“โอ๊ย..เหนื่อยชะหมัด”
หมอโซอี้ทิ้งตัวนั่งลงเก้าด้วยความเหนื่อยล้า หลังจากจัดการกับแก๊งมาเฟียจนเกือบเช้า ขณะที่พยาบาลกุ๊กไก่เดินตามมาติดๆ
“เป็คืนอยู่เวรดึกที่ฉันตื่นเต้นและไม่ง่วงเอาเสียเลย..เฮ้ย!..หวังว่าเราสองคนจะปลอดภัยนะ”
“ทำไมต้องไม่ปลอดภัยวะ!”
โซอี้หันมองหน้าเพื่อนสาวพยาบาลอย่างตั้งคำถาม ขณะที่กุ๊กไก่มองซ้ายมองขวาแล้วพูดเสียงเบา
“ก็คืนนี้เราเจอทั้งมาเฟียและลูกผู้ว่าตระกูลมาเฟียเก่านะสิ! แล้วดูท่าคุณหนูซานิอะไรนั่นจะไม่พอใจ..คุณหมอก็เล่นไปว่าเธอซะเยอะ”
“หึ!..คนพวกนี้ใช้อำนาจจนเคยตัว..เห็นที่รักษาชีวิตคนเป็สนามวิ่งเล่น ถ้าฉันจะเป็อะไรไปเพราะเื่นี้ ก็คุ้มแล้ว”
โซอี้ยกขวดน้ำขึ้นมาดื่ม ด้วยแววหวั่นไหว กับอดีตที่เ็ปแม้ไร้อารมณ์ร่วมแต่อดคิดไม่ได้
ฟากฝั่งห้องพักคนป่วย
หลังจากเกิดเื่วุ่นวายที่ห้องฉุกเฉิน เวลานี้แฟรงค์ก็มานอนตอบไลน์เพื่อนๆ อย่างสบายใจบนเตียงคนไข้
“บอสครับ..พรุ่งนี้บ่ายมีประชุมที่ท่าเรือ” รอนนั่งอยู่โซฟาข้างเตียงรายงาน
“อื่มเตรียมตัวให้พร้อม”
แฟรงค์ตอบไลน์เพื่อนๆ ที่ถามไถ่อาการ พลางส่งเสียงตอบลูกน้องอย่างสบายใจ ขณะที่วาทีเก็บงำความสงสัย
“ผมไม่เข้าใจบอสเลยจริงๆ”
“แก่มันจะไปเข้าใจอะไร? ..เพราะแก่ไม่เคยมีว่าที่คู่หมั้นที่สวยแต่เหี้ยมเหมือนบอส” รอนแกล้งพูดต่อว่าเพื่อนรัก
“แต่บอสก็โหดกว่าไหมวะ!”วาทีไม่ยอมลดละ
“มันไม่เหมือนกันโว้ย..เฮ้อ..แก่นี่เข้าใจอยากจริง..สงสัยต้องส่งให้คุณหมอโซอี้ตรวจสมองอีกคนซะแล้ว”
“ไม่นะ..ไม่ไหว..อันนั้นยิ่งหนัก นักฆ่าด้วยวาจา ตบหน้าโดยไม่ต้องยกมือ เืเย็นของแทร่!..อื้อ..”
วาทีพูดไปทำหน้าหวาดกลัว แต่คำพูดนั้นมันกระแทกเขาโสตประสาทของเ้านายสุดหล่อของเขาเข้าเติมๆ
“หมอโซอี้...ปากที่เก่งนั้นถ้าได้จูบ..จะเก่งเหมือนสิ่งที่พูดออกมาไหมนะ..หึ!..ซักน่าสนใจ”
แฟรงค์พร่ำเสียงเบา ยกยิ้มั์ตาเป็ประกาย ราวกับคิดอะไรเพลิดเพลินอยู่ข้างใน แต่มันทำให้ลูกน้องสองคนมึนงงมองหน้ากันและกันอย่างตั้งคำถาม
บ่ายวันต่อมาตะวันคล้อยใกล้จะลาลับขอบฟ้า
ที่ท่าเรือเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำเค็มและสนิมเหล็ก แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ส่งบรรยากาศกดดัน ราวกับฉากในหนังแก๊งสเตอร์
นักเลงกลุ่มหนึ่งกว่า 20 คนยืนขวางตรงโกดัง ท่อนเหล็ก ไม้เบสบอล และมีดสั้นวาววับอยู่ในมือ
“คุณแฟรงค์…กล้ามากเลยนะครับ..ที่มาเหยียบที่นี่คนเดียว”
หัวโจกนักเลงถ่มน้ำลายลงพื้นดัง *เพี๊ยะ* พร้อมยกมีดขึ้นแกว่งข่มขู่
แฟรงค์ยืนสงบนิ่ง มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือควงบุหรี่เล่น ก่อนจะโยนลงพื้นแล้วบดขยี้ด้วยปลายรองเท้าหนังแวววาว เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างเ็า
“บอกแล้ว…ที่นี่ของฉัน ต่อให้พวกแกมีเป็ร้อย ก็ไม่พอหรอก”
ยังไม่ทันขาดคำ ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าใส่ *ปัง!* ศอกกระแทกเข้าหน้าอีกฝ่ายจนเืกบปาก ก่อนจะคว้าไม้เบสบอลจากนักเลงอีกคนมาตีสวน *เพล้ง!* จนท่อเหล็กในมือฝ่ายตรงข้ามกระเด็นหายไปกับความมืด
เสียงปะทะดังสนั่น *ตุบ! เพล้ง! โครม!*
นักเลงสามสี่คนล้มกลิ้งไปกองกับพื้นเหมือนเศษผ้า เสียงร้องโอดโอยระงม แฟรงค์ยังคงขยับอย่างมั่นคงราวกับเสือร้ายที่กำลังออกล่า
หัวโจกพยายามแอบชักปืนขึ้นจากเอว แต่แฟรงค์หันมาเร็วเกินไป ปัง! เสียงปืนลั่นขึ้นหนึ่งนัดเฉียดแขนเสื้อ แต่แฟรงค์ก็พุ่งเข้ากระแทกเข่าเข้าท้องอีกฝ่ายอย่างแรงจนปืนร่วง แคร้ง!
แฟรงค์ก้มเก็บปืนขึ้นแล้วหันกระบอกจ่อที่หน้าผากหัวโจก ดวงตาคมดุดันวาวในเงามืด
“ถ้าไม่อยากตาย ก็รีบไสหัวไปบอกเ้านายมึง..อย่ามาหากินสกปรกในถิ่นกู”
ทั้งโกดังเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจของพวกนักเลงที่นอนเจ็บกระจัดกระจาย แฟรงค์สะบัดเืออกจากมือ
ก่อนยัดปืนคืนใส่เอวตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน ทันใดนั้น เสียงชื่นชมแ่เบาก็ดังมาจากอีกมุมหนึ่ง
“โห… บอสแม่งโคตรเก่งเลยอ่าทั้งที่เมื่อคืนนอนทำหน้าเจ็บใกล้ตาย”
“ไอ้เชี่ย!วาที..มึงชมหรือแช่งบอสวะ!”
รอนส่งเสียดุ พลางตวัดมือสั่งลูกน้องให้เข้าไปเคลียร์พื้นที่และคุ้มกันเ้านายของพวกเขา ที่วันนี้ฉายเดี่ยวเพียงลำพัง
“เป็อะไรไหมครับบอส”
รอนกับวาทีเดินเข้าหาเ้านาย เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นเล็กน้อยจากการต่อสู้ ขณะที่แฟรงค์ยกมือปัดฝุ่น พลันรู้สึกเจ็บที่ชายโครง
“สงสัยแผลปริ..ต้องไปให้หมอดูสักหน่อย”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมโทรสั่งหมอจางให้ไปรอที่บ้าน” รอนรีบรับคำสั่งพลางยกโทรศัพท์ขึ้นเพื่อกดเบอร์หมอประจำตระกูลของแฟรงค์
“ฉันจะไปหาหมอที่โรงพยาบาล”
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบทันที รอนกับวาทีหันขวับมองหน้ากันด้วยความมึนงง ทั้งที่แฟรงค์ไม่เคยเอาตัวเองไปให้ใครตรวจรักษา นอกเขตอิทธิพลของตระกูลมาก่อน
ทว่าเ้าตัวกลับไม่สนใจสายตาหวาด ๆ ของลูกน้องแม้แต่น้อย เพียงก้าวขาขึ้นรถด้วยสีหน้าเ็า ปล่อยให้ความสงสัยค้างคาในใจของทุกคน
ที่โรงพยาบาลลูน่า (Luna hospital)
เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม หมอพยาบาลบางส่วนกำลังเปลี่ยนเวรกัน ส่วนหมอและเ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าเวรดึก บ้างก็มีงานต่อบ้างก็กลับบ้านกันแล้ว
“เอ้า..หมอโอปอมีตรวจต่อเหรอคะ” พยาบาลส่งเสียงถาม
“ไม่หรอกครับ..พอดีรอหมอโซอี้เข้าเวรนะ”
หมอโอปอ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งวัย 32ปี นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยเอกซเรย์หรือที่เรียกกัน รังสีแพทย์ เขาเป็รุ่นพี่และเพื่อนของโซอี้
เขานั่งร้อนใจั้แ่เช้าหลังจากรู้ข่าวเื่หมอโซอี้อยู่เวรดึกแล้วปะทะฝีปากกับทั้งมาเฟียและลูกสาวผู้ว่าตระกูลใหญ่ ข่าวเล่าลือถึงขั้นว่าหมอโซอี้คงต้องเรียกเข้าห้องผู้อำนวยการในอีกไม่ช้า
“อ้าว..พี่ปอติดคนไข้เหรอ?” โซอี้เดินเข้ามาในห้องพักหมอรีบเอ่ยถาม
“ติดรอเรานะสิ!..ไหนเล่ามายังไง..”
“แหมๆๆ เป็ห่วงแต่หมอโซอี้ไม่เห็นเป็กุ๊กไก่ผู้ในเหตุการณ์บ้างเลย”
กุ๊กไก่เดินเข้ามาส่งเสียงแซว ขณะที่โซอี้ได้ตัวแทนในการเล่าทุกอย่างให้หมอโอปออย่างมีอรรถ เขาจึงรีบเตรียมตัวเพื่อไปประจำหน้างาน
เวลาเกือบสามทุ่มที่หน้าห้องฉุกเฉิน
แฟรงค์ก้าวลงจากรถหรูสีดำเงาวับอย่างไม่รีบร้อน ทั้งที่ข้างในชายโครงยังปวดตุบ ๆ ทุกครั้งที่หายใจเข้า
เขาเดินเพียงลำพัง ทิ้งให้ลูกน้องนั่งรอข้างนอก ขายาวเดินเข้าประตูห้องฉุกเฉินด้วยท่าทางสงบเย็น ราวกับไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เสียงคนเจ็บร้องโอดครวญดังระงม
แต่เพียงแค่ใครเห็นร่างสูงใหญ่ในสูทดำเดินผ่าน ทุกคนกลับเงียบกริบโดยไม่รู้ตัว เหมือนเงาของเขามีอำนาจกดทับบรรยากาศ
พยาบาลสาวคนหนึ่งรีบเข้ามาถามเสียงตะกุกตะกัก
“เอ่อ… คุณผู้ชาย มารับการรักษาเหร—”
“หมอโซอี้อยู่ไหน” เสียงทุ้มต่ำถามสั้น ๆ ไม่เสียเวลาอธิบายใด ๆ
ไม่นาน โซอี้ในชุดกาวน์สีขาวเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน กำลังถอดถุงมือแพทย์ที่เปื้อนเืออกพอดี
ดวงตางอนแต่คมกริบเหลือบมองแฟรงค์ ก่อนถอนหายใจอย่างเห็นได้ชัด และก็รู้เสียด้วยว่าอีกฝ่ายมาด้วยเื่อะไร
“ที่นี่โรงพยาบาลนะ ไม่ใช่ผับบาร์ที่จะมาเดินเที่ยวเล่น ดึกดื่น แล้วรอยเขียวช้ำ ถลอกเต็มตัวพวกนี้..ก็ไม่ใช่ข้ออ้างด้วย”
แฟรงค์ไม่ตอบ มีเพียงสายตานิ่งสงบที่มองกลับมา เขายกมือแตะชายโครงนิด ๆ ฟังเสียงหมอบ่นอย่างมีแรงใจ ก่อนจะส่งเสียงเบา
“แผลปริ!”
โซอี้เลิกคิ้วขำขัน อย่างเหนื่อยใจ เพราะก่อนออกเวรตอนเช้าเขาก็สั่งหนักหนา ว่าอย่าขยับตัวแรง เพราะแผลที่เย็บยังไม่สมานกันดี แต่มาเวลานี้ดูเหมือนว่าคนไข้ของเขาไม่ได้ทำตามที่บอกเอาเสียเลย
“อ้อ… ดีใจด้วยนะครับ อย่างน้อยก็ไม่ใช่กะโหลกร้าว คราวนี้”
“อะ..เอ่อ”
พยาบาลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทำท่าใ แม้ในมือของเธอจะถือเครื่องมือทำแผลอย่างรู้หน้าที่ แต่กลับถูกหมอโซอี้ยกมือไล่ ซึ่งเธอก็โล่งใจแทบกรีดร้อง เพราะไม่อยากดูแลคนไข้วีไอพีแบบนี้
“ห้องตรวจสองครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็ปกคลุม โซอี้หยิบครีมมาดึงผ้าก๊อชติดแผลออก แล้วโน้มตัวตรวจแผลใกล้ ๆ จนกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของแฟรงค์แตะจมูกเขา
“แค่ปริเล็กน้อย คงไม่ถึงตาย”
แฟรงค์ปรายตามองเล็กน้อย เสียงทุ้มกดต่ำ
“ก็ดี เพราะฉันยังไม่อยากตายตอนนี้”
โซอี้แค่นหัวเราะในลำคอ ขณะหยิบเข็ม กับไหมเย็บแผลมาเตรียม
“ไม่รู้ว่า..เพราะยังมีศัตรูที่ต้องจัดการ หรือเพราะ..ยังไม่ได้จัดการหมอปากดี?”เขาโน้มตัวเข้าใกล้คุณหมอที่ตั้งใจทำแผลให้เขาอย่างมุ่งมั่น
“.อื้อ..โอ๊ย!” แฟรงค์แกล้งส่งเสียงดัง
“แค่เช็ดแผล..” โซอี้ส่งสายตาดุ
“ก็ในี่!”
“หา!” โซอี้ไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง
เสียงเข็มแทงผิวดัง *จึ้ก!* แต่แฟรงค์ไม่แม้แต่จะสะดุ้ง เขานั่งนิ่งราวกับรูปปั้น เหลือเพียงแววตาคมที่จ้องใบหน้าหมอหนุ่มราวกับอ่านความคิด
โซอี้เผลอยกยิ้มเอือม ๆ ตามประสาหมอที่ได้รักษาคนไข้ ต่อให้คนตรงหน้าจะเป็ใครก็ตาม
“อย่าแอบมอง” โซอี้พูดเสียงเบา
“ทำไม? ..หวั่นไหวเหรอครับคุณหมอ”
“หวั่นไหวกับผีอะไรละ!..แค่รู้สึกว่าถูกคุกคามด้วยสายตาต่างหาก ถึงจะหน้าตาดี แต่ก็ไม่ได้ใจดีให้มองฟรีๆ นะ”
“ว้าว..คุณหมอนี่..น่าสนใจดีนะครับ”
“เสียใจนะครับ..คุณมาเฟีย..ฉันไม่นิยม ไม่มีวันที่จะตกเป็บรรดาเธอขา ของพวกคุณได้เล่นสนุกๆแน่นอน”
โซอี้หันมองหน้ามาเฟียหนุ่ม อย่างล่วงรู้ในเจตนา เขาพึ่งได้รู้ประวัติของแฟรงค์ จากเพื่อนพยาบาลว่า เขาฟาดเรียบทั้งชายหญิง ขอแค่เขาสนใจใครๆ ก็ยอมพลีกายให้กับเขา ซ้ำกุ๊กไก่ยังบอกอีกด้วยว่า มาเฟียบวกมีอิทธิพลเหล่านี้มักจะชอบเรียกเด็กของเขาว่า เธอขา ไม่ว่าชายหรือหญิง
ริมฝีปากของแฟรงค์กระตุกขึ้นเล็กน้อย จนแทบมองไม่ออกก่อนที่เขาจะเอ่ยเสียงแ่ต่ำ
“หมอ..ชอบผู้ชายใช่ไหมครับ?”
.....................................