ฟางเซียนที่หมดสติไปเริ่มรู้สึกตัว เขาคล้ายเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันข้างๆ ซึ่งกำลังเอ่ยเกี่ยวกับเขาพอดี แต่ว่าน้ำเสียงที่กล่าวนั้นช่างไม่คุ้นหูเสียเลย ร่างเล็กจึง ตั้งสติในใจเสียก่อนแล้วจึงแสร้งหลับตาเพื่อแอบฟัง
“อย่างที่พี่หญิงเห็น เด็กฟางเซียนผู้นี้อ่อนแอดังที่ข้าบอกกล่าวท่าน จักไปเป็แม่ที่ให้กำเนิดหลานที่ดีได้เช่นไร”
นางจางเหลียงผู้มีศักดิ์เป็ป้าสะใภ้ของเด็กน้อยเอ่ยกับสตรีวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน สตรีผิวขาวอวบเช่นผู้รากมากดีนางนี้คือ ฮูหยินไป๋ ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลไป๋ตระกูลค้าผ้าที่ร่ำรวยและสืบทอดมาหลายชั่วคน และเป็มารดาของคุณชาย ไป๋ซ่ง ที่มีสัญญาหมั้นหมายกับฟางเซียน นางจางอาศัยจังหวะที่แม่ของของเด็กน้อยกำลังออกไปตามท่านหมอมาดูอาการลูกชาย เป่าหูคุณนายไป๋ให้ยกเลิกการหมั้นหมาย
“เซี่ยอวิ้นเลี้ยงเขามาตามใจเกินไป ถามผู้ใดดูก็รู้เด็กนี่น่ะนอกจากเจ็บป่วยแล้ว ก็หาได้ทำประโยชน์สิ่งใดได้”
นางยังคงเอ่ยย้ำถึงข้อเสียของฟางเซียน เด็กอ่อนแอจะตายวันตายพรุ่งเช่นนี้จะคู่ควรไปเป็สะใภ้เศรษฐีได้เช่นไร มิสมควรเลยสักนิด !
“ที่ข้ามากล่าวกับพี่หญิง เพราะเห็นใจท่านหรอกนะ ถึงเด็กนี้จะเป็หลานข้าก็ตาม แต่ท่านดูสิ อยู่แต่ในบ้านยังสามารถเป็ลมล้มพับเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะออก ไปช่วยท่านทำกิจการได้เช่นไรกัน”
สตรีที่ยืนข้างนางจางก็พยักหน้ารับ นางมิอาจหาทำมาโต้ตอบได้เด็กผู้นี้อ่อนแอเหลือเกิน ไม่สามารถทำหน้าที่ลูกสะใภ้ได้ดีแน่ๆ ยิ่งตระกูลนางเป็ตระกูลใหญ่ ต้องดูแลกิจการร้านรวงจะให้คนเช่นนี้มาดูแลได้อย่างไรกัน มิเจ้าใจสามีนางจริงเลยๆ!
ไป๋ซ่งเป็ถึงว่าที่บัณฑิตอนาคตไกล
ให้แต่งเอาเด็กชาวบ้านป่าก็นับว่าไม่เหมาะสมแล้ว นี่ยังมาขี้โรคเช่นนี้อีก ล้วนจะถ่วงความเจริญของลูกชายนางเสียเปล่าๆ
หากว่าไม่ใช่สามีเคยติดค้างบุญคุณของคนตระกูลฟางมาก่อน จึงนึกแทนด้วยการให้สัญญาหมั้นหมายระหว่างบุตรชายคนโตของนางกับเด็กเกอผู้นี้ มีหรือนางจะ ยอมรับลูกชาวไร่ชาวนามาเป็สะใภ้มาร่วมวงศ์ตระกูล
นางจางที่เห็นว่าสตรีข้างกายเริ่มโอนเอนมาทางนางบ้างแล้ว ภายในใจก็รู้สึกลิงโลด ยิ่งนัก โชคช่างเข้าข้างนางที่เด็กฟางเซียนนั้นล้มป่วยพอดีจึงช่วยให้แผนการ พูดคุยวันนี้ราบรื่น
'หากถูกถอนหมั้นก็โทษร่างกายที่อ่อนแอของเ้าเสียเถอะ'
“เทียบกับฟางลี่ลูกสาวข้าแล้วเด็กเช่นนี้ต่างหากที่เหมาะจะเป็แม่คน รูปร่างหน้าตาก็ดีอิ่บเอิบเหมาะแก่การใหก้ำเนิดเด็กอ้วนท้วมสมบูรณ์ขยันงานบ้านงาน เรือน แม้แต่งานในไร่ในสวนก็ไม่เคยอิดออด ผู้ใดได้ลี่เออร์ของข้าไปเป็สะใภ้ยิ่งกว่าได้ทองพันชั่นเสียอีก”
นางจางจงใจเอ่ยเปรียบเทียบลูกสาวนางกับฟางเซียนหวังให้ฮูหยินไป๋เปลี่ยนใจมาเลือกลูกสาวของตนแทน โดยที่ไม่รู้เลยว่าต่อให้ไม่มีฟางเซียน คนเช่นฮูหยินไป๋ก็ ไม่มีทางชายตาลูกสาวชาวบ้านอยู่ดี
ั้แ่ฟางเซียนได้รับสัญญาหมั้นหมายมานางจางก็ริษยาเซี่ยอวิ้นมาตลอด ให้กำเนิดลูกเป็บุรุษไม่ใช่สตรีไม่เชิงเช่นนี้ออกมาแท้ๆ เหตุใดจึงมีวาสนาได้หมั้นหมาย กับตระกูลเศรษฐีอย่างตระกูลไป๋
ลี่เออร์ของนางทั้งงดงามและเพรียบพร้อมกว่าแท้ๆ ไม่ว่าผู้อื่นจะว่ากล่าวเช่นไร ด้ายมงคลจากตระกูลไป๋เหมาะสมกับคนเช่นลูกสาวนาง หาใช่เด็กเกอผู้นี้ไม่!
ฟางเซียนที่หลับตาแอบฟังอยู่นั้น เริ่มปะติปะต่อเื่ราวเข้าด้วยกัน สตรีเสียงแหลมน่าชวนหัวผู้นี้คงเป็ป้าสะใภ้ใหญ่แซ่จางผู้เลื่องลือของเขาเป็แน่
ส่วนสตรีที่มีท่าทางเหมือนคุณนายห้างทองผู้นี้ คงไม่แคล้วเป็เป็ฮูหยินตระกูลไป๋เห็นว่าเอ่ยถึงกิจการแปลว่าฝั่งตระกูลไป๋คงเป็ตระกูลที่ร่ำรวยพอตัว ก็ไม่นึก แปลกใจเท่าไรถ้าท่านป้าสะใภ้อยากให้ลูกสาวแต่งเข้าตระกูลนี้แทน
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว นึกว่าชีวิตใหม่นี้จะเรียบง่ายซะอีก ที่ไหนได้มีเื่ให้คิดทุกวันยิ่งมาคิดเื่ที่ตนเองเป็เกอแล้วยิ่งอยากกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนี้
ฟางเซียนไม่ได้รังเกียจเพศเกอ จากชีวิตในโลกเก่ามีรักรวมเพศเกิดขึ้นมากมาย บางคู่ถึงขั้นมีการสร้างครอบครัวด้วยกันเสียด้วยซ้ำ แต่นั้นเกิดจากการอุ้มบุญไม่ใช่ การท้องเองเช่นนี้
ถึงตัวเขาจะเรียนมาไม่สูงก็เถอะ แต่นี้มันแหวกวิทยาศาสตร์เกินไป อย่าหลอกกันเื่นี้สิ ผมเรียนมาน้อยนะ!
ทางด้านเซี่ยอวิ้นที่รีบไปตามท่านหมอลี่ หมอคนเดียวของหมู่บ้าน ชายชราอายุเกือบหกสิบปีรีบเดินเข้ามายังบ้านของฟางเซียน “ไหน ให้ข้าขอดูอาการหน่อย”
ชายชรารีบแหวกประตูเข้ามาในห้องนอน ฟางเซียนที่เห็นว่าเหมาะแก่การลืมตาแล้ว ถ้ายังทำแสร้งเป็คนไม่ได้สติต่อหน้าหมิคงมิวายถูกจับได้เสียก่อน จึงค่อยๆ ทำตัวเหมือนว่าพึ่งฟื้นสติ
“เซียนเออร์ฟื้นแล้วหรือลูก”เซี่ยอวิ้นที่เห็นลูกชายฟื้นแล้วจึงรีบปรี่ไปหา ท่านหมอลี่จับข้อมือของเด็กน้อยเพื่อดูชีพจร ก่อนจะเอ่ยกล่าว “ชีพจรอ่อนลง แต่มิได้เป็อะไรมาก แค่ร่างกายยังไม่หายขาด จึงยังคงหลงเหลืออาการเพียงเท่านั้น พักผ่อนและดื่มยาอีกสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว” “ขอบคุณท่านหมอยิ่งนักเ้าค่ะ ส่วนเื่ค่ารักษา..” เซี่ยอวิ้นเอ่ยปากถามถึงค่ารักษา แต่ท่านหมอลี่รีบเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“ค่ารักษาอันใดกัน เพียงมาดูอาการเพียงเท่านั้น ยาที่ควรดื่มพวกเ้าก็ซื้อไว้หมดแล้ว เก็บเงินไว้ซื้อของบำรุงเด็กน้อยเถิด”
ท่านหมอลี่ทราบดีว่าครอบครัวนี้ไม่ได้มีเงินทองมากนัก ตนเองก็เป็หมอยามีคนคนไข้มาหาไม่น้อย ไม่ลำบากเงินทองซ้ำยังเอ็นดูเด็กน้อยฟางเซียนไม่น้อยจึงเลือก ที่จะไม่รับเงินค่ารักษา
ฟางเซียนที่ฟังอยู่จึงโค้งตัวกล่าวขอบคุณเบาๆ ท่านหมอลี่ที่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงต้องขอตัวกลับ เนื่องจากว่าตนเป็หมอคนเดียวของหมู่บ้านนี้ จึงมีสิ่งให้ทำ มากมายนักไม่อาจอยู่ข้างนอกได้นานนัก
ฮูหยินไป๋ที่พูดคุยถามไถ่อีกเพียงชั่วครู่ เห็นสมควรว่าตนควรกลับแล้วเช่นกัน จึงขอตัวลากลับหลังจากท่านหมอลี่ออกไปได้ไม่นาน นางมีเื่ที่พบเจอวันนี้ต้อง กลับไปปรึกษากับสามี
นางจางก็ขอตัวกลับเช่นกัน นางมาวันนี้เพื่อพูดคุยกับฮูหยินไป๋เท่านั้น เมื่ออีกฝ่ายขอตัวกลับ ธุระของนางก็หมดแล้วเช่นกันจึงเอ่ยขอตัวกลับด้วย ฟางเซียนที่เห็นทั้งสองคนกลับไปก็ถอนหายใจ ‘ไปให้พ้นๆ ซะที’
เซี่ยอวิ้นที่ออกไปต้มยา เดินเข้ามาพร้อมถ้วยยากลิ่นเดิม ฟางเซียนแอบขนลุกเบาๆ
ก่อนจะโอดควรญในใจ ต้องมากินยารสชาติห่วยแตกนี้อีกแล้ว….
‘ท่านแม่ข้า้าพารา!’
ด้านฟางหรงที่ฉวยโอกาสตอนท่านแม่ไปพบท่านหมอลี่พี่ชาย จึงรีบปลีกตัวหนีออกมาจากบ้าน ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงอาการพี่ชายแต่ตนไม่อยากอยู่กับท่านป้าใหญ่หน้า ั์นั้นต่างหาก
ถ้าหากว่าป้าสะใภ้ใหญ่เกลียดชังพี่ชายแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ยิ่งกว่าเกลียดชังเขาเสียอีก นั้นเพราะฟางหรงเป็เด็กไม่ยอมคนเมื่อไหร่ที่ท่านป้าใหญ่ดุด่าว่ากล่าวตนเอง เด็กน้อยมักจะทำท่าทางหรือว่ากล่าวสวนกลับอยู่บ่อยครั้ง
อย่าเห็นว่าฟางหรงเป็เพียงเด็กแปดขวบ ถ้อยคำที่เด็กน้อยสวนกลับบ้างที เผ็ดร้อนยิ่งกว่าโดนผู้ใหญ่ด้วยกันด่าเสียอีก ซึ่งบางทีบิดามารดาของเขายังไม่รู้เลยว่า เด็กน้อยไปจำเอาคำกล่าวเช่นนั้นมาจากที่ใด
ฟางหรงที่เดินเล่นเตะก้อนหินไปตามทาง ใจหนึ่งก็อยากกลับไปดูพี่ชาย ใจหนึ่งก็ไม่อยากไปพบหน้าป้าสะใภ้ใหญ่
“หงุดหงิดใจอะไรมาหรืออาหรง” เสียงทุ่มแหบดังขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเด็กน้อยที่ปกติร่าเริงทำท่าเคร่งเครียดผิดจากทุกที ฟางหลงรีบหันหลังมองกลับไม่พบใคร จึง หมุนตัวซ้ายหมุนขวาเพื่อมองหาเสียงคุ้นหู
“บนนี้ ข้าอยู่ข้างบนนี้”
ฟางหรงรีบเงยหน้าขึ้นข้างบน พบเด็กหนุ่มใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาคมกริบคล้ายดวงตาของเหยี่ยว รับกับจมูกคมสัน ริมฝีปากได้รูป ผิวสีแดงคล้ำจากการตาก แดด แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งชุดนั่งรับลมอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่
“พี่หลาง!”
เด็กหนุ่มยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี ผิดวิสัยปกติตรงที่ชอบทำหน้าเคร่งขรึม ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับดวงตาคมกริบ ทำให้เด็กน้อยหลายคนหวาดกลัวเลยทีเดียว ยกเว้นเด็ก น้อยฟางหรง ผู้เป็น้องชายของสหายสนิทที่กลับชื่นชอบเสียอย่างนั้น
เซียวหลางกระโดนลงมาจากกิ่งไม้ก่อนจะยืดตัวยืนเต็มความสูง ซึ่งมากกว่าเด็กหนุ่มทั่วไป รวมถึงมัดกล้ามและผิวที่เกรียมไหม้จากแดดทำให้ดูเป็เด็กหนุ่มที่โต เต็มวัย ๑๕-๑๖ ทั้งที่แท้จริงเขาพึ่งอายได้๑๒ ปีเพียงเท่านั้น
“เป็อันใดกัน หน้าตาดูไม่ได้เสียเลยเ้าโดนมารดาดุกล่าวมารึ?”
เซียวหลางเอ่ยถาม เด็กน้อยที่รอฟังอยู่ส่ายสีหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงหงอยเพื่อปรับทุกข์กับเด็กหนุ่ม
“เปล่าขอรับ พอดีพี่รองข้าล้มป่วยอีกแล้ว”
"พี่รองของเ้าที่พึ่งป่วยไปใช่หรือไม่”
เด็กน้อยมักเล่าเกี่ยวกับครอบครัวอยู่เสมอโดยเฉพาะพี่ชายคนรองที่จะถึงบ่อยกว่าผู้อื่น ส่วนมากคือพูดรำคาญพี่ชายที่อ่อนแอขี้แยเขาที่สนิทกับน้องสหายจึงรับรู้ เื่เด็กคนนั้นพอสมควร
สิ่งที่เด็กน้อยกล่าวถึงนั้น ช่างสวนทางกับฟางชิงยิ่งนัก สหายสนิทตนรายนั้นเอาแต่พูดว่าน้องรองน่ารักอย่างนั้น อ่อนหวานอย่างนี้ เซียวหลางจึงจดจำเด็กน้อยผู้ นั้นได้พอควร
“ขอรับ คราวนี้หมดสติคาอกข้าเลย”
เด็กน้อยเอ่ยเสียงแ่เบา พี่ชายเขาป่วยจนเป็เื่ปกติของบ้านแล้วก็จริง แต่ครั้งนี้ที่ตนพึ่งเห็นว่าหมดสติคาอกตนเอง ก็ชักกังวลใจกว่าปกติ ไม่ได้รักไม่ได้ชอบ อะไรพี่ชายนัก แต่อย่างก็เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก
“แล้วเหตุใดเ้าไม่อยู่ดูแลเขาเล่า มาทำอะไรอยู่ตรงนี้”
“ไม่ใช่ข้าไม่อยาก.. แต่วันนี้ป้าสะใภ้ใหญ่มาที่บ้านข้า ท่านก็รู้ว่านางเกลียดข้ายิ่งกว่าไส้เดือนกิงกือ หากอยู่ในบ้านต่อมิวายโดนดุด่าเช่นเคยแน่ๆ” เซียวหลางพยักหน้ารับ ตนเคยได้ยินเด็กน้อยบ่นกล่าวเื่โดนป้าสะใภ้ใหญ่ดุด่าอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเ้าเด็กน้อยเองก็เถียงกลับทุกครั้ง 'สมน้ำสมเนื้อกันดีจริง'
“แล้วเช่นนี้เ้าจะทำเช่นไร เดินเตะก้อนหินไปเช่นนี้รึ” เซียวหลานเอ่ยถาม เห็นท่าทางห่อเหี่ยวใจของเด็กน้อยก็อดเป็ห่วงไม่ได้อย่างไรตนก็เอ็นดูน้องสหายผู้นี้ ไม่น้อย
“ข้าก็ไม่รู้จะทำเช่นไร มิรู้ว่าอีกนานหรือไม่ ป้าใหญ่จึงจะกลับ”
เด็กน้อยเอ่ยเสียงหงอย ตนแอบเห็นว่ามีสตรีผู้หนึ่งมาด้วยถ้าจำไม่ผิด ท่าทางร่ำรวยเพราะเห็นว่าหญิงสาวใช้และรถม้าติดตามมาด้วย แม้จะรออยู่ตรงนอกบ้าน ก็ตาม
“เช่นนั้นไปเอาผลไม้กับข้าดีหรือไม่”
เซียวหลางเอ่ยชวนเด็กน้อย ตนวางแผนว่าวันนี้จะไปเอาผลไม้ที่ตนพบเจอเมื่อสามวันก่อน ยามเข้าไปสำรวจป่าพบเห็นต้นไม้ประหลาดมีลูกมากมาย แถมยังมี พวกนกมาจิกกินผลไม้ตนนั้น ตนสงสัยจึงลองชิมดู ปรากฎว่ารสชาติอร่อยหวานหอมแปลกลิ้น
แต่เพียงผลสุกเท่านั้น รสชาติของผลดิบช่างฝาดบาดคอ ตนจึงทำสัญลักษ์ไว้คาดเวลาผลไม้ต้นนั้นสุกแล้วจึงค่อยกลับไปดู ซึ่งวันที่วางแผนไว้ตรงกับวันนี้พอดี
“ผลไม้รึ! ข้าไป!” เด็กน้อนไม่ค่อยได้กินผลไม้นักหากไม่ใช่ผลไม้ป่าที่ท่านพ่อไปหามา ก็เก็บเอาตามทางหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งไม่ค่อยจะทันพวกเด็กโตที่มักเก็บไปก่อน แล้ว
และที่สำคัญตนอยากจะเก็บไปฝากพี่ชายด้วย ไม่ใช่ว่าเป็ห่วงอะไรมากหรอกนะ! แค่คิดว่าคนป่วยควรได้กินอะไรอร่อยๆ อาการคงดีขึ้นเท่านั้นแหละ!