"เซียนเก่าเฝ้าเงียบงำคำภีร์ฟ้าจารึกคราโลหิตพลันหยาดหยด
ผู้กล้าผ่านเส้นทางแห่งเพลิงรสจิตใสจรดมรรคแท้แห่งเซียนชน
เมื่อแสงจันทร์รินร่วงดุจน้ำค้างจงฟังทางโชคชะตาที่วางบน
หนึ่งคำภีร์ สลักลิขิตฟากฟ้า ใครได้ครอง จักเปลี่ยนภพนิรันดร์"
หลังผ่านการเผชิญหน้ากับ “กระจกจิตเจิน” สมบัติเซียนผู้มีจิติญญาเฉียบล้ำ เฉินฟูฟู่ได้รับคำพยากรณ์จากเงาสะท้อนโบราณ หนทางแห่งคำภีร์วิถีเซียนได้เปิดเผยบางส่วน หากแต่เส้นทางนั้นหาใช่แสงสว่างที่ราบรื่นไม่ กลับเต็มไปด้วยเงามืดแห่งอดีตกาลที่ยังฝังรากในผืนฟ้าและผืนดิน
ในเช้าวันหนึ่ง ณ ปลายผาลม์ เฉินฟูฟู่ในชุดคลุมยาวสีดำขลับ ประดับลายัเลื้อยเงาวับ ก้าวออกจากร่มเงาแห่งผาหิน แววตาของเขาสงบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงอธิษฐานบางอย่าง ทิวาในวันนั้นไม่มีนกบิน ไม่มีเมฆลอย มีเพียงแสงแดดเฉียบเย็นที่ทาบทอลงบนผืนทาง
ข้างกายเขาคือเถาฟา ซึ่งยังคงเงียบขรึมเหมือนเงาสะท้อนของใจ หากแต่ในดวงตาของนาง แววประหลาดแห่งความคาดหวังกลับส่องประกายวาววับ
“เ้าคิดจะเดินทางไปยังดินแดนปิดตายของอารามพยัคฆ์ขาวจริงหรือ?” เถาฟาถาม
เฉินฟูฟู่พยักหน้า “ในคำพยากรณ์กล่าวถึงที่แห่งหนึ่ง ที่ซ่อนเร้นคำภีร์ใต้เงาหิมะ นั่นคือยอดอารามที่เงียบงันที่สุดในใต้หล้า”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นเื้ั
“แม้ทางจะถูกกล่าวไว้ในพยากรณ์ แต่หากไร้ผู้นำทางที่ล่วงรู้จังหวะเต้นของฟ้า ดวงดาราในใจเ้าก็จักพลันหลงทิศ”
ผู้เอ่ยวาจาคือสตรีนางหนึ่ง นางแต่งชุดขาวสะอาด ผ้าคลุมบางคล้ายเมฆาขาวล่องลอย ดวงหน้าเย็นสงบปานน้ำในบ่อน้ำลึก แต่ั์ตากลับเฉียบคมดั่งหอกพิรุณ
“ข้านามว่า หลี่เวยอิ๋ง” นางประนมหัตถ์ “นักพรตผู้เฝ้ารอผู้ที่ถูกพยากรณ์...ในที่นี้”
เฉินฟูฟู่หรี่ตา สบตานางพลางกล่าว “ข้าคือผู้ที่ฟ้ากำหนดหรือ?”
หลี่เวยอิ๋งพยักหน้า “แต่หนทางของเ้ามิได้เป็เส้นเดียว หากเ้าเลือกผิด แม้เพียงก้าวเดียว... ก็อาจไม่มีวันกลับ”
เธอหยิบแผ่นหยกบางออกมา แสงจางจากอักขระโบราณเริ่มเรืองรองขึ้นบนพื้นหยกนั้นทันที
“นี่คือแผนที่ิญญาแห่งพยัคฆ์ขาว นำทางเ้าไปยัง ‘บัลลังก์หิมะ’ ที่ซ่อนคำภีร์วิถีเซียน แต่มิใช่ผู้ใดจะผ่านได้ จำต้องฝ่าด่านแห่งจิต เจตน์ และเจตนา”
เส้นทางจากผาลม์สู่ยอดบัลลังก์หิมะ คือระยะทางเกือบพันลี้ ทั้งสามเดินผ่านป่าหิมะ หุบเหว และธารแข็งที่เหมือนกระจก์ พลางเผชิญสัตว์อสูรในตำนาน อาคมโบราณที่ยังไม่ดับ และกลิ่นอายของ “เผ่า์” ที่เริ่มแผ่ขยายอย่างไม่อาจลบเลือน
วันหนึ่ง ณ ธารน้ำแข็งที่สองของหุบเขาพยัคฆ์ขาว เฉินฟูฟู่ได้ยินเสียงกระซิบในหูของตนว่า
หลี่เวยอิ๋งที่เดินอยู่ข้างหน้าหยุดชะงัก นางหันกลับมาด้วยสีหน้าสงบ แต่รอยยิ้มแฝงความลับ
“เสียงนั้น...คือการทดสอบด่านแรก” นางกล่าว “คำภีร์วิถีเซียนจะไม่รับผู้ที่มีจิตลังเล เพราะมรรคาเซียนมิใช่เพียงการฝึกตน หากคือการฝึกใจ”
เมื่อถึงหน้าวิหารพยัคฆ์ขาว ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะที่ไม่มีวันละลาย ประตูศิลาบานใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเฉินฟูฟู่
เขายื่นมือออกไปแตะที่บานประตู
ทันใดนั้น... กระแสพลังเยือกเย็นแผ่ซ่านเข้าไปในฝ่ามือ ดวงตาของเขาพร่าเลือน และภาพนิมิตก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
เขาเห็นภาพของตนเองในวัยเด็ก เห็นตาของมารดาที่ตายไปเพราะา เห็นเืและเปลวเพลิงของแคว้นที่ล่มสลาย...
แต่แล้ว เขากลับเห็นภาพใหม่ เด็กทารกผู้หนึ่งในอ้อมแขนของเซียวหู่หลี่ เด็กคนนั้น...มีสายเืของตนเอง และสายเืของเทพ!
“เฉินอวี้หลาน...” เขาเอ่ยเบา ๆ
ภาพเลือนหายไป เฉินฟูฟู่ลืมตาขึ้น พบว่าตนยืนอยู่หน้าแท่นศิลา ซึ่งบนนั้นมีม้วนคำภีร์เก่าแก่ห่อด้วยไหมสีมรกต ลายอักษรเซียนเรืองแสงสลับลมหายใจ หลี่เวยอิ๋งเดินเข้ามาใกล้ กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เ้าคือผู้ถูกเลือกจริง ๆ... แต่จงจำไว้ คำภีร์นี้จะส่องแสงนำทางเ้าเฉพาะยามที่เ้ามีเจตจำนงบริสุทธิ์เท่านั้น”
“มรรคาเซียน...หาใช่เส้นทางแห่งอำนาจหรือชัยชนะ
หากคือเส้นทางแห่งการเข้าใจตนเอง
ผู้ใดเห็นฟ้า ย่อมเห็นเงา
ผู้ใดเห็นเงา ย่อมเห็นใจตน”