏขึ้นในแดนภูต บัดนี้มันแผดเสียงหัวเราะและผสานวิญญาณเข้ากับโคลอี ทุกคนที่อยู่ ณ ลานพิธีล้วนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างรวมทั้งนีเนและสาวรับใช้ครึ่งม้าด้วย
ยูนิตีผู้ที่วันนี้แปลงกายมาในร่างมนุษย์พานายหญิงมาให้กำลังใจมิตรสหาย แต่ไม่คิดว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้น เธอชายตามองพวกอีสเตอร์ที่กำลังหัวเราะคิกคักในขณะที่คนอื่นล้วนแต่กำลังตื่นตระหนก "ฝีมือเจ้าพวกนั้นทำอะไรสักอย่างแน่ ๆ "
“ไม่มีหลักฐาน อย่าเพิ่งปรักปรำใครเลยค่ะ" แม้นีเนจะพูดเช่นนั้น สายตาเธอกลับจ้องเขม็งที่ผู้ต้องสงสัย เพราะระหว่างทำพิธีกรรมเธอสังเกตเห็นว่ากลุ่มอีสเตอร์มีพิรุธบางอย่าง
“พวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนั่งรอและซุบซิบคิกคัก” ยูนิตีวิเคราะห์ “หรือว่ามีคนร้ายอื่นอีกคะ เป็นคนอื่นที่อยู่ในห้องนี้ นอกจากครอบครัวของโคลอีและเด็กหนุ่มคนเมื่อเช้าแล้ว ก็มีชาวบ้านอีกหลายคนที่เข้าชมพิธีกรรมด้วย”
ตอนนี้ไม่ว่าคนร้ายจะเป็นใครก็ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนคนแรกของนีเนกำลังเผชิญกับสถานการณ์อันน่าลำบากใจ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดเธอจะหาทางช่วยให้ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นที่โจษจันทั้งหมู่บ้าน และแน่นอนผู้ที่ช่วยกระจายข่าวมิใช่ใครอื่น
“สมน้ำหน้ายัยโคลอี นับตั้งแต่นี้ต่อไปชีวิตของมันก็ย่อยยับ มีแต่คนรังเกียจ อีกไม่นานก็โดนเฉดหัวออกจากหมู่บ้านแน่นอน” อีสเตอร์และพรรคพวกหัวเราะสะใจ นอกจากหญิงสาวสามคนแล้วก็มีชายฉกรรจ์อีกสองผู้กำลังง่วนเผาอะไรสักอย่างอยู่ที่กองไฟ
“เผาให้ไม่เหลือแม้แต่เศษซากซักนิดเดียวเลยนะ” มัลเชชี้นิ้วสั่ง ขณะก้มมองผ้าผืนหนึ่งที่ชายสองคนนั้นกำลังใช้เหล็กเขี่ยให้ไหม้ไฟ
“พวกเธอนี่ใจร้ายจริง ๆ ทำไมถึงทำขนาดนี้ด้วยนะ อย่างน้อยยัยนั่นก็เพื่อนสมัยเด็กของพวกเธอเลยไม่ใช่เหรอ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านชายป่า ฉันเห็นว่าพวกเธอชอบวิ่งเล่นด้วยกัน” ชายหนึ่งในนั้นพูดขึ้น
“อย่าบอกว่านายก็หลงเสน่ห์ยัยนั่นอีกคนน่ะ ไม่รักฉันแล้วเหรอ” โครวีเชิดหน้าหนีพลางตัดพ้อต่อว่า
“อย่าคิดแบบนั้นสิ ผู้หญิงสวย ๆ อย่างเธอถ้าปล่อยให้หลุดมือไป ต้องมีคนด่าฉันว่าโง่แน่ ๆ” ชายคนนั้นแก้ตัว
ที่แท้ชายสองคนนี้คือคนรักของโครวี และมัลเชนั่นเอง คนเหล่านี้ร่วมมือกันวางแผนทำร้ายหญิงสาวตัวคนเดียวผู้ไม่มีทางสู้ ความอิจฉาริษยาอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
“ช่างน่าสมเพชเสียจริง”
ในที่สุดผู้ที่ซุ่มเฝ้ามองอยู่ตลอดก็ปรากฏกายขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมปิดมิดจรดพื้นทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคือใคร ฟังจากน้ำเสียงแหบต่ำคาดว่าน่าจะเป็นชายค่อนข้างมีอายุ
“เฮ้ย แกเป็นใครน่ะ!” หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นดีดตัวลุกขึ้นพร้อมชี้แท่งเหล็กร้อน ๆ ใส่ผู้ที่มาใหม่
บรรดาสาว ๆ ผุดลุกขึ้นตาม ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า
“จัดการมันซะ!” โครวีตะโกน เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร หากรู้ความลับนี้แล้วล่ะก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดพ้นคืนนี้แน่นอน
กึก!
เสียงท่อนเหล็กปะทะเข้ากับร่างหนาของชายในชุดคลุม ผู้ถูกโจมตีกลับยืนนิ่งเฉยไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย กลับกันฝ่ายที่ต้องร้องออกมากลายเป็นพวกของอีสเตอร์เสียเอง
“ไอ้บ้าเอ้ย ทำไมแข็งแบบนี้วะ"
ร่างที่สูงใหญ่กว่าคนปกติเดินเข้ามาใกล้ เพื่อปกป้องคนรักของตน นักเลงทั้งสองจึงพร้อมใจกันเข้าไปรุม ต่างคนต่างใช้อาวุธทุกอย่างที่มีไม่ว่าจะเป็นท่อนเหล็ก ไม้ มีด เตะหรือต่อย แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนชายในชุดคลุมก็ยังคงเดินหน้าต่อ เขาเข้าประชิดและคว้าคอของอีสเตอร์ไว้จากนั้นก็ยกขึ้นจนตัวลอย เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีการ์เดียนคุ้มครองอยู่จึงเรียกออกมาช่วย
“ถ้าโจมตีมา ผู้หญิงคนนี้ก็จะถูกผมบีบคอตาย” ชายในชุดคลุมขู่ด้วยน้ำเสียงอย่างผู้เหนือกว่า
“แค่ก! ยะ...อย่านะ” อีสเตอร์ดิ้นรนทว่าเรี่ยวแรงของเธอมีหรือจะต่อกรกับคนประหลาดนี้ได้
มัลเชกับโครวีเห็นดังนั้นก็กรีดร้องวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อคนรักของตนไม่อยู่ ชายสองคนจึงทิ้งอาวุธและวิ่งหนีตามไปด้วย
ตอนนี้จึงมีเพียงชายประหลาดและอีสเตอร์เท่านั้น ใบหน้าของเธอเขียวคล้ำ นัยน์ตาเหลือกโปน สองมือสองขาปัดป่ายอากาศอย่างทรมาน
“โอ๊ะ! ผมถูกสั่งว่าไม่ให้ฆ่าใครนี่นา แค่หาข้อมูลก็พอ” พูดจบชายประหลาดก็เหวี่ยงร่างของเธอลงราวกับโยนตุ๊กตา
แต่มันก็สายไปแล้ว เธอถูกบีบคอจนสลบคาที่
“อ้าว อ้าว อย่าเพิ่งหลับสิ ผมยังมีเรื่องต้องถามอีกเยอะ" เมาธ์ตีเอ่ยอย่างเสียดาย
นีเนมอบหมายเรื่องการสืบสวนคดีในครั้งนี้ให้กับนักสืบ "เมาธ์ตี” ผู้มีสายตาเหมือนกับกั้งซึ่งมีความสามารถในการมองเห็นสีที่สัตว์อื่นมองไม่เห็น สามารถจับคลื่นความถี่ได้เหมือนผีเสื้อกลางคืน และประสาทการรับกลิ่นเหมือนกับช้าง
เมาธ์ตีในร่างจำแลงของมนุษย์ใช้จมูกดมแกะรอยจนพบชิ้นส่วนของผ้าที่ถูกเผาจนไม่เหลือสภาพเดิม เขาหยิบเอาเศษด้ายสีทองและสีแดงที่หลงเหลือจากกองเถ้าขึ้นมาจ้องมองด้วยความสนใจก่อนจะแย้มยิ้มและหิ้วร่างไร้สติของอีสเตอร์กลับปราสาทด้วย
ท่ามกลางฝนผิดฤดูที่โปรยปรายลงมา หญิงสาวคนหนึ่งยืนก้มหน้านิ่งด้วยดวงใจแตกสลาย ปอยผมชุ่มน้ำปิดใบหน้าไว้จึงไม่เห็นสีหน้าของเธอ ทว่าร่างกายอันสันเทานั้นทำให้รู้ว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่
โคลอียืนตากฝนอยู่ด้านหน้าโบสถ์มาหลายชั่วยามแล้ว แม้จะมีหลายคนพบเธอแต่ก็ไม่ใคร่ใส่ใจ ซ้ำร้ายยังเดินหนีอย่างรังเกียจ สาเหตุที่ทำให้เธอมายืนอยู่ตรงนี้คือการที่ครอบครัวไม่ต้อนรับเธออีกแล้ว พวกเข้ากล่าวโทษอย่างไร้เหตุผลและตัดขาดความสัมพันธ์พร้อมทั้งขับไล่ลูกสาวที่กำลังจนตรอกอย่างไม่ไยดี
หลังจากร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ร่างกายหนาวเย็นแทบชาจนไร้ความรู้สึก สมองมึนเบลอไม่สามารถประคองสติได้อีกต่อไป สองมือที่กำวัตถุบางอย่างแน่นกำลังเคลื่อนช้า ๆ เข้าที่ลำคอตัวเอง
“หยุดนะ!”
พลันเสียงห้ามดังลั่นขึ้นฉุดสติเธอคืนสู่ปัจจุบัน ก่อนจะมีแรงปะทะบางอย่างพุ่งชนให้วัตถุนั้นหลุดจากมือ
“ฟู่ว... เกือบไปแล้ว” หญิงผู้มีร่างกายครึ่งร่างเป็นม้าปรากฏเบื้องหน้าเธอมาพร้อมกับมีใครอีกคนนั่งมาด้วย
“จะตายแบบนี้ไม่ได้นะคะ” เป็นนีเนนั่นเอง เธอลงจากหลังยูนิตีแล้ววิ่งมากุมมือของโคลอีด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ถ้ามายุ่งกับคนที่มีการ์เดียนปีศาจ เธอจะถูกเกลียดไปด้วยนะ" โคลอีพูด แม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝนแต่ดวงตาที่แดงก่ำทำให้นีเนรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้
นีเนยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบคำถามนั้นก่อนจะฉุดให้โคลอีลุกขึ้น "ไม่ต้องกังวลนะ เราจะหาวิธีช่วยท่านโคลอีให้ได้ กลับบ้านเรากันเถอะค่ะ”
ทำนบน้ำตาที่กักเก็บไว้พลันทลายออก โคลอีซบใบหน้าลงกับฝ่ามือของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ
“ขอบคุณนะ” คำขอบคุณอันแผ่นเบากลืนกับเสียงเม็ดฝน นับแต่บัดนี้มิอาจมีสิ่งใดทำลายความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองได้ โคลอีตั้งปฏิญาณในใจว่าเธอจะไม่มีวันทำให้เพื่อนรักเสียใจเด็ดขาด และจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป
หลังจากนั้นทั้งสามก็กลับปราสาท โคลอีมีอาการอ่อนเพลียและไข้ขึ้นสูง นีเนจึงให้เธอกินยาและพักผ่อน ก่อนจะกลับไปที่ห้องทดลองเพื่อทำบางอย่างให้สำเร็จ
ของเหลวสีเหลืองข้นน่าขยะแขยงเดือดปุดในหม้อต้ม ไอน้ำสีเดียวกันระเหยเป็นไอและกลั่นตัวผ่านท่อใสส่งไปเก็บไว้ในอีกขวดหนึ่ง หลังจากต้มทิ้งไว้เป็นเวลานานบัดนี้ขวดทดลองมีน้ำสีเหลืองซีดจนเกือบเต็มขวด นีเนจ้องมันด้วยความสนใจ
“จะได้ผลไหมนะ ถ้ามีร่างให้ทดลองยาก็ดีสิ" เธอหันไปมองบีเทิลเดรก ยามสองหัวที่ยืนอยู่ข้างหลังแล้วก็ส่ายหัว "ไม่ได้ ท่านบีเทิลเดรกไม่มีการ์เดียนสักหน่อย เป็นร่างทดลองไม่ได้หรอก"
“กร๊อก...กี๊ซ" ทั้งสองหัวประสานเสียงขึ้น มันคือเสียงถอนหายใจเพราะความโล่งอก ถึงนีเนจะมีความสามารถในการคืนชีพได้ก็ตาม การที่ตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วก็ตายอีกจากการทดลอง มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูเรียกให้นีเนหันไปมอง หน้าห้องที่ประตูเปิดค้างไว้นั้นมีชายในชุดโค้ทยาวสีเทายืนอยู่ เขาคือเมาธ์ตีนั่นเอง
“เรียบร้อยดีไหมคะ" นีเนถาม
“อย่างที่คาดแหละครับ เป็นฝีมือของสามคนนั่น นี่ผมเลยพาตัวหนึ่งในพวกนั้นมาด้วย ตอนนี้ขังไว้ที่ห้องใต้ดินครับ"
“ดีเลยค่ะ ทางนี้กำลังต้องการร่างทดลองยาพอดี" น้ำเสียงของนีเนแสดงความยินดีอย่างปิดไม่มิด
“ท่านนีเนกำลังทดลองอะไรเหรอครับ"
“ความลับค่ะ" นีเนทำท่าจุ๊ปาก "อย่าเพิ่งบอกใครนะคะ โดยเฉพาะท่านโคลอี"
“ผมไม่พูดหรอกครับ" เมาธ์ตีขยับหมวกลง "แล้วคนที่เหลือที่ร่วมกันทำความผิด จะให้ผมจับพวกนั้นมาด้วยรึเปล่าครับ"
“อืม...” เด็กสาวนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นขอเพิ่มอีกสองคนค่ะ ขอบคุณท่านเมาธ์ตีมากนะคะ"
"รับทราบครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมอีกก็เรียกตัวผมได้ตลอดนะครับ" พูดจบนักสืบร่างโตก็เดินถอยหลังไปในมุมมืดจากนั้นชุดสีเทาของเขาก็ค่อย ๆ กลืนเข้ากับความมืดและหายไปในที่สุด
“เอาล่ะ ร่างทดลองก็มีแล้ว เรามาทดสอบขั้นสุดท้ายกันเถอะ" นีเนพูดกับตัวเธอเอง "รอก่อนนะโคลอี"
ในเช้าวันถัดมา นีเนเรียกโคลอีไปพบที่ห้องรับแขก แต่เมื่อไปถึงเธอกลับตกใจเพราะในห้องไม่ได้มีเพียงแค่นีเน ดิเอโกกับยูนิตีเท่านั้นแต่ยังมีคนที่เธอไม่คาดคิดอยู่ด้วย
“อีสเตอร์ โครวี และมัลเช!?” โคลอีเรียกชื่อของทั้งสามคน “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ในสภาพแบบนี้ล่ะ”
ทั้งสามนั่งเผละอยู่กับพื้น ร่างกายโงนเงนจนเกือบจะหงายหลัง ดวงตาเหม่อลอย บ้างก็มองเพดาน บ้างก็อ้าปากค้างจนน้ำลายยืด เห็นได้ชัดว่าขาดสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์
“เราเพิ่งทำยาแบบใหม่สำเร็จค่ะ" นีเนไม่เสียเวลา เธอชูหลอดทดลองที่มีของเหลวสีเหลืองโบกไปมาหน้าโคลอี
“ยา?”
“ใช่ค่ะ ยาสำหรับเปลี่ยนการ์เดียน"
“เปลี่ยนการ์เดียน!?" โคลอีตะลึง แวบแรกเธอคิดว่าเรื่องแบบนี้มันน่าเหลือเชื่อ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายพันธสัญญาของวิญญาณที่มนุษย์จับต้องไม่ได้ แต่พอลองนึกถึงสารพัดเรื่องเหลือเชื่อที่นีเนทำตลอดระยะเวลาที่รู้จักกัน คำว่าเป็นไปไม่ได้ ดูจะเป็นการดูถูกเพื่อนของตนไปหน่อย
“การ์เดียนคือวิญญาณที่เชื่อมต่อกับวิญญาณมนุษย์ ยาที่กินเข้าไปมัน...”
“ได้ผลสิ" นีเนให้ความมั่นใจด้วยรอยยิ้มกว้าง "ในเมื่อมนุษย์บาดเจ็บ การ์เดียนที่เชื่อมต่อกับคน ๆ นั้นก็บาดเจ็บด้วย ดังนั้นตัวยาที่ส่งผลกับมนุษย์ก็ย่อมส่งผลไปถึงการ์เดียนได้สิ"
โดยไม่รอให้โคลอีซักไซ้มากความ นีเนรีบคะยั้นคะยอให้เพื่อนดื่มยาที่เธอปรุงขึ้น เอนาเฮลรู้สึกถึงอันตรายจากยาจึงปรากฏเข้าควบคุมร่าง สองมือของปีศาจสาวพยายามคว้าแย่งขวดยาทว่ายูนิตีนั้นว่องไวกว่า เวทมนตร์ของเธอสะกดความเคลื่อนไหวตรึงปีศาจในร่างโคลอีไว้อย่างทันท่วงที
โคลอีกลั้นใจดื่มยารวดเดียวหมดเพราะรู้สึกขยะแขยงสีและกลิ่นพิลึกของมัน และต้องผิดคาดเพราะเมื่อดื่มเข้าไปแล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ทันทีที่ของเหลวสัมผัสลิ้น รสหวานและเปรี้ยวนิด ๆ คล้ายน้ำผลไม้แผ่ซ่านทั่วปาก และกลิ่นที่เคยคิดว่าแย่ก็ไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้น
“ไม่รู้สึกอะไรเลย บางทียาอาจจะ..." โคลอีพูดไม่จบก็อึ้งค้างไป ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ปะทุขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นภายในร่างกายของเธอ ไม่ใช่จากท้อง สมองหรืออวัยวะส่วนใด แต่มันลึกกว่านั้น ในส่วนที่วิญญาณของเธอและเอนาเฮลหลอมรวมกันอยู่
“พวกเจ้าเป็นผู้อัญเชิญข้าข้ามมาจากดินแดนปีศาจแท้ ๆ บังอาจยิ่งนัก!!”
เอนาเฮลที่ถูกตรึงด้วยเวทมนตร์ของยูนิตีกรีดร้องโหยหวนราวกับกำลังโดนฉีกทึ้งทั้งเป็น ปีกสีดำที่เหมือนค้างคาวของเธอแห้งกรอบและหลุดร่อนออกจากแผ่นหลัง หางลูกศรม้วนหงิกงอและเล็กลีบลง ผิวสีเข้มของเธอมีสภาพเหมือนถูกเผาจนไหม้เกรียม เพียงอึดใจเดียวซากแห้งก็ค่อย ๆ ปริแตกออก แสงสีทองสาดประกายออกจากช่องว่างเหล่านั้นคล้ายกับมีบางอย่างกำลังทะลวงออกมา
ความรู้สึกอิ่มเอม อีกทั้งความสุขจากการถูกเติมเต็มปกคลุมทั่วทั้งห้องราวกับแสงนั้นชำระสิ่งชั่วร้ายออกไป มันสว่างเสียจนเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นกลางวัน เรืองรองยิ่งกว่าแสงใด ๆ ถึงกระนั้นกลับไม่รู้สึกแสบตา แสงสีทองระเบิดออกจากร่างนั้นจนในที่สุดแม้แต่มือตัวเองก็มองไม่เห็น
เมื่อทุกอย่างคืนสู่ปกติ เบื้องหน้าของทุกคน เหนือร่างของโคลอีปรากฏเป็นหญิงสาวผู้งดงามลอยเอื่อยด้วยปีกสีขาวที่สยายออกจากแผ่นหลัง ผมสีทองประกอบกับใบหน้างดงามไร้ที่ติเผยรอยยิ้มชวนให้ผู้มองรู้สึกสงบ
“ข้าคือเอนาเฮลแห่งความรัก" น้ำเสียงใสราวกับระฆังดังกังวานขึ้น "ปีกของข้าจะเป็นของเจ้า ด้วยคำมั่นที่ผูกเราไว้ ข้าจักปกป้องสิ่งที่เจ้ารักด้วยทุกสิ่งที่ข้ามี"
ท่ามกลางความตกตะลึง โคลอีจ้องมองการ์เดียนนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง เธออยากกล่าวขอบคุณนีเนเป็นหมื่นล้านคำ ทว่าเมื่อหันไปสบตากับอีกฝ่ายกลับมีรอยยิ้มเจื่อนส่งมาให้แทนความยินดี
“ขอโทษนะ”
“ขอโทษทำไม เธอเป็นอะไรรึเปล่า" โคลอีไม่เข้าใจ
“มะ... ไม่ค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร" นีเนพูดตะกุกตะกัก ส่ายหน้าปฎิเสธแต่ท่าทางผิดปกตินั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด เธอกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
“คุณดิเอโก คุณยูนิตี" เมื่อคาดคั้นจากเจ้าตัวไม่ได้โคลอีจึงหันไปทางพ่อบ้านและแม่บ้านที่สีหน้าไม่ได้ดีไปกว่ากัน
“คือว่า...” ดิเอโกกำลังจะเปิดปากบอกแต่นีเนกลับห้ามเขาไว้
"หยุดพูดนะท่านดิเอโก! เดี๋ยวเราบอกเองก็ได้"
“ว่ายังไง ขอโทษอะไร” โคลอีคาดคั้นเอาคำตอบอย่างมุ่งมั่นปนสงสัย
“ขอโทษที่ยาไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งใจไว้ คือว่ายามันควรจะทำให้การ์เดียนของท่านโคลอีกลายเป็นการ์เดียนของแดนภูต” นีเนรู้สึกผิด เธอพยายามอธิบายพลางชี้ไปที่ร่างสว่างไสวตรงหน้า "แต่ว่านั่นน่ะ ดูยังไงก็...”
“แองเจิล!!” โคลอีป้องปากด้วยความตกใจ "นี่มันการ์เดียนจากดินแดนแห่งแสง"
“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเราจะปรุงยาให้ใหม่ อย่าเพิ่งโกรธกันนะคะ” นีเนรีบเอ่ยดักคอ เหงื่อผุดเต็มใบหน้า กลัวเสียเพื่อนคนสำคัญไปเพราะจำเรื่องที่เคยเล่าได้
เหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนวนกลับมา เรื่องผิดพลาดไม่น่าอภัยของการที่ได้รับการ์เดียนจากต่างแดน
แทนที่จะโกรธ โคลอีกลับระเบิดหัวเราะออกมา
"บ้าเหรอ ทำไมข้าต้องโกรธเจ้าด้วยล่ะ" เธอเข้าไปกอดเพื่อนรักแน่น "นี่เป็นของขวัญที่วิเศษที่สุดเลย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณจากดินแดนภูต ดินแดนแสง หรืออะไรก็ช่างมันเถอะ"
“แต่เราแก้ไขให้ได้จริง ๆ นะ" นีเนทำท่าเหมือนจะร้องไห้โคลอีจึงกอดเธอแน่นขึ้นพร้อมกับลูบหัวปลอบ
“ช่างมันเถอะ ยังไงข้าก็ไม่คิดจะกลับบ้านอีกแล้ว ก็ครอบครัวข้าอยู่ที่นี่แล้วนี่นะ"
บรรยากาศอบอุ่นที่เกิดขึ้นจากมิตรภาพของเด็กสาวทั้งสองทำเอาดิเอโกและยูนิตีถึงกับต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ
"ดูสิ... ยูนิตี เด็กน้อยที่พวกเราช่วยกันเลี้ยงดู ตอนนี้กำลังเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่งดงามทั้งกายและใจ และเธอก็มีเพื่อนจริง ๆ แล้ว"
“จริงค่ะ น่าประทับใจมาก แต่ถ้าไม่มีอะไรรกหูรกตาที่นี่ก็คงจะดีกว่านี้" ยูนิตีชี้ไปทางพวกอีสเตอร์ที่ยังคงนั่งเหม่ออยู่ในห้อง
"เกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้นเหรอ" โคลอีถามขณะรถลากแมวเหมียวกำลังพาอดีตสหายทั้งสามโดยสารจากปราสาทไป
“ตอนที่ทดสอบยา เราทดลองเปลี่ยนการ์เดียนของพวกเธอกลับไปกลับมาหลายครั้งค่ะ ดูเหมือนว่ามันจะทำให้สติและความทรงจำของพวกเธอเปลี่ยนตามไปด้วย"
“แล้วจะเป็นแบบนั้นไปตลอดเลยเหรอ" พอเห็นสภาพของพวกอีสเตอร์ จากที่คิดว่าตนจะไม่มีวันอภัยให้ก็เริ่มรู้สึกเห็นใจ จะดีจะร้ายอย่างไรทั้งสองฝ่ายก็เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันในอดีต เธอเองก็ไม่ได้หวังว่าจะให้มันมีจุดจบแบบนี้
“ไม่ต้องห่วงค่ะ เรารักษาอาการสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวให้แล้ว แต่คิดว่ากว่าจะหายอย่างสมบูรณ์ก็น่าจะอีกสองสามวัน ที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ" นีเนกระแอมและเน้นย้ำประโยคสุดท้ายอีกรอบ "เรื่องที่พวกนั้นควรกังวลคือ ครอบครัวของพวกเธอจะยอมรับลูกสาวที่มีการ์เดียนไม่เหมือนผู้อื่นรึเปล่า"
“การ์เดียนของพวกนั้นเหรอ”
นีเนพยักหน้า "แต่ถ้าท่านโคลอีอยากจะช่วย...”
“ช่างเถอะ ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพวกนั้นก็แล้วกัน"
แม้ทั้งสามจะถูกส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัยและได้สติกลับคืนมา แต่ในคืนนั้นก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอีก
ข่าวลือเล่าว่าเด็กสาวที่หายตัวไปหลายวันกลับมาพร้อมกับการ์เดียนที่กลายเป็นปีศาจร้าย พวกเธอเริ่มคลุ้มคลั่งและอาละวาดทำร้ายคนรอบกาย แม้ทางครอบครัวจะกักตัวไว้ก็ไม่สามารถปิดบังข่าวลือที่แพร่กระจายนี้ได้ ไม่นานก็พบว่าหญิงสติเลอะเลือนทั้งสามคนหายสาบสูญไป บ้างก็ลือว่าพวกเธอหนีเข้าป่า บ้างก็ลือว่าพวกเธอถูกครอบครัวตัวเองฆ่าเพื่อปกปิดเรื่องน่าอับอาย แต่ที่แน่ใจได้คือหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นพวกเธออีกเลย
เมาธ์ตี นักสืบผู้มีประสาทสัมผัสของสัตว์หลายชนิด