ข่าวเื่ที่ประมุขน้อยอุ้มภูตต้นอิงเถากลับมายังเรือนเฟิ่งหย่านั้นแพร่สะพัดไปทั่วไม่เว้นแม้แต่ถ้ำจิ้งจอกแดงที่อวี้หนิงเหอกำลังรักษาตัวอยู่ ปีศาจสาวกำมือแน่นอย่างขุ่นเคืองใจไม่เพียงแต่กำจัดเยว่ซินไม่ได้ ยังเป็การพิสูจน์อีกว่าอี้ฉางเฟิงให้ความสนใจกับภูตน้อยตนนี้
บัดนี้ที่เรือนเฟิ่งหย่าเยว่ซินพักรักษาตัวอยู่บนเตียงของนางมาหนึ่งวันเต็มๆ แล้วก่อนหน้านี้ลู่เสียนเพิ่งกลับออกไป เยว่ซินเล่าให้นางฟังเกี่ยวกับศิลาอาบแสงจันทร์แต่แทนที่นางจะร่วมยินดีที่เยว่ซินได้มันมา นางกลับดุว่าภูตน้อยเสียยกใหญ่ที่เชื่อคำพูดของอวี้หนิงเหอแล้วพาตนเองไปเสี่ยงอันตรายเยี่ยงนั้น
ภูตอิงเถาน้อยสำนึกผิดแล้ว รับปากลู่เสียนว่าต่อไปจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกนางจะระมัดระวังตัวให้มาก จะไม่ทำอะไรผลีผลามและจะไม่ปิดบังนาง ลู่เสียนถึงได้ยอมหายโกรธเคือง
เยว่ซินรู้ผิดแล้วที่ทำให้หลายคนต้องเดือดร้อนเพราะตัวนางหลังจากปีศาจจิ้งจอกน้อยกลับไปสักพัก ก็ไม่คิดว่าอวี้หนิงเหอจะปรากฏกายขึ้นมาเยี่ยมเยียน
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
คนถูกถามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนที่นอนก่อนจะตอบ
“ข้าดีขึ้นแล้วแม่นางอวี้ ท่านหายดีแล้วหรือ? วันนั้นเป็ท่านใช่หรือไม่ที่เป็ผู้ช่วยข้า?”แม้ในความรู้สึกของเยว่ซินจะบอกว่านั่นไม่ใช่อวี้หนิงเหอ แต่่เวลานั้นก็มีแค่นางที่อยู่กับตนในถ้ำ
“ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็ผู้ใด”
อวี้หนิงเหอฉวยโอกาสสวมรอย ทำให้เยว่ซินต้องยอมเปลี่ยนใจเชื่อและคิดว่าบางทีตนอาจจะคิดมากไปก็ได้
“เช่นนั้นข้าก็ขอบใจท่านมากที่ช่วยชีวิต”เยว่ซินกล่าว ก่อนจะเล่าเื่ที่นางได้ศิลาอาบแสงจันทร์มาแล้ว ถึงแม้ว่าการบุกไปเสี่ยงในครั้งนี้จะไม่พบร่องรอยของเหยียนโม่โฉวแต่อย่างน้อยก็ยังมิเสียแรงเปล่า เป็เหตุให้อวี้หนิงเหอใช้โอกาสนี้ทวงบุญคุณจากเยว่ซินเื่ที่รับปากจะช่วยให้นางสมหวังกับอี้ฉางเฟิง
“ข้าไม่ลืมๆเช่นนั้นแล้วท่านมีแผนอันใดหรือไม่?”
“ข้าไม่มีแผน แต่ข้ามีสิ่งนี้” อวี้หนิงเหอส่งขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆให้เยว่ซิน ในนั้นมีผงเสน่ห์จิ้งจอกอยู่ในปริมาณหนึ่ง
“นี่คือสิ่งใด?”
“เ้าไม่จำเป็ต้องรู้เ้าแค่นำมันไปใส่ไว้ในน้ำหรืออาหารที่ฉางเฟิงกินก็พอ?”
“ใส่ในน้ำอีกแล้วหรือ?กินแล้วถึงตายหรือไม่ คราวก่อนที่ข้าใส่เกลือสี่สมุทรลงไป ตอนนั้นข้าเองก็เกือบเอาตัวไม่รอดถ้าตอนนั้นอี้ฉางเฟิงไม่ฟื้นป่านนี้ข้าคงไม่มีชีวิตมานั่งคุยกับท่านแล้ว”พูดแล้วยังขยาดไม่หาย
“โง่เขลา ของสิ่งนี้ไม่ทำให้ถึงตายหรอกแค่สติเลอะเลือนชั่วขณะ”
“แล้วอย่างไรต่อ?”
อวี้หนิงเหอจึงเล่าแผนการให้นางฟังว่าหลังจากนั้นเยว่ซินก็ไม่ต้องทำอะไร แค่รอให้ผงนี่ออกฤทธิ์แล้วก็ออกมาด้านนอกถึงตอนนั้นนางจะรออยู่ด้านหน้าเรือนเฟิ่งิ จากนั้นจึงค่อยเข้าไปในห้องของอี้ฉางเฟิง
“ข้ารู้แล้วๆ ทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าให้ท่านกับเขาอยู่ในห้องกันลำพังสองต่อสองใช่หรือไม่”เยว่ซินทำตาเป็ประกายที่รู้ทันแผนของอวี้หนิงเหอ ปีศาจเ้าเล่ห์ไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้าเยว่ซินจึงพูดด้วยความภูมิใจ “แม่นางอวี้ไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการเื่นี้ให้รับรองว่าอี้ฉางเฟิงหนีท่านไม่พ้นแน่”
ว่าแล้วทั้งคู่ก็ตกลงกันถึงเื่ระยะเวลาหลังจากนั้นเยว่ซินก็รับเอาผงเสน่ห์จิ้งจอกนี้มาเก็บซ่อนไว้เพื่อรอลงมือในวันพรุ่งนอกจากนี้ยังวางแผนรัดกุมขึ้นไปอีก ด้วยการเรียกเฟยฉีมาพบเพื่อนัดแนะถึงแผนการขั้นถัดไปของนางโดยการอ้างว่าเป็เื่สำคัญของประมุขน้อย
“ขอโทษนะอี้ฉางเฟิงที่ท่านช่วยข้าข้าก็สำนึกบุญคุณ แต่ที่นางช่วยข้าข้าก็ต้องตอบแทนเช่นเดียวกันข้าไม่อยากติดค้างผู้ใด อีกทั้งข้าก็เอาศิลาอาบแสงจันทร์มาชดใช้ให้ท่านแล้วเช่นนั้นเื่ติดค้างท่านก็ถือว่าหายกันแล้วนะ” เยว่ซินเอ่ยกับตัวเองลำพังหลังจากที่แยกกับเฟยฉีแล้ว
วันพรุ่ง ที่ภายในห้องประชุมอินเหิง...
เื่ที่เยว่ซินก่อกวนถ้ำชิงจันทรากำลังเป็ที่ถกเถียงกันในเหล่าผู้าุโเพราะการที่ร่องแดนมารถูกรบกวนอาจทำให้เผ่ามารใช้เป็ข้ออ้างในการบุกรุกแดนปีศาจ เนื่องด้วยก่อนหน้าทั้งสองเผ่ากำลังมีข้อพิพาทกันเื่การสังหารปีศาจเพื่อ่ชิงแก่นิญญา
การหารือต่อเนื่องจาก่เช้ามาจนถึงยามเซิน[1]ประเด็นขับไล่เยว่ซินออกจากหุบเขาถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง รวมถึงมีการรวมตัวกันเรียกร้องให้ลงโทษนางครั้งนี้เป็ความผิดที่ลุกลามถึงขั้นอาจกระทบกระทั่งกับแดนมารอี้ฉางเฟิงไม่อาจออกหน้าแก้ต่างแทนเยว่ซินได้ าาอี้เฟิ่งจึงรับปากว่าจะรับพิจารณาเื่นี้การประชุมถึงสิ้นสุดลงได้
อี้ฉางเฟิงและเฟยฉีกลับมายังเรือนเฟิ่งิบนโต๊ะในห้องโถงมีขนมและน้ำชาวางอยู่พร้อมแล้ว พ่อบ้านหลี่ยืนรอทำหน้าที่อยู่ด้านในเมื่อประมุขน้อยมาถึงเขาก็จัดแจงรินน้ำชาให้ แต่สีหน้าอี้ฉางเฟิงดูเคร่งเครียด เมื่อหันไปเห็นผู้าุโเผ่าอินทรียืนมองด้วยสีหน้าเป็กังวลจึงได้หยิบขนมในจานกัดไปหนึ่งคำแล้ววางลงที่เดิมก่อนจะยกมือสั่งให้พ่อบ้านหลี่ออกไปก่อน แต่เฟยฉียังคงให้อยู่ต่อ
“เื่ที่ข้าให้สืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหยียนโม่โฉวเ้าก็ทำต่อไปก่อนคราวนี้เห็นทีเหล่าผู้าุโจะไม่ยอมจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าผลสรุปของท่านพ่อจะออกมาเป็เช่นไรเยว่ซินอาจต้องออกไปจากหุบเขาเร็วๆ นี้ และครั้งนี้ข้าเองก็คงจะช่วยอะไรนางไม่ได้”อี้ฉางเฟิงเอ่ยอย่างกังวลเล็กน้อย เฟยฉีรับทราบแล้วจึงยืนรอรับคำสั่งอื่นต่อไปหากแต่ไม่มีคำสั่งอะไรแล้ว คนเป็นายเพียงแต่บอกให้เขากลับไปพักผ่อน
เฟยฉีรับคำแล้วขอตัวออกไป อดเป็ห่วงประมุขน้อยไม่ได้เวลาเห็นเขามีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจเยว่ซินและไม่อยากให้นางถูกลงโทษ
ขณะที่ปีศาจปักษาหนุ่มออกมาจากเรือนเฟิ่งิก็พบกับเยว่ซินเข้าพอดีเหมือนว่านางกำลังยืนรออะไรบางอย่าง ทันทีที่พบเฟยฉี นางก็ปรี่เข้ามาทักแต่ดูเหมือนเฟยฉีจะดูอึกอักชอบกล
“เกิดอะไรขึ้นหรือมีสิ่งใดให้เ้ากลัดกลุ้มใจกัน?” เยว่ซินเอ่ยถาม
หากเฟยฉีไม่รู้จะตอบเช่นไรว่าสาเหตุที่ทำให้เขากลุ้มใจเป็เพราะนางนอกจากเขาแล้ว ประมุขน้อยก็กำลังเป็กังวลใจเพราะนางด้วยเช่นนี้จึงได้แต่เอ่ยออกไปอย่างน้ำท่วมปาก “ไม่มี ข้าไปล่ะ”
เยว่ซินเห็นเขาไม่อยากพูดก็ไม่ซักไซ้ “แล้วอย่าลืมเื่ที่ข้าไหว้วานเ้านะ”
“ข้าไม่ลืมๆ”ว่าแล้วเฟยฉีก็เคลื่อนที่หายไปทางด้านหลังเรือนเฟิ่งหย่า
ภูตน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆเหมือนเรียกความกล้า ก่อนจะเดินมุ่งหน้าเข้าไปในเรือนเฟิ่งิซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกเวียนหัว เวลานี้อี้ฉางเฟิงไม่อยู่ในห้องโถงเยว่ซินรีบไปดูบนโต๊ะเห็นขนมที่นางใส่ผงเสน่ห์จิ้งจอกไว้แหว่งไปแค่คำเดียวนั่นทำให้ไม่รู้ว่ายาจะออกฤทธิ์หรือไม่
‘อี้ฉางเฟิงท่านอยู่ที่ไหนนะ?’ นางแค่คิดแต่ไม่ได้เอ่ยออกมา
เ้าตัวไม่รู้ว่าทำไมถึงได้วูบวาบไปทั้งตัวเช่นนี้ในเมื่อเห็นกับตาว่าประมุขน้อยกลับมาแล้ว เช่นนั้นเขาก็ต้องอยู่ในเรือนแห่งนี้แน่ว่าแล้วก็เดินไปที่ห้องหนังสือ แต่ที่นั่นว่างเปล่าไม่มีผู้ใด
ภูตน้อยรู้สึกว่าเนื้อตัวเริ่มร้อนผ่าว ใบหน้าแดงก่ำเหมือนจะเป็ไข้ลมหนาวครั้นเมื่อเปิดประตูห้องนอนไปก็พบกับร่างสูงที่กำลังเปลี่ยนเสื้อคลุมอยู่พอเห็นดังนั้นนางก็ยิ้มพรายและปรี่เข้ามาจนเหมือนจะพุ่งใส่เขา
“เ้าเข้ามาทำอะไร?”
อี้ฉางเฟิงแปลกใจมากที่จู่ๆ ภูตน้อยก็ทะเล่อทะล่าเข้ามาเช่นนี้แถมยังมีท่าทีแปลกประหลาดพิกล แทนคำตอบ นางกลับเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้มหวานหยาดเยิ้มซ้ำแววตาคู่นั้นยังดูฉ่ำเป็ประกายอีกด้วย
“นี่เ้าเป็อะไรไป?”
“อี้ฉางเฟิงท่านกำลังเปลี่ยนเสื้ออยู่หรือ มาข้าช่วย” ว่าแล้วก็ดึงเสื้อคลุมเขาออก
แน่นอนว่าคนถูกล่วงเกินย่อมใ อี้ฉางเฟิงพยายามเอามือดึงเสื้อคลุมตัวใหญ่ไว้ไม่ให้หลุดไปตามแรงยื้อ
“เยว่ซิน นี่เ้าบ้าไปแล้วหรือปล่อยข้า” ร่างสูงมองคนตรงหน้าอย่างฉงนใจ จู่ๆ นางก็ไม่พูดไม่จาเอาแต่ก้าวเท้าเดินดิ่งเข้ามาหาเขาท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือราวกับเขาเป็ไก่ป่าที่อยากจะขย้ำ อี้ฉางเฟิงได้แต่ดูเชิงและก้าวถอยหลังไปจนติดกับขอบเตียงแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดที่จะรุกเข้ามาจนทำให้เขาต้องนั่งลงกับที่นอน
“เยว่ซิน จะเ้าพอเถอะ” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักพลันคิดว่าภูตน้อยนี่ต้องถูกพิษหรือยาชนิดใดเข้าแน่ๆ ท่าทีของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากภูตน้อยท่าทางใสซื่อตนหนึ่งกลับกลายเป็ภูตสาวจอมยั่วยวน
“อี้ฉางเฟิงที่ผ่านมาท่านชอบกลั่นแกล้งข้านักใช่หรือไม่ แต่ข้าไม่ถือหรอกนะ อีกประเดี๋ยวข้าจะเอาคืนท่านให้สาสมเลย...เคยมีใครบอกท่านหรือไม่ว่าใบหน้าท่านช่างงามไร้ที่ติจริงๆงามเสียจนข้าอยากจะ...” นางไม่พูดเปล่า ใช้มือซ้ายลูบไล้ใบหน้าเขาไปมาอย่างหลงใหลได้ปลื้ม
“เยว่ซิน เ้าเสียสติไปแล้ว ปล่อยข้า” เขาได้แต่ถอยหลังร่นไปจนชิดผนังห้องแต่เยว่ซินยังคงคืบคลานเข้ามาไม่หยุด แถมยังโน้มตัวมาใกล้เขากระทั่งรู้สึกได้ถึงลมหายใจแ่ร้อนของนาง
อี้ฉางเฟิงใจเต้นแรงไม่เป็ส่ำััของเยว่ซินทำให้เืในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเมื่อถูกอีกฝ่ายนั่งคร่อมจุดสำคัญไว้ก็ยิ่งราวกับถูกกระตุ้นให้ชีพจรเต้นแรงขึ้นิญญาราวกับจะหลุดออกจากร่าง ซึ่งนั่นไม่ใช่ผลจากไข่มุกกลืนราตรีแต่เป็เพราะผลงานของภูตน้อยที่กำลังยั่วสวาทตนนี้
เยว่ซินเริ่มเอามืออีกข้างลูบไล้ไปตามแผงอกของเขาอย่างมันมืออี้ฉางเฟิงใจหายวาบรีบดึงแขนเสื้อนางออกก่อนที่ไข่มุกวิเศษจะััถูกลำตัวมิเช่นนั้นเขาอาจต้องถูกสูบพลังไปจนหมดกายแน่ แต่ปรากฏว่ายิ่งพยายามผละนางออก นางก็ยิ่งไม่พอใจ
“อี้ฉางเฟิง! ท่านอย่าขัดขืนได้หรือไม่ อยู่นิ่งๆ ข้าจะทำให้ท่านเพลิดเพลินเอง”ว่าแล้วก็หอมฟอดไปที่แก้มข้างหนึ่ง อี้ฉางเฟิงถึงกับเบิกตากว้างทันทีเขาไม่เคยเสียเปรียบผู้ใดเช่นนี้มาก่อน
“ข้าไม่เพลิดเพลินกับเ้าหรอกเยว่ซิน เ้าเสียสติไปแล้ว ตั้งสติหน่อย” เขาจับบ่าทั้งสองข้างของนางดันออกพลางเตือนตัวเองให้ตั้งสติ“ข้าจะช่วยเ้าเอง” ว่าแล้วก็เตรียมสะบัดมือร่ายอาคม แต่ถูกเยว่ซินคว้ามือไว้มั่น
“อยากช่วยข้าหรือ? เช่นนั้นท่านก็ช่วยอยู่นิ่งๆ”
ว่าแล้วนางก็จู่โจมด้วยการโถมกายเข้าใส่เขาริมฝีปากแดงเรื่อดังผลอิงเถาของนางลอยห่างไปจากใบหน้าอี้ฉางเฟิงไม่ถึงคืบ เฉียดปลายจมูกไปมาจนปีศาจหนุ่มถึงขั้นใจเต้นไม่เป็จังหวะกลืนน้ำลายเอือกแล้วเอือกเล่าก็ไม่บรรเทาความกระหายความอดทนอดกลั้นที่ฝืนไว้เกือบจะสิ้นสุดลงแล้วถ้าไม่ติดว่านางเอ่ยคำพูดหนึ่งขึ้นมาก่อน
“ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้วข้าคิดถึงท่าน”
อี้ฉางเฟิงดีดตัวผึง ได้สติก่อนที่จะถูกนางเอาเปรียบเหตุเพราะนางเลอะเลือนจนมองว่าเขาเป็เหยียนโม่โฉว หรือเพราะว่าในใจของนางกำลังคิดถึงแต่คนผู้นั้นกันแน่ว่าแล้วก็ระงับอารมณ์พลุ่งพล่านดันกายบอบบางของนางออกจากลำตัว แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับใช้สองขาเกี่ยวกระหวัดรัดเอวของเขาไว้แน่นแลเป็ภาพวาบหวิวที่ไม่ชวนมองยิ่งนัก แล้วตอนนั้นเองอวี้หนิงเหอก็ผลักประตูพรวดเข้ามาพร้อมกับสีหน้าโกรธขึ้ง
“นี่พวกท่านทำสิ่งใดกัน?!!” เสียงนางดังก้องไปทั่วทั้งเรือนเฟิ่งิ
ปีศาจจิ้งจอกสาวราวกับถูกอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงบนร่างเพราะเห็นว่าเลยหนึ่งก้านธูปตามที่ตกลงกันแล้วแต่เยว่ซินยังไม่โผล่หน้าออกไปจึงได้เฉลียวใจบุกเข้ามาแต่ไม่คิดว่าจะพบกับภาพอุจาดตาเช่นนี้
เสียงโวยวายทำให้เฟยฉีรีบพุ่งเข้ามาด้านในด้วยความใแล้วนั่นก็ทำให้ปักษารัตติกาลหนุ่มถึงขั้นอ้าปากค้าง
“แย่แล้ว” เฟยฉีใจหายวาบ ก่อนจะมองไปยังภูตต้นไม้น้อยที่เวลานี้ก็ยังไม่มีสติ
อี้ฉางเฟิงตัดสินใจใช้พลังสลัดนางจนขาเรียวที่เกี่ยวรัดไว้คลายออกจากเอวก่อนจะเอี้ยวตัวไปร่ายอาคมใส่ทำให้เยว่ซินหมดสติไปตอนที่เขาจับนางนอนลงกับที่นอนนั้น อี้เฟิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหยวนเลี่ยงผู้ติดตาม
“นี่น่ะหรือธุระที่เ้าเรียกให้ข้ามาพบ?”สีหน้าของท่านาาเต็มไปด้วยความผิดหวัง โมโหถึงขั้นสะบัดตัวเดินออกไปจากเรือนอย่างรวดเร็ว
เวลานั้นอี้ฉางเฟิงได้แต่สูดลมลึกๆอย่างทำใจ มองไปที่เฟยฉีทำนองตั้งคำถาม ว่าเหตุใดบิดาเขาจึงมาที่เรือนเฟิ่งิก่อนจะมองไปยังอวี้หนิงเหอที่จู่ๆ ก็โผล่พรวดพราดเข้ามาในห้องนี่มันเกิดเื่บ้าอะไรกันแน่
“เฟยฉี เ้าออกไปรอข้าด้านนอกส่วนแม่นางอวี้ เ้ากลับไปก่อนเถอะ” อวี้ฉางเฟิงเอ่ยประโยคท้ายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเขารู้ว่านางไม่พอใจ และถ้าเื่นี้แพร่ออกไปคงไม่ใช่แค่นางแต่นั่นจะทำให้ทั้งเผ่าจิ้งจอกแดงต้องขัดเคืองใจด้วย
อวี้หนิงเหอกำมือแน่นมองไปที่ภูตน้อยที่สลบไสลอยู่บนเตียงอย่างอาฆาต ถ้าไม่ติดว่าอี้ฉางเฟิงอยู่ตรงนี้ด้วยนางคงจะสับภูตน้อยนั่นออกเป็หมื่นชิ้นไปแล้วในใจผุดไปด้วยถ้อยคำนับร้อยที่พร่างพรูขึ้นมา แต่มีเพียงไม่กี่ประโยคที่นางอยากเอ่ย‘เยว่ซิน เ้าหลอกข้าที่แท้เ้าก็อยากจะเป็ฮูหยินของฉางเฟิงเสียเอง’
บัดนี้เรือนเฟิ่งิเงียบสงบลงอีกครั้งแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่าอึดอัดใจ อี้ฉางเฟิงยืนเคร่งเครียดอยู่กลางห้องโถงโดยมีเฟยฉียืนร้อนๆหนาวๆ อยู่ใกล้กัน ตอนที่ประมุขน้อยเอ่ยถามถึงสาเหตุที่บิดามาปรากฏตัวที่นี่เฟยฉีสารภาพว่าเยว่ซินเป็คนบอกให้เขาไปตามท่านาา เนื่องจากประมุขน้อยและแม่นางอวี้มีเื่สำคัญจะแจ้งให้ทราบ
“ข้ากับอวี้หนิงเหอ?”
“ขอรับ”
อี้ฉางเฟิงได้ยินดังนั้นก็นึกไปถึงหน้าภูตน้อยที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไม่ต้องสงสัยว่านี่คงเป็ฝีมือของนาง แต่แล้วเหตุใดนางถึงต้องทำเช่นนี้ด้วยและไม่เพียงแต่เขาเองที่สงสัย เวลานี้แม้แต่เฟยฉีก็ข้องใจเช่นกัน
“ว่าแต่ เหตุใดนางถึงไปอยู่บนเตียงกับท่านได้ขอรับ?”
“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางจู่ๆ นางก็บุกเข้ามาในห้องและพยายามจะล่วงเกินข้า”
เฟยฉีตาลุกวาวนี่เขาฟังไม่ผิดใช่หรือไม่ ที่เยว่ซินบอกให้เขาไปตามาาอี้เฟิ่งมา คงมิได้เพื่อให้มาเห็นนางกับประมุขน้อยในสภาพเช่นนี้หรอกนะ
“แล้วอย่างไรต่อขอรับนางมิได้ล่วงเกินท่านใช่หรือไม่?”
“ก็มีบ้าง ข้าสู้นางไม่ได้”
เฟยฉีได้ยินดังนั้นก็หันขวับ “หือ...สู้ไม่ได้?ท่านน่ะหรือขอรับ?”
“อืม” เขาสวนกลับนิ่งๆ โดยไม่มองหน้า
ปีศาจปักษาหนุ่มถึงกับงงเป็ไก่ตาแตกเป็ไปได้หรือที่วิหคอัคคีหกปีกจะสู้ภูตต้นไม้ธรรมดาตนหนึ่งไม่ได้ ไม่มีทาง นอกเสียจากว่า“ท่านสมยอมเองมากกว่า”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ปะเปล่าขอรับ ข้าน้อยแค่โล่งใจที่ท่านรอดมาได้”เฟยฉีอ้าง แต่ดูเหมือนอี้ฉางเฟิงจะรู้ว่าเขาคิดสิ่งใดอยู่ ดังนั้นจึงได้รีบตัดบท
“ข้าต้องไปอธิบายต่อท่านพ่อเ้าไม่ต้องไปกับข้า อยู่ที่นี่รอดูความเรียบร้อยถ้านางตื่นขึ้นมาแล้วก็ให้นางกลับห้องของนางไปซะ”
[1] ยามเซิน คือ ่เวลา 15.00 – 16.59 น.